Archive

Posts Tagged ‘VI’

จิบเบียร์ 1Q55

February 13, 2012 10 comments

งานจิบเบียร์เสาร์ที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติให้ไปเป็นวิทยากรด้วย

ผมพูดเรื่องอเมริกาที่ได้ไปเห็นมาครับ อเมริกาในปี 2012 เขาเป็นอย่างไรกันบ้าง ผมมองเห็นอะไรในฐานะ value investor ที่ได้ไปใช้ชีวิตที่นั่นกว่าหนึ่งปี ติดตามฟังในคลิปนี้ได้เลยครับ

Advertisements

หุ้นหลักทรัพย์

November 21, 2011 5 comments

หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์อาจจะเป็นหุ้นที่ไม่ใช่”พระเอก”ในตลาดหุ้นยุคปัจจุบัน แต่หากไปถามนักลงทุนในยุคก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง หุ้นกลุ่มนี้เคยเป็นหุ้น”บลูชิพ”ชั้นดี ที่ติด most active volume/value แทบจะทุกวัน

แต่สำหรับนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า ( โดยเฉพาะสาย super stock อย่าง บัฟเฟต์ ) หุ้นหลักทรัพย์คงไม่ได้อยู่ในสายตามากนัก เนื่องจากลักษณะของธุรกิจที่ไม่ได้มีใครได้เปรียบเหนือใคร, มีการแข่งขันต่อการแย่งตัวลูกค้าและมาร์เกตติ้งที่รุนแรง รวมทั้งผลประกอบการที่อ่อนไหวต่อภาวะตลาดหุ้นค่อนข้างมาก และยิ่งประกอบกับการที่รัฐบาลจะเปิดเสรีธุรกิจโบรคเกอร์ในอีกสองปีข้างหน้ายิ่งเป็นตัวกดดันในการแข่งขันของธุรกิจนี้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

ด้วยลักษณะของธุรกิจที่ไม่มีความแข็งแรงดังที่กล่าวในข้างต้น ทำให้หุ้นหลักทรัพย์เกือบทั้งหมดถูกเทรดที่ต่ำกว่า book value และบางบริษัทถูกเทรดที่ต่ำกว่าเงินสดต่อหุ้นที่บริษัทมีเสียอีก ซึ่งถ้าหากเรามองจากมุมของเกรแฮมนี่คือการสถานการณ์ของการซื้อแบงค์ดอลลาร์ในราคา 50 เซนต์

แต่ปัญหาก็คือหุ้นในลักษณะนี้มักจะประสบปัญหากับการถูกเรื้อรังอยู่เสมอๆ เพราะตลาดไม่เคยมีมุมมองที่ดีกับหุ้นกลุ่มนี้ ( เราอาจจะคิดว่าเราซื้อได้ที่ 0.6 เท่าของบุคแวลู ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก แต่หลังจากที่เราถือหุ้นไปสองปีสามปี ราคาก็ยัง”ถูก” อยู่ที่ 0.6 เท่าของบุคแวลูเท่าเดิม เพราะตลาดก็ยังมีมุมมองที่แย่จ่อหุ้นหลักทรัพย์เหมือนเดิม )

ผมเองเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าสาย bargain hunter ที่มาล่าส่วนลดกับหุ้นหลักทรัพย์อยู่บ่อยๆ แต่ไม่ใช่เพราะว่าผมเห็นส่วนต่างระหว่างราคาในกระดานกับบุคแวลู แต่ผมเห็นว่าหุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นวัฎจักรที่อิงกับวัฎจักรของเศรษฐกิจมหภาค ( economic cycle ) เพราะรายได้หลักของบริษัททั้งสามทาง อันได้แก่ 1.ค่าคอมมิชชั่นจากการที่ลูกค้าซื้อขายหลักทรัพย์ 2.กำไร/ขาดทุนจากพอร์ตการลงทุนของบริษัทเอง และ 3.รายได้จากงานวาณิชธนกิจ ( เช่น การเป็น underwriter เอาหุ้นใหม่เข้าตลาด ) นั้นแปรผันขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจทั้งสิ้น ( ในยุคปัจจุบันบางบริษัทจะมีรายได้อีกทาง คือการเป็นเจ้ามือออก DW )

ผมจะเริ่ม watch หุ้นกลุ่มนี้เมื่อเศรษฐกิจมหภาคเริ่มมีปัญหา เพราะอย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นว่า รายได้ของบริษัทนั้นผันผวนตามสภาพ macroeconomic และเมื่อ macro มีปัญหา บริษัทมีโอกาสที่จะโดน “perfect storm”เล่นงาน เพราะรายได้จากค่าคอมมิชชั่นมักจะลดลงอย่างมากจากสภาพตลาดหุ้นที่ซบเซา บริษัทอาจจะไม่มีรายได้จากงานวาณิชธนกิจเลย เพราะเศรษฐกิจที่ไม่ดีทำให้ไม่มีใครอยากจะมาระดมทุนในตลาด หรืออยากจะควบรวมกิจการกัน รวมทั้งบริษัทอาจจะเจอ”แจ๊คพอต” ขาดทุนอย่างหนักจากพอร์ตการลงทุนตามดัชนีที่ลดลงมาอย่างมาก

ผลจาก “perfect storm” และความหวาดกลัวของนักลงทุน มักจะทำให้หุ้นกลุ่มนี้ถูก discount ลงไปอย่างมากในช่วง economic down cycle บางครั้งอาจจะลงไปเหลือแค่ 0.1 -0.2 เท่าของบุคแวลู หรืออาจจะเหลือแค่ 0.5-0.6 เท่าของเงินสดต่อหุ้น

ผมมักจะ watch หุ้นกลุ่มนี้จนผมเริ่มมองเห็น sign of economic recovery หรือเห็น sign of market recovery ( ทั้งในแง่วอลุมและตัวเลขดัชนีตลาด ) เพราะผลประกอบการของบริษัทจะพลิกกลับมากำไรอย่างมากในช่วง bull market และราคาในกระดานอาจจะพุ่งไปได้หลาย”เด้ง” จากจุดต่ำสุดหลังจากบริษัทเจอ perfect storm

นอกจากนี้บริษัทในกลุ่มนี้ยังมีจุดเด่นในเรื่องกระแสเงินสด เนื่องจากบริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนกับสินทรัพย์ถาวรอะไรมากมาย รวมทั้งไม่จำเป็นจะต้องใช้ working capitol ในปริมาณมากเพื่อดำเนินธุรกิจ ทำให้บริษัทมักจะมีกระแสเงินสดที่ดีมาก และสามารถจ่ายปันผลได้เป็น%มากๆของกำไร ( บางบริษัทอาจจะปันผลทั้ง 100% ) ซึ่งปันผลที่มาก ก็จะเป็น catalyst ทีดีมากอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ราคาพุ่งไปได้ไกลในช่วง up cycle

อย่างไรก็ดี ข้อที่เราควรจะพึงระวังอย่างหนึ่งก็คือ แม้ว่าเศรษฐกิจ/ตลาดหึ้นจะเป็นรอบขาขึ้น บางครั้งผลประกอบการของบริษัทก็อาจจะแย่ลงก็ได้ หากบริษัทบังเอิญไปขาดทุนจากพอร์ตการลงทุน ( เช่นไป short future ไว้มาก หรือขาดทุนจากตลาด commodity ) หรือในกรณีที่บริษัทสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ ( เช่นลูกค้าย้ายจากบริษัทเราตามมาร์เกตติ้งออกไป ) ดังนั้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ เราก็ต้องมองภาพรายบริษัทด้วย ไม่ใช่เพียงมองแต่ภาพรวมของตลาดเพียงอย่างเดียว

Bargain Hunter

September 7, 2011 7 comments

นักลงทุนที่เรียกตัวเองว่าเป็น VI ในบ้านเราส่วนใหญ่ไม่ได้ลงทุนในกิจการยอดเยี่ยมที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนและมีผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาลอย่างปรมาจารย์ VI อย่างวอเรนต์ บัฟเฟต์ เขาเหล่านั้นมักจะลงทุนในกิจการที่อาจจะไม่ได้มีคุณภาพดีมาก แต่เขามองเห็นแล้วว่า ราคาที่ซื้อขายกันในกระดานต่ำกว่ามูลค่าแท้จริงที่มันควรจะเป็น และเมื่อราคาในกระดานสะท้อนตามมูลค่าที่พวกเขาคิดว่าจะเป็นแล้ว เขาก็จะขายหุ้นตัวนั้น แล้วก็มองหาหุ้นตัวใหม่ที่มีลักษณะแบบนี้อีก

เหตุผลที่พวกเขาไม่ได้ลงทุนตามอย่างปรมาจารย์บัฟเฟต์ ก็มักจะเป็นเพราะเขาเหล่านั้นมักคิดว่าคุณภาพของกิจการในตลาดบ้านเราไม่ได้ยอดเยี่ยม มีแบรนด์ที่แข็งแรง มี competitive advantage เยอะๆ ดังตลาดอเมริกา การจะหากิจการยอดเยี่ยมขนาดนี้ที่จะถือไว้”ตลอดกาล”แบบบัฟเฟต์ อาจจะเป็นเรื่องทื่ทำได้ยาก และลึกๆแล้ว พวกเขาก็มักจะคิดว่า สเถียรถาพของตลาดทุนบ้านเรานั้นต่ำ อ่อนไหวได้ง่ายกับทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งยาวๆบางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง

ที่สำคัญอีกประการคือพวกเขามักจะคิดว่า การสวิชหุ้นเปลี่ยนตัวเล่นไปเรื่อยๆ จะทำให้พอร์ตของพวกเขาโตได้เร็วกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่พอร์ตของเขายังไม่ใหญ่โตมาก สามารถซื้อขายหุ้นแต่ละตัวได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาสภาพคล่อง

ลักษณะการลงทุนของ VI บ้านเรานี้ ผมมีความเห็นว่าคำศัพท์คำนึง สามารถอธิบายลักษณะการคิดและการลงทุนของพวกเขาได้ดี นั่นก็คือคำว่า bargain hunter

พวกเขาเหล่านี้จะมีธรรมชาติของการเป็นนักล่า”ส่วนลด” เมื่อใดก็ตามที่เขาเห็นส่วนลดของ”ราคา”จาก”มูลต่า” เขาก็พร้อมจะจู่โจมเข้าล่า และจากไปเมื่อ”ส่วนลด”หมดไป

แล้วพวกเขาตามหาส่วนลดเหล่านี้ได้อย่างไร? คำตอบคือเขาทำการบ้านในแง่”พื้นฐาน”อย่างหนัก ทั้งการอ่านรายงาน 56-1 ฟัง opportunity day โทรสอบถามข้อมูลจาก IR ไป company visit อ่านบทวิเคราะห์ ทดลองใช้สินค้าและบริการของบริษัท etc. จนกระทั่งเขาค้นพบความดีความงามของบริษัทที่ตลาดยังไม่ทัน recognize และยังไม่ทันจะ price in เช่น อาจจะค้นพบว่าบริษัทมี backlog ก้อนใหญ่ในมือ ที่จะทำให้กำไรปีนี้สูงสุดเป็นประวัติกาล, อาจจะเจอว่าบริษัทมีศักยภาพในการเติบโตสูง และน่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปีไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี, อาจจะพบว่าบริษัทมีกำลังการผลิตใหม่ ที่จะทำให้กำไรของบริษัทกำลังจะโตก้าวกระโดดในอีกหนึ่งปีข้างหน้า หรืออาจจะพบว่าบริษัทเปลี่ยน business model ไปแล้ว ทำให้รายได้และกำไรมีสเถียรภาพมากกว่าเดิม ขัดกับภาพในอดีตที่คนทั่วไปคิดว่างบการเงินของบริษัทลุ่มๆดอนๆ กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง เป็นต้น

บางคนอาจจะมีคำถามขค้นมาว่าการลงทุนแบบ bargain hunting นี้ เป็นการลงทุนแบบ VI หรือไม่ คำตอบสำหรับผมก็คือ ขึ้นอยู่กับว่าเรานิยามคำว่า VI ไว้อย่างไร ถ้านิยามว่า VI เท่ากับ undervalue แน่นอนว่า bargain hunting ย่อมเป็นแขนงหนึ่งของ value investment

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่นิยามและชื่อเรียก ที่ผมจะสื่อก็คือว่า คนที่ถูกเรียกว่าเป็น VI ในบ้านเราเป็น bargain hunter กันเสียเกือบหมด ดังนั้นเวลาที่พวกเขา ( รวมถึงผมเอง ) ซื้อหุ้นหรือเชียร์หุ้นตัวไหน นั่นแปลว่าเขากำลังล่าส่วนต่างระหว่างราคากับมูลค่า ถ้าเราซื้อเป็นไม้ถัดไป ส่วนต่างย่อมน้อยลง และถ้าเราเป็นไม้ท้ายๆ นั่นอาจจะเป็นจุดที่ไม่เหลือส่วนต่างแล้วก็ได้ และนั่นก็จะเป็นจุดที่ bargain hunter เทขาย ก่อนที่พวกเขาจะไปล่า”ส่วนลด”ตัวต่อไป

บทความของดร.นิเวศน์ที่เปลี่ยนชีวิตผม

August 28, 2011 11 comments

บทความนี้ เปลี่ยนชีวิตผมเมื่อสี่ปีก่อน ( และเป็นบทความที่ผมอ้างถึงในรายการ Money talk ครับ )

ตอนนั้นที่ผมอ่าน อยากจะบอกว่า”ขนลุก”และเปลี่ยน”ทัศนคติ”ของผมจากนักเก็งกำไรรายวันไปโดยสิ้นเชิง

อยากให้คนที่ไม่เคยอ่านได้อ่าน และคนที่เคยอ่านแล้วอ่านซ้ำ เพื่อรักษา”ทัศนคติที่เราหวงแหนที่สุด”เอาไว้

กลยุทธ์อาจปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่หลักการและทัศนคติของเราต้องไม่เปลี่ยนครับ 🙂

การลงทุนเพื่อชีวิต : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

คนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายแตกต่างกันไป บางคนทำเพื่อความสนุกสนานตื่นเต้น บางคนลงทุนเพราะหวังว่าจะรวยได้เร็ว บางคนทำเพื่อหวัง “ค่ากับข้าวหรือค่าขนม” บางคนคิดว่าจะลงทุนเพื่อให้มีรายได้ประจำเป็นรายเดือนเพื่อนำมาใช้จ่าย บางคนลงทุนเพื่อนำมาใช้เครดิตภาษีรายได้ แต่สำหรับผมแล้ว การลงทุนในหุ้นนั้น ทำเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันข้างหน้า พูดง่ายๆ มันเป็น “การลงทุนเพื่อชีวิต”

การลงทุนเพื่อชีวิตนั้นอย่างน้อยต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

ข้อแรกก็คือ เราทำมันอย่างมีสำนึกที่ดีกับการลงทุนซื้อขายหุ้น เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเรา มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม มันไม่ใช่การพนันที่จะทำให้ชีวิตของเราตกต่ำลง แต่การลงทุนในหุ้นนั้น มันเป็นการสร้างอนาคตที่ดีนั่นคือ มันสร้างความมั่นคง และความมั่งคั่ง โดยการลงทุนในธุรกิจที่ดี และจะเฟื่องฟูต่อไปในอนาคตอันยาวนาน ผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งนี้ไม่ต่างไปจากคนที่ก่อร่างสร้างตัวทำธุรกิจด้วยตนเอง ซึ่งมักจะได้รับการสรรเสริญจากสังคมว่าเป็นคนที่ทำมาหากิน มีความพยายาม และความมุ่งมั่นสูง สรุปอย่างสั้นๆ ก็คือ การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น เราต้องสะสมหุ้นที่ดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในลักษณะที่เหมือนกับว่าเรากำลังทำธุรกิจตามหุ้นที่เราซื้อ ถ้าเราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายอาหาร เราก็กำลังทำธุรกิจขายอาหาร เราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน เราก็กำลังทำธุรกิจของร้านนั้น

ข้อสอง ถ้าจะเป็นการลงทุนเพื่อชีวิต การลงทุนนั้นจะต้องทำอย่างจริงจัง การซื้อขายหุ้นอย่างฉาบฉวย ซื้อหุ้นเฉพาะในช่วงที่ “ตลาดกำลังขึ้น” หรือซื้อหุ้นโดยไม่ได้มีการศึกษาเป็นอย่างดีย่อมไม่ใช่การลงทุนเพื่อชีวิต ดังนั้น ในการลงทุนเพื่อชีวิต คนที่ทำจะต้องให้เวลา และศึกษาเรื่องของการลงทุนในหุ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะต้องวิเคราะห์และติดตามธุรกิจของหุ้นที่ลงทุนอย่างใกล้ชิด ความจริงจังในการลงทุนนั้น ผมหมายถึงว่า เราควรจะต้องเรียนรู้หลักการทางธุรกิจพื้นฐานที่จำเป็นต่อการลงทุนด้วยถ้าเราไม่รู้ เช่น การบัญชีและการเงินพื้นฐาน

ข้อสาม การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น หมายความว่าการลงทุนในหุ้นจะต้องมีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญสูง เมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงที่เรามีอยู่ ซึ่งในความเห็นของผมนั้นควรที่จะไม่น้อยกว่า 40-50% ขึ้นไป ตัวเลขนี้อาจจะดูว่าค่อนข้างจะสูง แต่ถ้าคำนึงถึงทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่อง ที่เรามักจะมีสัดส่วนมากในความมั่งคั่งของเรา ผมคิดว่าการลงทุนในหุ้นในระดับดังกล่าวก็ไม่สูงเกินไป

ข้อสี่ การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ต่อเนื่องยาวนาน ผมคิดว่าถ้าตลอดชีวิตได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยก็จนถึงวันที่เราเกษียณ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะการลงทุนต่อเนื่องยาวนานเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่ง ต่อความสำเร็จของการลงทุน เหตุผลก็คือ เวลาที่ยาวนานจะช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนลงได้มหาศาล และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ มันช่วย “ทบต้น” เงินหรือความมั่งคั่งของเราขึ้นไปอย่างทวีคูณ

ข้อห้า การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น หมายความว่าเพื่อชีวิตในวันข้างหน้าโดยเฉพาะเมื่อเราไม่ได้ทำงานแล้ว ดังนั้น ในขณะที่เรายังมีรายได้จากการทำงาน เราไม่ควรจะถอนการลงทุนออกมาใช้ เงินปันผลที่ได้มาจากการลงทุนในหุ้น จะต้องนำกลับไปซื้อหุ้นไม่มีการนำมาใช้ และไม่ว่าเราจะได้กำไรจากหุ้นเท่าไร เราก็จะไม่ถอนมาใช้จ่ายหรือ “ให้รางวัลตัวเอง” เราจะใช้เงินเฉพาะที่มาจากการทำงานเท่านั้น ว่าที่จริง สำหรับคนที่พอร์ตการลงทุนยังเล็ก เขาจำเป็นที่จะต้องกันเงินจากการทำงาน มาลงทุนในหุ้นเพิ่มเติมตลอดเวลาที่เขายังมีรายได้ด้วยซ้ำไป

ข้อหก การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น แปลว่าหุ้นทุกตัวที่ซื้อลงทุนจะต้องมีความปลอดภัยต่อการ “ขาดทุนอย่างถาวร” นั่นคือ หุ้นจะต้องมี Margin of Safety เพียงพอ ซื้อแล้วโอกาสที่จะขาดทุนในระยะยาวมีน้อยมากเนื่องจากตัวกิจการมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี และมีคุณค่าสูงกว่าราคาหุ้นมาก นอกจากนั้น เพื่อที่จะรับประกันว่าโอกาสที่เราจะเสียหายจากการลงทุนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การลงทุนเพื่อชีวิตจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงบ้าง นั่นก็คือ เราควรจะต้องถือหุ้นอย่างน้อยสัก 4-5 ตัวโดยเฉลี่ย เพื่อที่ว่า หากเราวิเคราะห์หรือคาดการณ์ผิดในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เราก็ยังไม่เสียหายเนื่องจากยังมีหุ้นที่เราคาดการณ์ได้ถูกต้องอีกหลายตัว ที่ทำเงินชดเชยได้

สุดท้าย การลงทุนเพื่อชีวิตที่จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จก็คือ วันที่เงินลงทุนในหุ้นของเรา สามารถจ่ายปันผลคิดเป็นเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายประจำปีของเราได้แล้ว เพราะนั่นหมายความว่า เราสามารถที่จะอยู่ได้ด้วยหุ้นที่เราเก็บสะสมมา แน่นอนเราไม่จำเป็นต้องหยุดทำงาน แต่เราสามารถเลือกที่จะทำงานที่เราพอใจได้ และก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า เราไม่จำเป็นต้องเลิกลงทุนในหุ้น เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเลยที่จะละทิ้งสิ่งดีๆ ที่ได้สร้างความมั่นคง และความมั่งคั่งให้เรามายาวนาน เพียงเพราะเราอาจจะคิดว่า “หุ้นเป็นเรื่องที่เสี่ยง เมื่อได้กำไรเพียงพอแล้วก็ควรจะหยุด” ว่าที่จริงเมื่อประสบความสำเร็จในเป้าหมายแรกแล้ว การที่จะประสบความสำเร็จในเป้าหมายต่อไปก็มักจะง่ายขึ้น ความเสี่ยงของหุ้นนั้น ถ้าเราลงทุนแบบ “เพื่อชีวิต”ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็มักจะเป็นว่า เราอาจจะไม่ได้มีเงินถึง 20 ล้านบาทตามที่คาด แต่เราก็อาจจะได้ถึง 5 ล้านบาทจากเงินเริ่มแรกเพียง 1 ล้านบาท เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี แต่โอกาสที่หุ้นจะมีค่าลดลงต่ำกว่า 1 ล้านบาท นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ไม่ต้องพูดถึงว่าหุ้นจะหมดค่า

และทั้งหมดนั้นก็คือ บางส่วนของกลยุทธ์การลงทุนแบบ “เพื่อชีวิต” ที่ผมคิดว่า คนจำนวนมากที่เป็นมนุษย์เงินเดือน สามารถนำไปใช้และจะประสบความสำเร็จได้อย่างน่ามหัศจรรย์

เสี่ยงมาก – เสี่ยงน้อย

July 18, 2011 16 comments

มีเรื่องน่าตลกอย่างนึงในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นั่นก็คือกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าแวลูอินเวสเตอร์มักจะบอกว่าการลงทุนโดยการดูกราฟนั้นเป็นเรื่องที่”เสี่ยงมาก”และอาจ”ขาดทุน”ได้มาก และบอกว่าการลงทุนโดยอาศัยพื้นฐานเป็นหลักนั้นเป็นแนวทางการลงทุนที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทนดีที่สุด ในขณะกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเทคนิคอลกลับบอกว่าการลงทุนแบบวีไอ เป็นการลงทุนที่เสี่ยงและอันตรายมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนโดยอาศัยกราฟ

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? นักเทคนิคมักจะบอกว่าการลงทุนโดยอาศัยการดูพื้นฐานอย่างเดียว เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง หากเราไม่รู้จักการ stop loss เพราะตลาดในระยะสั้นถึงกลางเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล พร้อมกันนักเทคนิคเหล่านี้มักจะยกตัวอย่างการล่มสลายของ SET ในช่วงปี 40 และ ช่วง subprime มาประกอบ

ในขณะที่แวลูอินเวสเตอร์มักจะพูดว่า ในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นจะล้อไปกับผลประกอบการณ์เสมอ การลงทุนโดยอาศัยเทคนิคอล เป็นเรื่องของการเดาอารมณ์ตลาด ซึ่งแวลูอินเวสเตอร์ก็มักจะเชื่ออีกว่า การเดาอารมณ์ตลาดผ่านทางกราฟแท่งเทียน มักจะทำให้เราเดาผิด มากกว่าเดาถูก และในระยะยาวแล้วความมั่งคั่งของเราจะลดลงเรื่อยๆ ตามจำนวนการเดาที่ผิดและค่าคอมมิชชั่นที่เสียไปทีละน้อย

ในฐานะแวลูอินเวสเตอร์ ผมย่อมเห็นด้วยกับข้อความในย่อหน้าที่ผ่านมา ถึงแม้การเทรดแบบเทคนิคอลจะมีจะ stop loss ที่แน่นอน ทำให้โอกาสขาดทุนหนักๆ ในครั้งเดียวนั้นน้อย ( บนเงื่อนไขที่ว่าเราทำตามสัญญาณซื้อขายอย่างเคร่งครัด ) แต่ผมก็ยังมองว่าสัญญาณเทคนิคอลเป็นสัญญาณที่ไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนนั่นก็คือความเสี่ยงที่เราจะขาดทุน แม้เราจะไม่ขาดหนักๆในครั้งเดียว แต่การขาดทุนบ่อยๆ และค่าคอมมิชชั่นจากการซื้อๆขายๆ ย่อมจะทำให้พอร์ตโฟลิโอของเราหดเล็กลงไปเรื่อยๆ ( อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้จะสื่อว่าการซื้อขายตามสัญญาณเทคนิคจะทำให้เกิดการขาดทุนอย่างแน่นอน ผมเพียงแต่มองว่า โดยธรรมชาติของสัญญาณเทคนิคใดๆ ย่อมมี false signal ที่จะทำให้เราขาดทุน และผม feel uncomfortable ที่จะรับความเสี่ยงนั้น )

แต่เช่นเดียวกัน ผมก็เห็นด้วยกับความเห็นของนักเทคนิคที่มองว่า ในระยะสั้นถึงกลาง ตลาดเป็น voting machine มากกว่า weighting machine และกลยุทธ์ Buy and Hold ของแวลู อินเวสเตอร์ย่อมเป็นเรื่องที่เสี่ยงกับการขาดทุน

เนื่องจากผมไม่ใช่นักเทคนิค และความรู้ในทางเทคนิคของผมมีอยู่อย่างจำกัด ผมคงไม่วิพากษ์ว่า เราควรจะออกแบบระบบการเทรดอย่างไร หรือใช้ indicator ตัวไหนเพื่อจะลดความเสี่ยงจากการ false signal แต่ผมจะพูดถึงว่า เราควรจะทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงจากกลยุทธ์ Buy and Hold ในแบบ VI

การลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดคือการที่เรามั่นใจว่ากิจการที่เราถือนั้นมีราคาต่ำกว่ามูลค่าจริงๆ เพราะในระยะยาวแล้วอย่างไรเสียกิจการที่แข็งแกร่ง และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ราคาและมูลค่าย่อมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆตามผลประกอบการ ไม่ว่าหุ้นจะผ่านวิกฤติในตลาดหลักทรัพย์มากี่รอบ ( ดูอย่างหุ้นปูนใหญ่ หรือ แบงค์ใหญ่บางแบงค์ ที่แม้จะผ่านวิกฤติหนักๆ อย่าง ต้มยำกุ้ง หรือ subprime มา ราคาในกระดานวันนี้ก็มากกว่าราคาเมื่อ IPO หลายเท่าตัว )

การลดความเสี่ยงที่ดีอย่างที่สองคือการกระจายการถือครองหุ้นหลายๆตัวในพอร์ตโฟลิโอ, แน่นอนว่าถึงแม้เราจะพยายามวิเคราะห์พื้นฐานกิจการมาอย่างยอดเยี่ยมแค่ไหน เราก็อาจจะพลาดไป buy กิจการที่ไม่แข็งแรงจริง / ไม่เติบโตจริง และก็ไป hold มันไว้จนมูลค่าและราคาของมันลดน้อยลงเรื่อยๆ

นี่คือความเจ็บปวดและบทเรียนที่แวลูอินเวสเตอร์เกือบทุกคนจะต้องได้เจอ และมันอาจจะหมายถึงความมั่งคั่งจำนวนมากของเราที่หายไป แต่หากเรากระจายการถือครองในหลายกิจการ และนี่เป็นเพียง 1-2 กิจการที่เราวิเคราะห์ผิด ผลตอบแทนโดยรวมของเราก็ยังจะเป็นบวกในปริมาณที่มากพอสมควรอยู่

ประการสุดท้ายคือเราอาจจะต้องถือเงินสดไว้บ้าง เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม จริงอยู่ที่การถือหุ้น 100% เป็นสูตร”เร่งความรวย”ในแบบฉบับของ VI แต่มันก็เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ความเสี่ยงแบบ VI เพิ่มขึ้นอย่างมากในยามที่ตลาดไม่ดี ในทางตรงข้ามแวลู อินเวสเตอร์ที่มีเงินสดไว้หวด “perfect pitch” ในยามที่ตลาดปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง หลังจากวิกฤตินั้นผ่านไป ผลตอบแทนของเขาจะกลับมา outperform ตลาด โดยที่เราไม่จำเป็นต้องคาดเดาตลาดได้อย่างแม่นยำว่าตลาดจะลงตอนไหน และจะลงไปถึง bottom ที่ตรงไหน

หลับตาหนึ่งข้าง

April 24, 2011 9 comments

ในฐานะ แวลู อินเวสเตอร์ บริษัทในฝันที่ผมอยากลงทุนด้วยก็คือบริษัทที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน มีการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีผบห.ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีธรรมาภิบาลในระดับสูง และจะต้องมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไปนัก

แนวทางการเลือกหุ้นที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นเป็นแนวทางที่สุดยอดนักลงทุนของโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟต์ใช้มาตลอดชีวิตการลงทุนของเขา จนทำให้เขากลายเป็นบุรุษที่ร่ำรวยที่สุดอันดับสองของโลก ซึ่งคงไม่มีใครปฎิเสธถึงแนวทางที่บัฟเฟต์ใช้ แต่เมื่อเราย้อนกลับมามองที่ตลาดบ้านเราเอง เราอาจจะเกิดคำถามขึ้นมาว่าบ้านเราซึ่งมีคุณภาพของกิจการในตลาดหลักทรัพย์ที่ด้อยกว่า จะสามารถยึดหลักการแบบบัฟเฟต์อย่าง”เคร่งครัด”ได้หรือไม่

ความเห็นของผมก็คือ เราอาจจะจำเป็นที่จะต้อง”หลับตาข้างหนึ่ง”เพื่อที่จะมองข้ามจุดบกพร่องบางอย่างของบริษัท เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เราอาจจะหา”กิจการแบบบัฟเฟต์”ไม่เจอเลยแม้แต่บริษัทเดียว ( ผมเชื่อว่าตอนที่ดร.นิเวศน์ท่านลงทุนกับ cpall ท่านก็”แกล้ง”ทำเป็นมองไม่เห็น ข้อน่าสงสัยบางอย่างของบริษัทไปเช่นกัน ) และยิ่งโดยเฉพาะ ถ้าแนวทางการลงทุนของเราเป็นการลงทุนใน good company ในราคาที่มีส่วนลดมากๆ มากกว่าการลงทุนใน great company ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป เราก็อาจจะจำเป็นที่ต้องแกล้งหลับตาข้างเดียวบ่อยครั้งขึ้น

ข้อชวนสงสัยที่ผมอาจจะต้องแกล้งทำเป็นหลับตาอยู่บ่อยๆ มีดังต่อไปนี้

1.ธรรมาภิบาล สำหรับนักลงทุนหลายท่าน ( รวมทั้งผมเอง ) มักจะให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลเป็นลำดับต้นๆ ในการที่จะเลือกลงทุน หรือไม่ลงทุนกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เอาเข้าจริงการหาข้อมูลเรื่องธรรมาภิบาล มักเป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างลำบากและพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ยาก ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมาภิบาลที่เราหาได้ ก็มักจะเป็นเพียงข่าวลือ หรือข่าวซุบซิบนินทา ซึ่งก็มักจะเป็นข้อคิดเห็นมากกว่าข้อเท็จจริง ดังนั้นสำหรับผม ถ้าหากผบห.ไม่ได้มีประวัติการ”เอาเปรียบ”นักลงทุนรายย่อยอย่างชัดเจน ผมก็มักจะแกล้งหลับตามองไม่เห็นคำซุบซิบนินทาเหล่านั้นเสีย

2.การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมในระยะยาว บัฟเฟต์เคยบอกไว้ว่า เขาจะไม่ลงทุนกับหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี เพราะเขาคาดเดาไม่ได้ว่าในอีก 10 ปี 20 ปี ข้างหน้า เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และบริษัทที่เขาครอบครองจะสูญสิ้นความสามารถในการแข่งขันไปโดยสิ้นเชิงหรือไม่ ข้อนี้ผมเห็นด้วยกับบัฟเฟต์ โดยเฉพาะอย่ายิ่งในสถานการณ์ที่ตลาดมีกิจการที่ดีกว่าให้เลือกลงทุนอย่างที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ว่ากันตามจริง เมื่อประมาณสักปลายปีที่แล้ว ผมก็เลือกลงทุนกับบริษัทเทคโนโลยีบริษัทหนึ่ง ทั้งๆที่ผมเองแทบจะไม่มีความรู้เชิงเทคนิคเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนั้นเลย และผมก็มองไม่ออกว่าอีก 5 ปี 10 ปี จะมีเทคโนโลยีอะไรมาทดแทนเทคโนโลยีของบริษัทที่ผมลงทุนหรือไม่ แต่ผมก็หลับตาเสียข้างหนึ่ง เพื่อที่จะมองไม่เห็นข้อจำกัดเหล่านั้น เพราะผมเชื่อว่าอย่างน้อยภาพในระยะกลางนั้น ผมสามารถมองออกได้ค่อนข้างชัด และถึงแม้ว่าในระยะยาวจะมีเทคโนโลยีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมก็น่าจะสามารถขายหุ้นได้แบบไม่เจ็บตัวนัก เนื่องจาก ณ ราคาวันที่ผมเริ่มลงทุนมี margin of safety มากพอสมควรเมื่อเทียบกับผลประกอบการ และปันผลที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้นถึงกลาง

3.บริษัทอาจจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่การแข่งขันสูง และอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ เช่น บริษัทในกลุ่มยานยนต์ อสังหาริมทรัพย์ โภคภัณฑ์ ปัญหาข้อนี้ผมก็อาจจะมองเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง และผมมักจะมองไม่เห็นเมื่อเศรษฐกิจอยู่ในภาวะเฟื่องฟู อุตสาหกรรมนั้นๆขยายตัวตาม และผู้เล่นทุกรายต่าง enjoy กับยอดขายและผลกำไร

แต่อย่างไรก็ดี หากเมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณถดถอย เราคงจะต้องเปิดตาสองข้างกว้างๆ เพื่อประเมินข้อดีข้อเสียให้ออก

4.อัตราส่วนทางการเงินบางตัว บางครั้งบางคราว เราอาจจะพบบริษัทที่มีคุณสมบัติตามที่ผมกล่าวข้างต้น แต่เราอาจจะพบความไม่สบายใจบางอย่างจากงบดุล หรืองบกำไรขาดทุน เช่น บริษัทอาจจะมีสัดส่วนของหนี้สินต่อทุนในระดับสูง หรืออาจจะมีอัตราส่วน ROE, ROA สูงไม่มากเท่าที่เราอยากจะให้เป็น หรืออาจจะดูแล้วว่าแพงจากการมี price per book ที่สูง ปัญหาข้อนี้สำหรับแวลู อินเวสเตอร์ที่มีประสบการณ์ อาจจะมองข้ามไปโดยไม่ต้องหลับตาเสียด้วยซ้ำ เพราะเขาเหล่านั้นมักจะเข้าใจเป็นอย่างดีว่าอัตราส่วนทางการเงินเป็นเรื่องของอดีต และราคาของหุ้นจะถูกกำหนดด้วยผลการดำเนินงานในอนาคตต่างหาก แต่อย่างไรก็ดีปัญหาข้อนี้มักจะพบได้เสมอๆ กับแวลู อินเวสเตอร์ที่ยังไม่มีประสบการณ์มากพอ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือว่า แม้การ”หลับตาข้างหนึ่ง” จะเพิ่มโอกาสในการลงทุน แต่นั่นก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับเราด้วย เราต้องแน่ใจให้ได้ว่าปัญหาที่เราแกล้งมองไม่เห็น ไม่ได้กระทบกับคุณภาพของกิจการ และ valuation อย่างมีนัยยะสำคัญ และที่สำคัญเราต้องแน่ใจด้วยว่า เรากำลังหลับเพียงข้างเดียว ไม่ได้หลับตาทั้งสองข้างจนมองไม่เห็นสิ่งที่”คนทั้งตลาด”เห็นกัน

No Man’s Land : VI แล้วไปไหน

April 16, 2011 12 comments

สังคม VI ในเมืองไทยใหญ่ขึ้นทุกวัน บรรดานักลงทุนที่เรียกตัวเองว่าเป็น “แวลู อินเวสเตอร์” ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดหุ้นคึกคักแบบนี้ และมี “แวลู อินเวสเตอร์” รุ่นก่อนๆ ที่ประสบความสำเร็จให้เห็นเป็นแบบอย่างจำนวนมาก

ผมเองคลุกคลีกับสังคมของ VI มาตลอด มีสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้ก็คือ ถึงว่าจำนวนสมาชิกของเวบบอร์ดและคนทีเรียกตัวเองว่าเป็น “แวลู อินเวสเตอร์” จะมีมากขึ้น แต่จำนวนคนที่พัฒนาตัวเองได้มาถึงขั้นที่ VI ท่านอื่นยอมรับให้เป็น”เซียน” กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นไม่มาก และว่ากันตามจริง ถ้าเทียบเป็นจำนวนเปอร์เซนต์ ผมคิดว่าน่าจะน้อยกว่าในสมัยก่อนด้วยซ้ำ

แม้แต่คนใกล้ตัวของผมเอง ซึ่งหลายๆคนผันตัวเองมาจากการเป็นนักเก็งกำไรรายวัน มาใช้หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เขาหรือเธอเหล่านี้มักจะมีพื้นฐานของการเป็นแวลู อินเวสเตอร์ที่ดี และมักจะมีความสามารถในการวิเคราะห์กิจการได้ดีในระดับหนึ่ง สามารถอ่าน / ตีความงบการเงิน และใช้ financial ratio ง่ายๆ ได้พอสมควร

แต่ปัญหาของเขาหรือเธอเหล่านี้ก็คือมักจะไม่มีความสามารถในการหาหุ้นขึ้นมาเอง ( ดังนั้นเราจึงไม่ต้องแปลกใจกับปรากฏการณ์ตามแห่ กับหุ้นที่ได้ชื่อว่ามี”เซียน”วีไอ สิงสถิตย์อยู่ ) และมักจะไม่มีความแม่นยำในการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของกิจการ ซึ่งจากปัญหาทั้งสองข้อนี้ ทำให้เขาหรือเธอเหล่านั้น มักจะต้องซื้อหุ้น”แพง” หรือซื้อ”ไม่ทัน” เนื่องจากกว่าที่ตัวเองจะทราบว่าหุ้นตัว”น่าลงทุน” ก็มักจะถูกบรรดา”เซียน”วีไอ ไล่ซื้อไปล่วงหน้าเสียก่อน และเวลาที่จะขาย เขาหรือเธอเหล่านั้นก็มักจะขาย”เร็วไป” หรือ”ช้าไป” อยู่เรื่อยๆ เนื่องจากความไม่เฉียบคมของการประเมินมูลค่าของกิจการนั่นเอง

แวลู อินเวสเตอร์มือใหม่ หรือมือกลางเก่ากลางใหม่ ที่อยู่ในภาวะเช่นนี้ มักจะรู้สึก frustrated อย่างมาก บางคนอาจจะอยู่ในวงการมาแล้วหลายปี แต่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่พัฒนาไปไหน ยังต้องเป็น วีไอ ไม้สอง ไม้สาม อยู่ร่ำไป บางคนก็ยังรู้สึกว่าตัวเองหามูลค่าของกิจการไม่เคยได้ และมักจะมีความไม่มั่นใจว่า นี่คือเวลาที่เราควรจะซื้อ หรือควรจะขาย

นี่คือช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับนักลงทุนที่กำลังจะผันตัวเอง”แมงเม่า”ไปสู่” VI มืออาชีพ” ถ้าจะให้เปรียบเป็นนี่ก็อาจจะเป็น”วัยรุ่น”ของการลงทุน ที่เรากำลังจะเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเด็กไปสู่การเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว หรือถ้าจะเปรียบเป็นการเดินทาง นี่อาจจะเป็นช่วงที่เรากำลังผ่านทะเลทรายที่แห้งผาก และไม่มีมนุษย์คนไหนกล้าจะอาศัยอยู่ ( No Man’s Land ) ก่อนจะไปถึงจุดมุ่งหมายที่สวยงามของเรา

ปกตินักเดินทางจะทำอย่างไรหากมาถึง No Man’s Land ? นักเดินทางที่มีแผนที่และเข็มทิศที่ดี ก็มักจะผ่านดินแดนแห่งนี้ไปไม่ยาก แต่บางคนก็หลงในดินแดนนี้ อย่างที่หาทางออกไม่ได้ บางคนเลือกที่จะล่าถอยกลับไปยังดินแดนการเก็งกำไร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะหากเขาหรือเธอเหล่านั้น ฝ่าแดนอันตรายนี้ไปได้ เขาหรือเธอคนนั้นก็จะกลายเป็นแบบอย่างและเป็นคนกรุยทางให้กับนักลงทุนรุ่นต่อๆไป อันจะทำให้สังคมนักลงทุนเน้นคุณค่าของประเทศเรายิ่งเข้มแข็งขึ้นไป

ผมเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเองผ่านพ้นแดนอันตรายนี้ไปได้หรือยัง แต่ในฐานะของนักลงทุนเน้นคุณค่าที่เคยเข้าถึง No Man’s Land นี้มา ผมมีข้อแนะนำบางอย่างที่จะทำให้เพื่อนนักลงทุนที่กำลังเดินในดินแดนแห่งนี้ หรือที่กำลังจะเข้ามา ได้เดินหน้าฝ่าดินแดนนี้ไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อแรกเลยคือ เราต้องมีความรู้ความเข้าใจในการมองธุรกิจมากกว่าเดิม ในฐานะ VI หัดคลาน เราอาจจะเน้นไปที่กิจการง่ายๆ อาศัยงบการเงินและ financial ratio ช่วยตัดสินใจในการลงทุน แต่เมื่อเราจะก้าวไปอีกขั้น เราก็จำเป็นที่จะต้องเพิ่ม circle of competency และว่ากันตามจริงแล้ว VI ที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว ก็คือคนที่มอง business model และ megatrend ขาดนั่นเอง

แวลู อินเวสเตอร์หลายคน อาจไม่ได้มีพื้นเพมาจากคนทำธุรกิจหรือแม้แต่ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางสายนี้ ( ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ) อาจจะบอกว่าการที่จะเข้าธุรกิจได้ทะลุปรุโปร่งนั้น เป็นเรื่องยากเกินความสามารถ ซึ่งก็อาจจะจริงในระดับหนึ่ง ว่าเราคงจะไม่สามารถมีมุมมองแบบคนทำธุรกิจจริงๆได้ 100% แต่ผมก็ยังเชื่อว่า ทักษะการมองธุรกิจ เป็นสิ่งที่”ฝึก”กันได้

นักลงทุนที่มาถึง No Man’s Land ผมเชื่อว่ามีหลักของการลงทุนแบบเน้นคุณค่ามากพอสมควรแล้ว ดังนั้นหนังสือเล่มต่อไปที่เขาหรือเธอเหล่านั้นควรจะอ่าน จะไม่ใช่หนังสือการลงทุนเน้นคุณค่าแล้ว หากแต่ควรจะเป็นหนังสือธุรกิจ แนวคิดทางธุรกิจ มาร์เกตติ้ง การบริหารองค์กร หรือบันทึกประสบการณ์ของผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ซึ่งผมมองว่าเราควรจะอ่านอย่างน้อยสัปดาห์ละฉบับ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรม และภาพของเศรฐกิจมหภาค

ข้อสองคือเราควรจะต้องมีสังคมนักลงทุน ผมมองว่ากิจกรรมการพูดคุยและถกเถียงกันเรื่องของตัวกิจการระหว่างแวลู อินเวสเตอร์ เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างมาก ทั้งในแง่ที่มีคนช่วยเราตรวจสอบไอเดียในการลงทุน และ valuation ของเราต่อบริษัทใดบริษัทหนึ่ง รวมทั้งเราเองก็อาจจะได้ไอเดียการลงทุนจากคนอื่นมา”ทำการบ้าน”ต่อ

และเหนืออื่นใด การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าคนอื่นจะมาวิพากษ์เรา หรือ เราวิพากษ์ไอเดียคนอื่นนั้น จะช่วย”ลับ”เรา ให้เรา”คม”และ”เฉียบขาด”ขึ้นเรื่อยๆ

ข้อสามคือ เราต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับกิจการในตลาดหลักทรัพย์ให้มาก การที่เรายิ่งรู้จักกิจการมาก จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการลงทุนให้มากขึ้น ถ้ามีเวลาว่าง ผมแนะนำว่าแวลูอินเวสเตอร์ที่ดีควรอ่าน 56 -1 ให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 1 – 2 บริษัท หรือถ้าจะให้ง่ายกว่า เราก็อาจจะศึกษาบริษัทจากปากของผบห.โดยตรงผ่านงาน opportunity day หรือ company visit ซี่งนอกจากจะทำให้เรารู้จักกิจการนั้นๆ ลึกซึ้งขึ้นแล้ว เราจะเห็นภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรม กลยุทธ์ที่ผบห.บริษัทต่างๆนำออกมาใช้ รวมถึงเราจะได้เห็นถึงสไตล์การบริหารองค์กรที่แตกต่างกัน อันจะเป็นการเสริมมุมมองการวิเคราะห์ธุรกิจให้กับเราอีกทาง

ข้อสี่ที่ผมอยากจะแนะนำคือพยายามจดบันทึกข้อผิดพลาดของตัวเองไว้ และนำข้อผิดพลาดมาวิเคราะห์ว่าเราพลาดไปเพราะอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง valuation ยกตัวอย่างเช่น หุ้นตัวหนึ่งเรามองว่าเป็นหุ้นงั้นๆและขายไปตอน PE 10 แต่ในที่สุดตลาดก็ให้ราคามันถึง PE 15 เช่นนี้เราก็ควรกลับไปมองว่า valuation ของเรามีปัญหาตรงไหนทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ( ผมเองก็ตกผลึกกับแนวคิดหุ้นถูกเรื้อรังหลังจากที่ผมเคย”พลาด”โดนหุ้นถูกจำนวนเรื้อรังจำนวนหนึ่งเล่นงาน )

และสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากไว้คือ”อย่าท้อ” และ”อย่าเลิก” การเดินทางใน No Man’s Land อาจจะยากลำบากและชวนให้หันหลังกลับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำไว้คือว่า ประสบการณ์คือครูที่ดีที่สุด การเดินหลงทางใน No Man’s Land อาจจะเป็นความเจ็บปวด แต่นั่นก็คือบทเรียนที่จะไม่ทำให้เราเดินหลงทางนั้นซ้ำสอง ผมเชื่อในศักยภาพของพวกเราทุกคน ผมเชื่อถ้าพวกเราอยู่ในดินแดนแห่งนี้นานพอ ประสบการณ์จะหล่อหลอมให้เราแข็งแกร่งขึ้น จนฝ่าดินแดนแห่งนี้ออกไปได้