Archive

Posts Tagged ‘Undervalue stock’

Cash is sin Vs Cash is king

January 30, 2012 8 comments


ผมเป็นแวลูอินเวสเตอร์มา ปีนี้ก็เข้าปีที่ห้า แนวคิดหลักในการลงทุนของผมตั้งแต่วันแรกจนวันนี้แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยกเว้นความคิดเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก นั่นก็คือเรื่องของการถือครองเงินสด

การลงทุนของผมในช่วงแรกค่อนข้างจะออกแนว”บู๊”มากพอสมควร คือผมมักจะมองไปที่หุ้นคุณภาพกลางๆที่ราคาถูกมากๆ แต่กำลังจะมีเหตุการณ์พิเศษมาเป็นตัวปลดล็อคให้ราคาของหุ้นวิ่งไปถึงราคาที่ผมคิดว่าควรจะเป็น

และที่สำคัญผมมักจะถือหุ้น 100% ตลอดเวลา เพราะผมเชื่อว่าเงินสดคือการเสียโอกาส ( cash is sin ) และการถือหุ้น 100% จะเป็น”สูตรลัด”ในการเร่งความรวยให้ผมไปถึงอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้น

ต่อเมื่อผมผ่านประสบการณ์การลงทุนมานานขึ้น ผมกลับเริ่มตระหนักว่า ความคิดในการลงทุนของผมยุคแรกๆ นั้นค่อนข้างจะ”เสี่ยง”และ”กล้าได้กล้าเสีย”มากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดเรื่องการพยายามจะถือหุ้น 100% ตลอดเวลา

ประการแรก การถือหุ้น 100% ทำให้พอร์ตของผมไม่ค่อย flexible ในการปรับตัว โดยเฉพาะในเวลาที่ตลาดปรับตัวลงมาอย่างไม่คาดฝัน การไม่มีเงินสดในมือ ทำให้ผมขยับตัวลำบาก บางจังหวะผมอาจจะเห็นหุ้นคุณค่าที่น่าสนใจเพราะตลาดปรับตัวลงมามาก แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าผมไม่มีเงินสดพอที่จะซื้อ ครั้นพอผมจะขายตัวที่ผมถือมีอยู่ในพอร์ตอยู่มาซื้อ ก็เป็นที่น่าเสียดายอีกว่า หุ้นตัวที่ผมถือก็ปรับตัวลงมามากเช่นกัน จนราคาต่ำกว่ามูลค่าเกินเสียกว่าที่ผมจะขายลง

ประการที่สอง การพยายามจะถือหุ้น 100% ตลอดเวลา ทำให้ผมต้องขวนขวายหาหุ้นใหม่ๆ มาเข้าพอร์ตอยู่เสมอ โดยเฉพาะหลังจากที่ผมขายหุ้นตัวเก่าที่ผมเห็นว่าเต็มมูลค่าออกไป ซึ่งการพยายามจะมีหุ้นในพอร์ตตลอดเวลานี้ ทำให้บางครั้ง”เกณฑ์”ในการคัดเลือกหุ้นของผมหย่อนยานลงไป บางครั้งผมก็ซื้อหุ้นที่ผมยังมีข้อสงสัยหรือยังไม่เข้าใจในตัวกิจการอย่างถ่องแท้ หรือบางครั้งผมกัดฟันซื้อหุ้นที่มี upside / margin of safety ไม่มาก เพียงเพราะผมไม่สบายใจที่จะมีเงินสดในพอร์ตเท่านั้นเอง

ประการที่สามคือการถือหุ้น 100% จะทำให้เรา”บาดเจ็บ”อย่างหนักได้ หากมีภาวะวิกฤติเกิดขึ้นมา ผมเคยเขียนถึงแนวทางที่ผมจะทำหากผมคิดว่าจะเกิด economic crisis ขึ้นมา ( บทความเรื่อง “ถ้าจะเกิดวิกฤติ” ) จำนวนเงินสดในพอร์ตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะทำให้เรารับมือกับวิกฤตินั้นๆ ได้ดีขนาดไหน

ผมกล่าวไว้ในบทความก่อนว่า ถ้าผมพิจารณาแล้วว่ากิจการที่ผมถือครองอยู่นั้น ได้รับผลกระทบน้อยมากจากภาวะเศรษฐกิจ และราคาหุ้นยังต่ำกว่าที่ผมประเมินอยู่ ผมก็จะถือครองกิจการนั้นๆต่อ แต่ความจริงอย่างหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือว่า ราคาของหุ้นในระยะสั้นถึงกลาง เป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล บางครั้งนายตลาดอาจจะมีเหตุผลมากพอที่จะรับรู้ว่ากิจการของเราไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ แต่บ่อยครั้งนายตลาดก็มักจะตื่นตกใจทำให้ราคาของหุ้นเราตกลงไปตามภาวะตลาดโดยรวม

ซึ่งถ้าเป็นในกรณีหลัง การที่เรามีเงินสดในมือจะทำให้ทางเลือกมากขึ้นมาก โดยที่เราอาจจะพิจารณาซื้อหุ้นของกิจการนั้นๆเพิ่มขึ้น เมื่อราคาในกระดานตกลงไปมากๆ หรือแม้แต่ที่เราจะพิจารณาลงทุนในบริษัทอื่นๆ ที่อาจจะ”ถูกอย่างเหลือเชื่อ” ในสภาวะที่ตลาดเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

คำถามที่สำคัญก็คือว่าช่วงไหนเราควรจะมีเงินสดกี่ %, เมื่อดัชนีขึ้นไปเท่านี้จุด เราควรจะถือเงินสดมากน้อยเท่าไร ผมว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบยาก และไม่ได้ขึ้นกับดัชนีของตลาดสักเท่าไร แต่ขึ้นอยู่กับว่า ณ จุดนั้นๆ เราหาบริษัทที่ยัง undervalue ได้หรือไม่ ด้วยความมั่นใจและ mos มากน้อยขนาดไหน ถ้าหาได้ด้วยความมั่นใจอย่างมาก ผมก็อาจจะถือครองหุ้นตัวนั้นมากเกินกว่าครึ่งนึงของพอร์ตโดยที่ไม่สนใจกับความถูก/แพงของดัชนี แต่ถ้าหาไม่ได้เลย ผมว่านี่ก็เป็นสัญญาณนึงที่บอกเราว่า ตลาดอาจจะแพงมากเกินไปแล้ว และพร้อมจะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ

วอเรน บัฟเฟตเคยกล่าวไว้ว่า เค้าจะต้องมีกระสุนอยู่ในมือตลอดเวลา เพราะเค้าไม่รู้ว่าจะมีช้างเดินผ่านมาเมื่อไร…….

Advertisements

หุ้นหลักทรัพย์

November 21, 2011 5 comments

หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์อาจจะเป็นหุ้นที่ไม่ใช่”พระเอก”ในตลาดหุ้นยุคปัจจุบัน แต่หากไปถามนักลงทุนในยุคก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง หุ้นกลุ่มนี้เคยเป็นหุ้น”บลูชิพ”ชั้นดี ที่ติด most active volume/value แทบจะทุกวัน

แต่สำหรับนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า ( โดยเฉพาะสาย super stock อย่าง บัฟเฟต์ ) หุ้นหลักทรัพย์คงไม่ได้อยู่ในสายตามากนัก เนื่องจากลักษณะของธุรกิจที่ไม่ได้มีใครได้เปรียบเหนือใคร, มีการแข่งขันต่อการแย่งตัวลูกค้าและมาร์เกตติ้งที่รุนแรง รวมทั้งผลประกอบการที่อ่อนไหวต่อภาวะตลาดหุ้นค่อนข้างมาก และยิ่งประกอบกับการที่รัฐบาลจะเปิดเสรีธุรกิจโบรคเกอร์ในอีกสองปีข้างหน้ายิ่งเป็นตัวกดดันในการแข่งขันของธุรกิจนี้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

ด้วยลักษณะของธุรกิจที่ไม่มีความแข็งแรงดังที่กล่าวในข้างต้น ทำให้หุ้นหลักทรัพย์เกือบทั้งหมดถูกเทรดที่ต่ำกว่า book value และบางบริษัทถูกเทรดที่ต่ำกว่าเงินสดต่อหุ้นที่บริษัทมีเสียอีก ซึ่งถ้าหากเรามองจากมุมของเกรแฮมนี่คือการสถานการณ์ของการซื้อแบงค์ดอลลาร์ในราคา 50 เซนต์

แต่ปัญหาก็คือหุ้นในลักษณะนี้มักจะประสบปัญหากับการถูกเรื้อรังอยู่เสมอๆ เพราะตลาดไม่เคยมีมุมมองที่ดีกับหุ้นกลุ่มนี้ ( เราอาจจะคิดว่าเราซื้อได้ที่ 0.6 เท่าของบุคแวลู ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก แต่หลังจากที่เราถือหุ้นไปสองปีสามปี ราคาก็ยัง”ถูก” อยู่ที่ 0.6 เท่าของบุคแวลูเท่าเดิม เพราะตลาดก็ยังมีมุมมองที่แย่จ่อหุ้นหลักทรัพย์เหมือนเดิม )

ผมเองเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าสาย bargain hunter ที่มาล่าส่วนลดกับหุ้นหลักทรัพย์อยู่บ่อยๆ แต่ไม่ใช่เพราะว่าผมเห็นส่วนต่างระหว่างราคาในกระดานกับบุคแวลู แต่ผมเห็นว่าหุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นวัฎจักรที่อิงกับวัฎจักรของเศรษฐกิจมหภาค ( economic cycle ) เพราะรายได้หลักของบริษัททั้งสามทาง อันได้แก่ 1.ค่าคอมมิชชั่นจากการที่ลูกค้าซื้อขายหลักทรัพย์ 2.กำไร/ขาดทุนจากพอร์ตการลงทุนของบริษัทเอง และ 3.รายได้จากงานวาณิชธนกิจ ( เช่น การเป็น underwriter เอาหุ้นใหม่เข้าตลาด ) นั้นแปรผันขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจทั้งสิ้น ( ในยุคปัจจุบันบางบริษัทจะมีรายได้อีกทาง คือการเป็นเจ้ามือออก DW )

ผมจะเริ่ม watch หุ้นกลุ่มนี้เมื่อเศรษฐกิจมหภาคเริ่มมีปัญหา เพราะอย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นว่า รายได้ของบริษัทนั้นผันผวนตามสภาพ macroeconomic และเมื่อ macro มีปัญหา บริษัทมีโอกาสที่จะโดน “perfect storm”เล่นงาน เพราะรายได้จากค่าคอมมิชชั่นมักจะลดลงอย่างมากจากสภาพตลาดหุ้นที่ซบเซา บริษัทอาจจะไม่มีรายได้จากงานวาณิชธนกิจเลย เพราะเศรษฐกิจที่ไม่ดีทำให้ไม่มีใครอยากจะมาระดมทุนในตลาด หรืออยากจะควบรวมกิจการกัน รวมทั้งบริษัทอาจจะเจอ”แจ๊คพอต” ขาดทุนอย่างหนักจากพอร์ตการลงทุนตามดัชนีที่ลดลงมาอย่างมาก

ผลจาก “perfect storm” และความหวาดกลัวของนักลงทุน มักจะทำให้หุ้นกลุ่มนี้ถูก discount ลงไปอย่างมากในช่วง economic down cycle บางครั้งอาจจะลงไปเหลือแค่ 0.1 -0.2 เท่าของบุคแวลู หรืออาจจะเหลือแค่ 0.5-0.6 เท่าของเงินสดต่อหุ้น

ผมมักจะ watch หุ้นกลุ่มนี้จนผมเริ่มมองเห็น sign of economic recovery หรือเห็น sign of market recovery ( ทั้งในแง่วอลุมและตัวเลขดัชนีตลาด ) เพราะผลประกอบการของบริษัทจะพลิกกลับมากำไรอย่างมากในช่วง bull market และราคาในกระดานอาจจะพุ่งไปได้หลาย”เด้ง” จากจุดต่ำสุดหลังจากบริษัทเจอ perfect storm

นอกจากนี้บริษัทในกลุ่มนี้ยังมีจุดเด่นในเรื่องกระแสเงินสด เนื่องจากบริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนกับสินทรัพย์ถาวรอะไรมากมาย รวมทั้งไม่จำเป็นจะต้องใช้ working capitol ในปริมาณมากเพื่อดำเนินธุรกิจ ทำให้บริษัทมักจะมีกระแสเงินสดที่ดีมาก และสามารถจ่ายปันผลได้เป็น%มากๆของกำไร ( บางบริษัทอาจจะปันผลทั้ง 100% ) ซึ่งปันผลที่มาก ก็จะเป็น catalyst ทีดีมากอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ราคาพุ่งไปได้ไกลในช่วง up cycle

อย่างไรก็ดี ข้อที่เราควรจะพึงระวังอย่างหนึ่งก็คือ แม้ว่าเศรษฐกิจ/ตลาดหึ้นจะเป็นรอบขาขึ้น บางครั้งผลประกอบการของบริษัทก็อาจจะแย่ลงก็ได้ หากบริษัทบังเอิญไปขาดทุนจากพอร์ตการลงทุน ( เช่นไป short future ไว้มาก หรือขาดทุนจากตลาด commodity ) หรือในกรณีที่บริษัทสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ ( เช่นลูกค้าย้ายจากบริษัทเราตามมาร์เกตติ้งออกไป ) ดังนั้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ เราก็ต้องมองภาพรายบริษัทด้วย ไม่ใช่เพียงมองแต่ภาพรวมของตลาดเพียงอย่างเดียว

Bargain Hunter

September 7, 2011 7 comments

นักลงทุนที่เรียกตัวเองว่าเป็น VI ในบ้านเราส่วนใหญ่ไม่ได้ลงทุนในกิจการยอดเยี่ยมที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนและมีผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาลอย่างปรมาจารย์ VI อย่างวอเรนต์ บัฟเฟต์ เขาเหล่านั้นมักจะลงทุนในกิจการที่อาจจะไม่ได้มีคุณภาพดีมาก แต่เขามองเห็นแล้วว่า ราคาที่ซื้อขายกันในกระดานต่ำกว่ามูลค่าแท้จริงที่มันควรจะเป็น และเมื่อราคาในกระดานสะท้อนตามมูลค่าที่พวกเขาคิดว่าจะเป็นแล้ว เขาก็จะขายหุ้นตัวนั้น แล้วก็มองหาหุ้นตัวใหม่ที่มีลักษณะแบบนี้อีก

เหตุผลที่พวกเขาไม่ได้ลงทุนตามอย่างปรมาจารย์บัฟเฟต์ ก็มักจะเป็นเพราะเขาเหล่านั้นมักคิดว่าคุณภาพของกิจการในตลาดบ้านเราไม่ได้ยอดเยี่ยม มีแบรนด์ที่แข็งแรง มี competitive advantage เยอะๆ ดังตลาดอเมริกา การจะหากิจการยอดเยี่ยมขนาดนี้ที่จะถือไว้”ตลอดกาล”แบบบัฟเฟต์ อาจจะเป็นเรื่องทื่ทำได้ยาก และลึกๆแล้ว พวกเขาก็มักจะคิดว่า สเถียรถาพของตลาดทุนบ้านเรานั้นต่ำ อ่อนไหวได้ง่ายกับทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งยาวๆบางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง

ที่สำคัญอีกประการคือพวกเขามักจะคิดว่า การสวิชหุ้นเปลี่ยนตัวเล่นไปเรื่อยๆ จะทำให้พอร์ตของพวกเขาโตได้เร็วกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่พอร์ตของเขายังไม่ใหญ่โตมาก สามารถซื้อขายหุ้นแต่ละตัวได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาสภาพคล่อง

ลักษณะการลงทุนของ VI บ้านเรานี้ ผมมีความเห็นว่าคำศัพท์คำนึง สามารถอธิบายลักษณะการคิดและการลงทุนของพวกเขาได้ดี นั่นก็คือคำว่า bargain hunter

พวกเขาเหล่านี้จะมีธรรมชาติของการเป็นนักล่า”ส่วนลด” เมื่อใดก็ตามที่เขาเห็นส่วนลดของ”ราคา”จาก”มูลต่า” เขาก็พร้อมจะจู่โจมเข้าล่า และจากไปเมื่อ”ส่วนลด”หมดไป

แล้วพวกเขาตามหาส่วนลดเหล่านี้ได้อย่างไร? คำตอบคือเขาทำการบ้านในแง่”พื้นฐาน”อย่างหนัก ทั้งการอ่านรายงาน 56-1 ฟัง opportunity day โทรสอบถามข้อมูลจาก IR ไป company visit อ่านบทวิเคราะห์ ทดลองใช้สินค้าและบริการของบริษัท etc. จนกระทั่งเขาค้นพบความดีความงามของบริษัทที่ตลาดยังไม่ทัน recognize และยังไม่ทันจะ price in เช่น อาจจะค้นพบว่าบริษัทมี backlog ก้อนใหญ่ในมือ ที่จะทำให้กำไรปีนี้สูงสุดเป็นประวัติกาล, อาจจะเจอว่าบริษัทมีศักยภาพในการเติบโตสูง และน่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปีไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี, อาจจะพบว่าบริษัทมีกำลังการผลิตใหม่ ที่จะทำให้กำไรของบริษัทกำลังจะโตก้าวกระโดดในอีกหนึ่งปีข้างหน้า หรืออาจจะพบว่าบริษัทเปลี่ยน business model ไปแล้ว ทำให้รายได้และกำไรมีสเถียรภาพมากกว่าเดิม ขัดกับภาพในอดีตที่คนทั่วไปคิดว่างบการเงินของบริษัทลุ่มๆดอนๆ กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง เป็นต้น

บางคนอาจจะมีคำถามขค้นมาว่าการลงทุนแบบ bargain hunting นี้ เป็นการลงทุนแบบ VI หรือไม่ คำตอบสำหรับผมก็คือ ขึ้นอยู่กับว่าเรานิยามคำว่า VI ไว้อย่างไร ถ้านิยามว่า VI เท่ากับ undervalue แน่นอนว่า bargain hunting ย่อมเป็นแขนงหนึ่งของ value investment

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่นิยามและชื่อเรียก ที่ผมจะสื่อก็คือว่า คนที่ถูกเรียกว่าเป็น VI ในบ้านเราเป็น bargain hunter กันเสียเกือบหมด ดังนั้นเวลาที่พวกเขา ( รวมถึงผมเอง ) ซื้อหุ้นหรือเชียร์หุ้นตัวไหน นั่นแปลว่าเขากำลังล่าส่วนต่างระหว่างราคากับมูลค่า ถ้าเราซื้อเป็นไม้ถัดไป ส่วนต่างย่อมน้อยลง และถ้าเราเป็นไม้ท้ายๆ นั่นอาจจะเป็นจุดที่ไม่เหลือส่วนต่างแล้วก็ได้ และนั่นก็จะเป็นจุดที่ bargain hunter เทขาย ก่อนที่พวกเขาจะไปล่า”ส่วนลด”ตัวต่อไป

ถ้าจะเกิดวิกฤติ

August 16, 2011 11 comments

ผมเป็นนักลงทุนที่ไม่ได้บอบช้ำจากวิกฤติ subprime มากนัก เพราะในตอนนั้นผมยังเป็น trader มากกว่า investor ทำให้ผม cut loss ได้ค่อนข้างเร็วกว่าที่ตลาดจะตกลงมามาก

หลังจากผมเปลี่ยนแนวจากการเล่นหุ้นมาเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานเต็มตัว สิ่งหนึ่งที่ผมยังกังวลอยู่ลึกๆก็คือว่า ถ้าหากมีวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาอีกรอบ ผมจะทำอย่างไร?

ผมมีเพื่อนที่เป็น trader หลายคน ซึ่งทุกคนก็มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของนักลงทุนแนวเน้นพื้นฐานก็คือว่ามักจะไม่มี exit strategy ดังนั้นเมื่อตัดสินใจอะไรผิดพลาดก็มักจะเสียหายหนัก

ปกติแนวคิดของผมมักจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับเพื่อนกลุ่มนี้ แต่ข้อนี้ผมกลับเห็นด้วย เพราะโดยมากสำหรับแวลูอินเวสเตอร์ ถ้าหากเราวิเคราะห์พื้นฐานของกิจการ ผิดพลาด หรือมีปัจจัยภายนอกที่เราคาดไม่ถึงมากระทบอย่างรุนแรง เราก็มักจะทนถือจนราคาลงไปมากเสียแล้ว

วิกฤติทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มักจะกระทบต่อพื้นฐานของบริษัทที่เราลงทุน แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจอีกว่า แวลูอินเวสเตอร์ส่วนมาก มักจะมองข้ามปัจจัยข้อนี้ไป

ผมเคยคิดหาวิธีลงทุนในภาวะวิกฤติอยู่หลายต่อหลายครั้ง และนี่คือแนวทางที่ผมจะปรับตัว หากผมคิดว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะเกิด

อันดับแรกเลยก็คือผมจะพยายามแยกให้ออกว่านี่เป็น crisis จริงๆ หรือเป็นแค่ panic อันที่จริงการพยายามแยกสองภาวะนี้ออกจากกันคงทำได้ไม่ง่าย และกว่าเราจะรู้แน่ชัดว่านี่คือ crisis ก็คงจะเป็นจุดที่เราอยู่ใน crisis เต็มตัวไปแล้ว ที่ผมพยายามจะทำก็คือว่า ผมจะพยายามดูตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายๆตัวประกอบกัน เช่น อัตราเงินเฟ้อ GDP ดุลบัญชีเดินสะพัด ยอดขายรถในประเทศ / ต่างประเทศ ยอดการโอนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ถ้าตัวเลขต่างๆเหล่านี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ผมก็มักจะเชื่อว่า macro ของเรายังดีอยู่ ( แน่นอนว่าผมไม่ใช่ economist ย่อมไม่สามารถตีความตัวเลขเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ ผมเพียงแต่เอาตัวเลขหลายๆตัวมาประกอบ พอให้ผมเห็นภาพใหญ่ได้ว่า macro ของเราแนวโน้มออกไปทางดีหรือไม่ดี ) และผมจะให้น้ำหนักกับการบริหาร port ให้มีความระแวดระวังต่อการเกิด crisis ( ด้วยวิธีต่างๆ ที่ผมจะพูดต่อไป ) ไม่มากนัก

อันดับต่อมา ถ้าหากผมพิจารณาแล้วว่า โอกาสเกิดวิกฤติอยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่ผมจะรู้สึกสบายใจ ผมจะกลับมาพิจารณาพื้นฐานของกิจการที่ผมถืออยู่อย่างละเอียด และผมก็มักจะไม่สบายใจที่จะถือกิจการที่อ่อนไหวกับ macro economic มากๆ ต่อ

กิจการที่ว่า ได้แก่ กิจการที่ค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์ ( commodity ), กิจการที่ขึ้นลงตาม economic cycle เช่น อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ยานยนต์ อิเลกโทรนิค นิคมอุตสาหกรรม, กิจการที่ขายสินค้าหรือบริการที่ฟุ่มเฟือย เช่น กลุ่มการบิน และการท่องเที่ยว และสุดท้าย คือกลุ่มกิจการที่ปล่อยสินเชื่อ และมีความเสี่ยงสูงต่อ NPL ในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่

ทั้งนี้หากกิจการที่ผมถืออยู่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่อ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจมากๆ ดังกลุ่มกิจการข้างต้น ผมก็จะมาดูต่อว่าโดยตัวบริษัทเอง มีเหตุการณ์พิเศษอะไรหรือไม่ที่จะทำให้บริษัทมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจขาลงเป็นพิเศษ เช่น บริษัทอาจจะเป็นบริษัทในกลุ่มค้าปลีก ที่ยอดขายได้รับผลกระทบจาก macroeconomic น้อย แต่บังเอิญว่า ในขณะนั้นบริษัทเพิ่งลงทุนเปิดสาขาใหม่ด้วยเงินกู้หลายพันล้าน เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุการเฉพาะตัวที่จะทำให้ผมไม่สบายใจที่จะถือกิจการนั้นต่อ เพราะเมกะโปรเจคต์ของบริษัท มาเปิดดำเนินงานในช่วงที่อาจจะมีวิกฤติพอดี ทำให้เมกกะโปรเจคต์นั้นล้มเหลว และทำให้บริษัทขาดทุนได้มาก

ถ้าผมพิจารณาแล้วว่ากิจการที่ผมถือครองอยู่นั้น ได้รับผลกระทบน้อยมากจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ผมก็มักจะสบายใจที่จะถือหุ้นต่อ เพียงแต่สิ่งต่อมาก็คือ ผมจะเพิ่มความ conservative ในการพิจารณามูลค่าที่เหมาะสมของบริษัท ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมพิจารณาแล้วว่า หุ้นของผมควรจะเทรดที่พีอี 8 -10 หากเป็นในภาวะปกติ ผมอาจจะยังถือหุ้นอยู่ถ้า หุ้นถูกเทรดที่พีอี 8 และผมยังไม่สามารถหาหุ้นที่ undervalue มากกว่าได้ แต่ในภาวะที่ผมไม่แน่ใจกับ macroeconomic ผมก็มักเพิ่ม MOS ด้วยการตัดสินใจว่าราคาหุ้นเต็มมูลค่าไปแล้วตั้งแต่ pe 8 หรือในกรณีที่ผมประเมิน FV ด้วยการทำ DCF ผมก็มักจะเพิ่มอัตราการคิดลด เช่น จาก 8% เป็น 9%, 10%

ประการสุดท้าย ผมมักจะใช้เงินสดที่เหลือในพอร์ตซื้อหุ้นยากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นเพราะว่า ผมมักจะเลือกลงทุนในหุ้นน้อยกลุ่มลง และมีมุมมองต่อ valuation ที่ conservative มากขึ้น ตามที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นแล้ว ผมยังมักจะอยากจะมีเงินสดจำนวนหนึ่งเหลือไว้เสมอ เผื่อที่จะมีสถานการณ์ที่หุ้น”ถูกอย่างเหลือเชื่อ”

ความกังวลต่อวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจจะเกิด หากจะมองในแง่ดีก็เป็นโอกาสที่จะทำให้เราได้กลับมาทบทวนพื้นฐานและความสามารถในการแข่งขันของกิจการที่เราถือครองอยู่ กิจการที่เรามีความมั่นใจมากพอที่จะถือผ่านวิกฤติ ก็มักจะเป็นกิจการที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน นั่นหมายความว่า หลังจากวิกฤติผ่านไปพอร์ตของเราจะมีแต่หุ้นที่มีคุณภาพสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คือ แล้วผมมีความคิดเห็นอย่างไรต่อวิกฤติประเภทอื่นๆ เช่น วิกฤติทางการเมือง วิกฤติทางการทหาร / การต่างประเทศ, วิกฤติเหล่านี้ ส่วนมากจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทในระยะสั้นๆ แต่แทบไม่มีผลอะไรกับพื้นฐานบริษัทในระยะยาว หากราคาหุ้นในกระดานลดลงเพราะเหตุเหล่านี้ ผมเชื่อว่านี่คือโอกาสที่เราจะหวด “ perfect pitch “

ทำใจแบบ fundamentalist

July 31, 2011 12 comments

ช่วงปีสองปีมานี้ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขและนิ่งกับการลงทุนกว่าสมัยแรกๆ มากพอสมควร ทั้งที่จริงๆแล้วแนวคิดและวิธีการลงทุนของผมแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสักเท่าไร

สาเหตุหลักน่าจะเกิดจากประสบการณ์ที่มากขึ้นทำให้ผมเข้าใจถึงความเป็นไปของตลาด และ”ทำใจ”กับความความเป็นไปบางประการของตลาดได้มากขึ้น

ประการแรกเลยก็คือว่า ผมทำใจได้ว่าราคาหุ้นในระยะสั้นถึงกลางเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล ดังนั้นหากผมซื้อหุ้นที่เราพิจารณาอย่างดีแล้วว่ามีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม แต่แล้วราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน อาจจะเป็นเดือน หรือเป็นปี ผมก็มักจะทำใจอดทนรอได้ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมก็มักจะพบว่าหลังจากที่ผมอดทนรอไปสักพัก ในที่สุดแล้วราคาหุ้นก็จะวิ่งเข้าไปหามูลค่าที่เหมาะสมตามที่มันควรจะเป็น

และในทำนองตรงข้ามหากผมพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าหุ้นตัวนี้ราคาแพงเกินกว่าที่ควรจะเป็น หรือมี MOS ต่ำเกินกว่าที่ผมจะสบายใจที่จะลงทุน แต่หุ้นก็วิ่งขึ้นไปต่อ อาจจะด้วยแรงเก็งกำไรหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็มักจะทำใจได้ว่าการลงทุนกับหุ้นตัวนี้เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ผมขาดทุนได้มาก และนี่เป็นเกมที่ผมไม่ถนัด

นอกจากนั้น ผมก็มักจะมีความสุขและรู้สึกยินดีที่ได้เห็นเพื่อนๆของผม และนักลงทุนท่านอื่นๆ ทำกำไรกับหุ้นตัวนี้ไปได้อย่างงดงาม

ประการที่สอง ผมทำใจได้ว่าการคาดเดาตลาดเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราจะทำได้คือการซื้อและถือจนกว่าราคาจะสะท้อนมูลค่าออกมา, ผมเคยคิดว่ากลยุทธ์ที่น่าจะดีกว่ากลยุทธ์ Buy and Hold ของ VI นั่นก็คือกลยุทธ์การ Buy and Hold ตราบเท่าที่ตลาดยังเป็นขาขึ้น และ Sell เมื่อตลาดเป็นขาลง ( และอาจจะไป Buy ใหม่ เมื่อตลาดเป็นขาขึ้นอีกครั้ง ) ซึ่งถ้าเราทำได้ตามนั้น ย่อมดีกว่าซื้อแล้วถือไปเฉยๆ อย่างแน่นอน

แต่ปัญหาก็คือว่าผมมักจะทำนายทิศทางของตลาดผิดอยู่เสมอๆ ผมเคยลองพยายามทำนายทิศทางตลาด”ในใจ”เล่นๆ ไม่ว่าจะด้วยการใช้ข่าวสารต่างๆมาประกอบ สถานการณ์การเมือง ตัวเลขทางเศรษฐกิจ สถานการณ์เศรษฐกิจของโลก รวมทั้งเครื่องมือทางเทคนิคที่นักเทคนิคอลมักจะใช้กัน เช่น เส้นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก, MACD

ซึ่งจากประสบการณ์การทำนายในใจของผม ผมพบว่าผมมักจะทำนายผิดมากกว่าทำนายถูก และหากผมซื้อขายตามการทำนายทิศทางตลาดของตัวเอง ผมก็มักจะขายหุ้นในราคาที่ถูก และซื้อคืนในราคาที่แพงกว่าเดิมอยู่เสมอ และยังไม่นับรวมถึงค่าคอมมิชชั่นที่ผมจะต้องเสียเป็นจำนวนมากจากการซื้อๆขายๆ

ประการต่อมาผมทำใจได้ว่าการคิดการวิเคราะห์ของเราย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้เสมอ ผมมักจะเผื่อใจไว้เสมอๆ ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ว่า ข้อมูลของบริษัทที่เรามีไม่ละเอียดมากเพียงพอ ( ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติสำหรับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ) มีปัญหาบางอย่างที่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทเกิดขึ้น ปัญหาจากธรรมาภิบาลของผบห. หรือที่พบได้บ่อยที่สุดจากอคติของเราเองในการวิเคราะห์

ผมมักจะทำใจได้ว่านี่คือความเจ็บปวดที่แวลู อินเวสเตอร์จะได้เจอในช่วงชีวิตของการลงทุน และผมจะเก็บความผิดพลาดเหล่านี้มาเป็นบทเรียนให้การวิเคราะห์ครั้งต่อๆไปของผมมีความแม่นยำมากขึ้น

นอกจากนั้นผมก็พยายามจะเผื่อเหลือเผื่อขาดต่อโอกาสที่ผมจะวิเคราะห์บริษัทผิดพลาด ด้วยการกระจายการถือหุ้นในหลายๆบริษัท และเหลือเงินสดจำนวนหนึ่งไว้ในพอร์ตเสมอๆ ( อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความก่อนเรื่อง เสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย )

ประการสุดท้าย ผมทำใจได้ว่าไม่มีวิธีการลงทุนใดที่จะสมบูรณ์แบบตลอดเวลา และตลอดทุกภาวะตลาด ผมลงทุนในแบบเน้นคุณค่า เนื่องจากผมค่อนข้างสบายใจกับการใช้ตรรกะแบบวิทยาศาสตร์ของการลงทุนด้วยวิธีนี้ และผมได้รับผลตอบแทนที่ดีมากเทียบกับวิธีการลงทุนแบบอื่นๆที่ผมเคยใช้ แต่ผมก็ทำใจได้ว่าในบางช่วงเวลาบางโอกาส การลงทุนในแนวอื่นอาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและรวดเร็วกว่า แต่นั่นก็ไม่ใช่วิธีที่ผมถนัด และอยู่นอกกรอบความสามารถของผม ดังนั้นสิ่งที่ผมมักจะทำก็คือทำใจและลงทุนในกรอบที่ผมถนัดต่อไป

เสี่ยงมาก – เสี่ยงน้อย

July 18, 2011 16 comments

มีเรื่องน่าตลกอย่างนึงในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นั่นก็คือกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าแวลูอินเวสเตอร์มักจะบอกว่าการลงทุนโดยการดูกราฟนั้นเป็นเรื่องที่”เสี่ยงมาก”และอาจ”ขาดทุน”ได้มาก และบอกว่าการลงทุนโดยอาศัยพื้นฐานเป็นหลักนั้นเป็นแนวทางการลงทุนที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทนดีที่สุด ในขณะกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเทคนิคอลกลับบอกว่าการลงทุนแบบวีไอ เป็นการลงทุนที่เสี่ยงและอันตรายมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนโดยอาศัยกราฟ

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? นักเทคนิคมักจะบอกว่าการลงทุนโดยอาศัยการดูพื้นฐานอย่างเดียว เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง หากเราไม่รู้จักการ stop loss เพราะตลาดในระยะสั้นถึงกลางเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล พร้อมกันนักเทคนิคเหล่านี้มักจะยกตัวอย่างการล่มสลายของ SET ในช่วงปี 40 และ ช่วง subprime มาประกอบ

ในขณะที่แวลูอินเวสเตอร์มักจะพูดว่า ในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นจะล้อไปกับผลประกอบการณ์เสมอ การลงทุนโดยอาศัยเทคนิคอล เป็นเรื่องของการเดาอารมณ์ตลาด ซึ่งแวลูอินเวสเตอร์ก็มักจะเชื่ออีกว่า การเดาอารมณ์ตลาดผ่านทางกราฟแท่งเทียน มักจะทำให้เราเดาผิด มากกว่าเดาถูก และในระยะยาวแล้วความมั่งคั่งของเราจะลดลงเรื่อยๆ ตามจำนวนการเดาที่ผิดและค่าคอมมิชชั่นที่เสียไปทีละน้อย

ในฐานะแวลูอินเวสเตอร์ ผมย่อมเห็นด้วยกับข้อความในย่อหน้าที่ผ่านมา ถึงแม้การเทรดแบบเทคนิคอลจะมีจะ stop loss ที่แน่นอน ทำให้โอกาสขาดทุนหนักๆ ในครั้งเดียวนั้นน้อย ( บนเงื่อนไขที่ว่าเราทำตามสัญญาณซื้อขายอย่างเคร่งครัด ) แต่ผมก็ยังมองว่าสัญญาณเทคนิคอลเป็นสัญญาณที่ไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนนั่นก็คือความเสี่ยงที่เราจะขาดทุน แม้เราจะไม่ขาดหนักๆในครั้งเดียว แต่การขาดทุนบ่อยๆ และค่าคอมมิชชั่นจากการซื้อๆขายๆ ย่อมจะทำให้พอร์ตโฟลิโอของเราหดเล็กลงไปเรื่อยๆ ( อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้จะสื่อว่าการซื้อขายตามสัญญาณเทคนิคจะทำให้เกิดการขาดทุนอย่างแน่นอน ผมเพียงแต่มองว่า โดยธรรมชาติของสัญญาณเทคนิคใดๆ ย่อมมี false signal ที่จะทำให้เราขาดทุน และผม feel uncomfortable ที่จะรับความเสี่ยงนั้น )

แต่เช่นเดียวกัน ผมก็เห็นด้วยกับความเห็นของนักเทคนิคที่มองว่า ในระยะสั้นถึงกลาง ตลาดเป็น voting machine มากกว่า weighting machine และกลยุทธ์ Buy and Hold ของแวลู อินเวสเตอร์ย่อมเป็นเรื่องที่เสี่ยงกับการขาดทุน

เนื่องจากผมไม่ใช่นักเทคนิค และความรู้ในทางเทคนิคของผมมีอยู่อย่างจำกัด ผมคงไม่วิพากษ์ว่า เราควรจะออกแบบระบบการเทรดอย่างไร หรือใช้ indicator ตัวไหนเพื่อจะลดความเสี่ยงจากการ false signal แต่ผมจะพูดถึงว่า เราควรจะทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงจากกลยุทธ์ Buy and Hold ในแบบ VI

การลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดคือการที่เรามั่นใจว่ากิจการที่เราถือนั้นมีราคาต่ำกว่ามูลค่าจริงๆ เพราะในระยะยาวแล้วอย่างไรเสียกิจการที่แข็งแกร่ง และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ราคาและมูลค่าย่อมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆตามผลประกอบการ ไม่ว่าหุ้นจะผ่านวิกฤติในตลาดหลักทรัพย์มากี่รอบ ( ดูอย่างหุ้นปูนใหญ่ หรือ แบงค์ใหญ่บางแบงค์ ที่แม้จะผ่านวิกฤติหนักๆ อย่าง ต้มยำกุ้ง หรือ subprime มา ราคาในกระดานวันนี้ก็มากกว่าราคาเมื่อ IPO หลายเท่าตัว )

การลดความเสี่ยงที่ดีอย่างที่สองคือการกระจายการถือครองหุ้นหลายๆตัวในพอร์ตโฟลิโอ, แน่นอนว่าถึงแม้เราจะพยายามวิเคราะห์พื้นฐานกิจการมาอย่างยอดเยี่ยมแค่ไหน เราก็อาจจะพลาดไป buy กิจการที่ไม่แข็งแรงจริง / ไม่เติบโตจริง และก็ไป hold มันไว้จนมูลค่าและราคาของมันลดน้อยลงเรื่อยๆ

นี่คือความเจ็บปวดและบทเรียนที่แวลูอินเวสเตอร์เกือบทุกคนจะต้องได้เจอ และมันอาจจะหมายถึงความมั่งคั่งจำนวนมากของเราที่หายไป แต่หากเรากระจายการถือครองในหลายกิจการ และนี่เป็นเพียง 1-2 กิจการที่เราวิเคราะห์ผิด ผลตอบแทนโดยรวมของเราก็ยังจะเป็นบวกในปริมาณที่มากพอสมควรอยู่

ประการสุดท้ายคือเราอาจจะต้องถือเงินสดไว้บ้าง เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม จริงอยู่ที่การถือหุ้น 100% เป็นสูตร”เร่งความรวย”ในแบบฉบับของ VI แต่มันก็เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ความเสี่ยงแบบ VI เพิ่มขึ้นอย่างมากในยามที่ตลาดไม่ดี ในทางตรงข้ามแวลู อินเวสเตอร์ที่มีเงินสดไว้หวด “perfect pitch” ในยามที่ตลาดปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง หลังจากวิกฤตินั้นผ่านไป ผลตอบแทนของเขาจะกลับมา outperform ตลาด โดยที่เราไม่จำเป็นต้องคาดเดาตลาดได้อย่างแม่นยำว่าตลาดจะลงตอนไหน และจะลงไปถึง bottom ที่ตรงไหน

กับดักของ financial ratio : บทเรียนจากหุ้นโรงไฟฟ้า

June 21, 2011 12 comments

VI มือใหม่จำนวนมากมักจะคัดเลือกและตัดสินใจลงทุนกับกิจการใดกิจการหนึ่ง โดยอาศัยการดูอัตราส่วนทางการเงินเป็นหลัก โดยพวกเขาอาจจะคิดว่าหุ้นที่มี PE ต่ำๆ PB ไม่ถึงหนึ่ง Dividend yield มากกว่า 5% เป็นหุ้นที่มี”ราคา”ต่ำกว่า”มูลค่า” และนี่คือหุ้น”แวลู”ที่สมควรลงทุน

การพิจารณาสกรีนหากิจการที่น่าสนใจโดยการอาศัย financial ratio เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีวิธีหนึ่ง, แต่อย่างไรก็ดี การใช้ financial ratio นั้น เหมาะสมเพียงเพื่อจะเป็นการสกรีนหาหุ้นให้เราสนใจเอาไปศึกษาในเชิงคุณภาพต่อ การใช้ financial ratio เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจที่จะซื้อหุ้น เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก เพราะอัตราส่วนทางการเงินเหล่านี้ เป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงเหตุการณ์ในอดีต แต่ไม่ได้บอกว่าเราเลยว่า หลังจากที่เราเข้าซื้อกิจการไปแล้ว บริษัทจะกำไรมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร เราอาจจะซื้อหุ้นที่มี PE, PB ต่ำๆ แต่เราไม่ทันศึกษาว่าหลังจากนั้นผลประกอบการณ์ของบริษัทจะตกต่ำลงเรื่อยๆ และทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงตาม จนเราขาดทุนได้มาก

ผมจะลองยกตัวอย่างหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ามาเปรียบเทียบให้เป็นกรณีศึกษา

ถ้าเราลองมาดูอัตราส่วนทางการเงินของหุ้นโรงไฟฟ้าสามโรงในตลาด ( ใช้ข้อมูล ณ 20 / 6 / 54 )

EGCO PE 7.88 PB 0.84 Div 5.9%
GLOW PE 14.56 PB 2.1 Div 3.9%
RATCH PE 12.35 PB 1.31 Div 5.3%

ถ้าเราใช้แต่อัตราส่วนทางการเงินเหล่านี้ในการพิจารณาซื้อขายหุ้น เราก็จะบอกว่า EGCO เป็นหุ้นที่น่าลงทุนที่สุด เพราะ PE ต่ำ Div สูงเกือบ 6% และราคายังอยู่ต่ำกว่า book value ในขณะที่ GLOW นั้นเป็นหุ้นที่ไม่น่าลงทุนเอาเสียเลย

แต่ก็อย่างที่ผมบอกไว้ตั้งแต่แรกว่า อัตราส่วนทางการเงินเป็นเรื่องของความสามารถในการทำกำไรในอดีต แต่ผลประกอบการในอนาคตต่างหากที่จะเป็นตัวกำหนดราคาของหุ้น

ถ้าเราดูแต่ Financial ratio แล้วตัดสินใจซื้อ EGCO, สิ่งที่จะตามมาก็คือเรากำลังจะเผชิญกับการลดลงของผลกำไรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเนื่องจากโรงไฟฟ้าที่เป็นรายได้หลักเกินกว่าครึ่งของบริษัทอันได้แก่ โรงไฟฟ้าระยอง ( 1,232 MW ) จะหมดสัญญาในปี 2558 และโรงไฟฟ้าขนอม ( 800 MW ) จะหมดสัญญาในปี 2559

ซึ่งถ้าทาง EGAT ( การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ) ไม่ต่อสัญญาให้กับทาง EGCO ก็เป็นที่แน่นอนว่า ผลกำไรของ EGCO จะหายไปเกินกว่าครึ่ง และราคาที่เราเห็นจากอัตราส่วนทางการเงินว่า”ถูก”ในวันนี้ หลังจากปี 58 เป็นต้นไปอาจจะกลายเป็น”แพงมาก” และทำให้ราคาปรับลดลงอย่างรุนแรง

หรือแม้แต่ถ้า EGAT ต่อสัญญาให้ แน่นอนว่า ค่าไฟที่ EGAT จะจ่ายให้กับ EGCO ก็ต้องต่ำลงกว่าในปัจจุบัน ทำให้ผลกำไรของ EGCO ต้องลดต่ำลงอยู่ดี ( ร่วมกับ EGCO จะยังไม่มีกำลังการผลิตใหม่เข้ามานอกจาก SPP ขนาดเล็ก ( 375 MW ) ในปี 58 )

ตรงกันข้ามกับ GLOW ที่ในช่วงอีกปีสองปีต่อจากนี้จะมีกำลังการผลิตเข้ามาใหม่ถึง 1176 MW ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มถึง 63% ของกำลังการผลิตเดิม ซึ่งถ้าคิดแบบง่ายๆเลยว่า กำลังการผลิตเพิ่ม 63% ผลกำไรก็น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยๆ 63% แต่ถ้าคำนวณแบบละเอียดจริงๆ จะพบว่า ผลกำไรของ GLOW จะเพิ่มมากกว่านั้น เนื่องจากโรงไฟฟ้าใหม่ที่เข้ามา สามารถผลิตไฟได้มีประสิทธิภาพมากกว่าและใช้ต้นทุนเชื้อเพลิงน้อยกว่าโรงเก่า รวมทั้งลักษณะสัญญาขายไฟที่ช่วงแรกจะขายได้ราคาต่อหน่วยมากกว่าช่วงท้ายของสัญญา

ในปี 2013 -2014 เมื่อโรงไฟฟ้าใหม่เดินเครื่องเต็มที่แล้ว, GLOW น่าจะมีกำไรแตะถึงหลักหมื่นล้าน ( คิด EPS ประมาณ 7 บาท ) ซึ่งทำให้ PE ในตอนนั้นลดลงเหลือไม่ถึง 7 เปรียบเทียบกับ PE 14.5 ที่ดูเหมือนว่าจะ”แพง”จนไม่น่า”ลงทุน”ในเวลานี้

สำหรับ RATCH นั้น ถูกเทรดที่อัตราส่วนทางการเงินที่อยู่ระหว่าง GLOW กับ EGCO ซึ่งก็สมเหตุสมผล ที่ RATCH จะถูกเทรดอยู่ตรงกลางระหว่างอีกสองเจ้า เพราะ RATCH ไม่ได้มีโปรเจคในมือที่จะเพิ่มผลกำไรในอนาคตชนิดที่ชัดเจนแบบ GLOW ( RATCH มีการลงทุนใหม่ๆ แต่ก็ยังเป็นที่น่าสงสัยว่าผลตอบแทนจะคุ้มค่ากับต้นทุนทางการเงินหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นของ EDL GEN หรือการซื้อกองทุนสาธารณูปโภคที่ออสเตรเลีย ) แต่โรงไฟฟ้าหลักของ RATCH ก็ไม่ได้ใกล้จะหมดอายุสัมปทานแบบ EGCO ( อย่างน้อยผถห.ก็สบายใจได้ว่า แม้การลงทุนใหม่ๆจะได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า อย่างน้อยผลกำไรจากโรงเก่า ก็จะไม่น้อยลงไปกว่าเดิม )