Archive

Posts Tagged ‘John Neff’

หุ้นหลักทรัพย์

November 21, 2011 5 comments

หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์อาจจะเป็นหุ้นที่ไม่ใช่”พระเอก”ในตลาดหุ้นยุคปัจจุบัน แต่หากไปถามนักลงทุนในยุคก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง หุ้นกลุ่มนี้เคยเป็นหุ้น”บลูชิพ”ชั้นดี ที่ติด most active volume/value แทบจะทุกวัน

แต่สำหรับนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า ( โดยเฉพาะสาย super stock อย่าง บัฟเฟต์ ) หุ้นหลักทรัพย์คงไม่ได้อยู่ในสายตามากนัก เนื่องจากลักษณะของธุรกิจที่ไม่ได้มีใครได้เปรียบเหนือใคร, มีการแข่งขันต่อการแย่งตัวลูกค้าและมาร์เกตติ้งที่รุนแรง รวมทั้งผลประกอบการที่อ่อนไหวต่อภาวะตลาดหุ้นค่อนข้างมาก และยิ่งประกอบกับการที่รัฐบาลจะเปิดเสรีธุรกิจโบรคเกอร์ในอีกสองปีข้างหน้ายิ่งเป็นตัวกดดันในการแข่งขันของธุรกิจนี้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

ด้วยลักษณะของธุรกิจที่ไม่มีความแข็งแรงดังที่กล่าวในข้างต้น ทำให้หุ้นหลักทรัพย์เกือบทั้งหมดถูกเทรดที่ต่ำกว่า book value และบางบริษัทถูกเทรดที่ต่ำกว่าเงินสดต่อหุ้นที่บริษัทมีเสียอีก ซึ่งถ้าหากเรามองจากมุมของเกรแฮมนี่คือการสถานการณ์ของการซื้อแบงค์ดอลลาร์ในราคา 50 เซนต์

แต่ปัญหาก็คือหุ้นในลักษณะนี้มักจะประสบปัญหากับการถูกเรื้อรังอยู่เสมอๆ เพราะตลาดไม่เคยมีมุมมองที่ดีกับหุ้นกลุ่มนี้ ( เราอาจจะคิดว่าเราซื้อได้ที่ 0.6 เท่าของบุคแวลู ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก แต่หลังจากที่เราถือหุ้นไปสองปีสามปี ราคาก็ยัง”ถูก” อยู่ที่ 0.6 เท่าของบุคแวลูเท่าเดิม เพราะตลาดก็ยังมีมุมมองที่แย่จ่อหุ้นหลักทรัพย์เหมือนเดิม )

ผมเองเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าสาย bargain hunter ที่มาล่าส่วนลดกับหุ้นหลักทรัพย์อยู่บ่อยๆ แต่ไม่ใช่เพราะว่าผมเห็นส่วนต่างระหว่างราคาในกระดานกับบุคแวลู แต่ผมเห็นว่าหุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นวัฎจักรที่อิงกับวัฎจักรของเศรษฐกิจมหภาค ( economic cycle ) เพราะรายได้หลักของบริษัททั้งสามทาง อันได้แก่ 1.ค่าคอมมิชชั่นจากการที่ลูกค้าซื้อขายหลักทรัพย์ 2.กำไร/ขาดทุนจากพอร์ตการลงทุนของบริษัทเอง และ 3.รายได้จากงานวาณิชธนกิจ ( เช่น การเป็น underwriter เอาหุ้นใหม่เข้าตลาด ) นั้นแปรผันขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจทั้งสิ้น ( ในยุคปัจจุบันบางบริษัทจะมีรายได้อีกทาง คือการเป็นเจ้ามือออก DW )

ผมจะเริ่ม watch หุ้นกลุ่มนี้เมื่อเศรษฐกิจมหภาคเริ่มมีปัญหา เพราะอย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นว่า รายได้ของบริษัทนั้นผันผวนตามสภาพ macroeconomic และเมื่อ macro มีปัญหา บริษัทมีโอกาสที่จะโดน “perfect storm”เล่นงาน เพราะรายได้จากค่าคอมมิชชั่นมักจะลดลงอย่างมากจากสภาพตลาดหุ้นที่ซบเซา บริษัทอาจจะไม่มีรายได้จากงานวาณิชธนกิจเลย เพราะเศรษฐกิจที่ไม่ดีทำให้ไม่มีใครอยากจะมาระดมทุนในตลาด หรืออยากจะควบรวมกิจการกัน รวมทั้งบริษัทอาจจะเจอ”แจ๊คพอต” ขาดทุนอย่างหนักจากพอร์ตการลงทุนตามดัชนีที่ลดลงมาอย่างมาก

ผลจาก “perfect storm” และความหวาดกลัวของนักลงทุน มักจะทำให้หุ้นกลุ่มนี้ถูก discount ลงไปอย่างมากในช่วง economic down cycle บางครั้งอาจจะลงไปเหลือแค่ 0.1 -0.2 เท่าของบุคแวลู หรืออาจจะเหลือแค่ 0.5-0.6 เท่าของเงินสดต่อหุ้น

ผมมักจะ watch หุ้นกลุ่มนี้จนผมเริ่มมองเห็น sign of economic recovery หรือเห็น sign of market recovery ( ทั้งในแง่วอลุมและตัวเลขดัชนีตลาด ) เพราะผลประกอบการของบริษัทจะพลิกกลับมากำไรอย่างมากในช่วง bull market และราคาในกระดานอาจจะพุ่งไปได้หลาย”เด้ง” จากจุดต่ำสุดหลังจากบริษัทเจอ perfect storm

นอกจากนี้บริษัทในกลุ่มนี้ยังมีจุดเด่นในเรื่องกระแสเงินสด เนื่องจากบริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนกับสินทรัพย์ถาวรอะไรมากมาย รวมทั้งไม่จำเป็นจะต้องใช้ working capitol ในปริมาณมากเพื่อดำเนินธุรกิจ ทำให้บริษัทมักจะมีกระแสเงินสดที่ดีมาก และสามารถจ่ายปันผลได้เป็น%มากๆของกำไร ( บางบริษัทอาจจะปันผลทั้ง 100% ) ซึ่งปันผลที่มาก ก็จะเป็น catalyst ทีดีมากอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ราคาพุ่งไปได้ไกลในช่วง up cycle

อย่างไรก็ดี ข้อที่เราควรจะพึงระวังอย่างหนึ่งก็คือ แม้ว่าเศรษฐกิจ/ตลาดหึ้นจะเป็นรอบขาขึ้น บางครั้งผลประกอบการของบริษัทก็อาจจะแย่ลงก็ได้ หากบริษัทบังเอิญไปขาดทุนจากพอร์ตการลงทุน ( เช่นไป short future ไว้มาก หรือขาดทุนจากตลาด commodity ) หรือในกรณีที่บริษัทสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ ( เช่นลูกค้าย้ายจากบริษัทเราตามมาร์เกตติ้งออกไป ) ดังนั้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ เราก็ต้องมองภาพรายบริษัทด้วย ไม่ใช่เพียงมองแต่ภาพรวมของตลาดเพียงอย่างเดียว

ถ้าจะเกิดวิกฤติ

August 16, 2011 11 comments

ผมเป็นนักลงทุนที่ไม่ได้บอบช้ำจากวิกฤติ subprime มากนัก เพราะในตอนนั้นผมยังเป็น trader มากกว่า investor ทำให้ผม cut loss ได้ค่อนข้างเร็วกว่าที่ตลาดจะตกลงมามาก

หลังจากผมเปลี่ยนแนวจากการเล่นหุ้นมาเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานเต็มตัว สิ่งหนึ่งที่ผมยังกังวลอยู่ลึกๆก็คือว่า ถ้าหากมีวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาอีกรอบ ผมจะทำอย่างไร?

ผมมีเพื่อนที่เป็น trader หลายคน ซึ่งทุกคนก็มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของนักลงทุนแนวเน้นพื้นฐานก็คือว่ามักจะไม่มี exit strategy ดังนั้นเมื่อตัดสินใจอะไรผิดพลาดก็มักจะเสียหายหนัก

ปกติแนวคิดของผมมักจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับเพื่อนกลุ่มนี้ แต่ข้อนี้ผมกลับเห็นด้วย เพราะโดยมากสำหรับแวลูอินเวสเตอร์ ถ้าหากเราวิเคราะห์พื้นฐานของกิจการ ผิดพลาด หรือมีปัจจัยภายนอกที่เราคาดไม่ถึงมากระทบอย่างรุนแรง เราก็มักจะทนถือจนราคาลงไปมากเสียแล้ว

วิกฤติทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มักจะกระทบต่อพื้นฐานของบริษัทที่เราลงทุน แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจอีกว่า แวลูอินเวสเตอร์ส่วนมาก มักจะมองข้ามปัจจัยข้อนี้ไป

ผมเคยคิดหาวิธีลงทุนในภาวะวิกฤติอยู่หลายต่อหลายครั้ง และนี่คือแนวทางที่ผมจะปรับตัว หากผมคิดว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะเกิด

อันดับแรกเลยก็คือผมจะพยายามแยกให้ออกว่านี่เป็น crisis จริงๆ หรือเป็นแค่ panic อันที่จริงการพยายามแยกสองภาวะนี้ออกจากกันคงทำได้ไม่ง่าย และกว่าเราจะรู้แน่ชัดว่านี่คือ crisis ก็คงจะเป็นจุดที่เราอยู่ใน crisis เต็มตัวไปแล้ว ที่ผมพยายามจะทำก็คือว่า ผมจะพยายามดูตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายๆตัวประกอบกัน เช่น อัตราเงินเฟ้อ GDP ดุลบัญชีเดินสะพัด ยอดขายรถในประเทศ / ต่างประเทศ ยอดการโอนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ถ้าตัวเลขต่างๆเหล่านี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ผมก็มักจะเชื่อว่า macro ของเรายังดีอยู่ ( แน่นอนว่าผมไม่ใช่ economist ย่อมไม่สามารถตีความตัวเลขเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ ผมเพียงแต่เอาตัวเลขหลายๆตัวมาประกอบ พอให้ผมเห็นภาพใหญ่ได้ว่า macro ของเราแนวโน้มออกไปทางดีหรือไม่ดี ) และผมจะให้น้ำหนักกับการบริหาร port ให้มีความระแวดระวังต่อการเกิด crisis ( ด้วยวิธีต่างๆ ที่ผมจะพูดต่อไป ) ไม่มากนัก

อันดับต่อมา ถ้าหากผมพิจารณาแล้วว่า โอกาสเกิดวิกฤติอยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่ผมจะรู้สึกสบายใจ ผมจะกลับมาพิจารณาพื้นฐานของกิจการที่ผมถืออยู่อย่างละเอียด และผมก็มักจะไม่สบายใจที่จะถือกิจการที่อ่อนไหวกับ macro economic มากๆ ต่อ

กิจการที่ว่า ได้แก่ กิจการที่ค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์ ( commodity ), กิจการที่ขึ้นลงตาม economic cycle เช่น อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ยานยนต์ อิเลกโทรนิค นิคมอุตสาหกรรม, กิจการที่ขายสินค้าหรือบริการที่ฟุ่มเฟือย เช่น กลุ่มการบิน และการท่องเที่ยว และสุดท้าย คือกลุ่มกิจการที่ปล่อยสินเชื่อ และมีความเสี่ยงสูงต่อ NPL ในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่

ทั้งนี้หากกิจการที่ผมถืออยู่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่อ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจมากๆ ดังกลุ่มกิจการข้างต้น ผมก็จะมาดูต่อว่าโดยตัวบริษัทเอง มีเหตุการณ์พิเศษอะไรหรือไม่ที่จะทำให้บริษัทมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจขาลงเป็นพิเศษ เช่น บริษัทอาจจะเป็นบริษัทในกลุ่มค้าปลีก ที่ยอดขายได้รับผลกระทบจาก macroeconomic น้อย แต่บังเอิญว่า ในขณะนั้นบริษัทเพิ่งลงทุนเปิดสาขาใหม่ด้วยเงินกู้หลายพันล้าน เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุการเฉพาะตัวที่จะทำให้ผมไม่สบายใจที่จะถือกิจการนั้นต่อ เพราะเมกะโปรเจคต์ของบริษัท มาเปิดดำเนินงานในช่วงที่อาจจะมีวิกฤติพอดี ทำให้เมกกะโปรเจคต์นั้นล้มเหลว และทำให้บริษัทขาดทุนได้มาก

ถ้าผมพิจารณาแล้วว่ากิจการที่ผมถือครองอยู่นั้น ได้รับผลกระทบน้อยมากจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ผมก็มักจะสบายใจที่จะถือหุ้นต่อ เพียงแต่สิ่งต่อมาก็คือ ผมจะเพิ่มความ conservative ในการพิจารณามูลค่าที่เหมาะสมของบริษัท ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมพิจารณาแล้วว่า หุ้นของผมควรจะเทรดที่พีอี 8 -10 หากเป็นในภาวะปกติ ผมอาจจะยังถือหุ้นอยู่ถ้า หุ้นถูกเทรดที่พีอี 8 และผมยังไม่สามารถหาหุ้นที่ undervalue มากกว่าได้ แต่ในภาวะที่ผมไม่แน่ใจกับ macroeconomic ผมก็มักเพิ่ม MOS ด้วยการตัดสินใจว่าราคาหุ้นเต็มมูลค่าไปแล้วตั้งแต่ pe 8 หรือในกรณีที่ผมประเมิน FV ด้วยการทำ DCF ผมก็มักจะเพิ่มอัตราการคิดลด เช่น จาก 8% เป็น 9%, 10%

ประการสุดท้าย ผมมักจะใช้เงินสดที่เหลือในพอร์ตซื้อหุ้นยากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นเพราะว่า ผมมักจะเลือกลงทุนในหุ้นน้อยกลุ่มลง และมีมุมมองต่อ valuation ที่ conservative มากขึ้น ตามที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นแล้ว ผมยังมักจะอยากจะมีเงินสดจำนวนหนึ่งเหลือไว้เสมอ เผื่อที่จะมีสถานการณ์ที่หุ้น”ถูกอย่างเหลือเชื่อ”

ความกังวลต่อวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจจะเกิด หากจะมองในแง่ดีก็เป็นโอกาสที่จะทำให้เราได้กลับมาทบทวนพื้นฐานและความสามารถในการแข่งขันของกิจการที่เราถือครองอยู่ กิจการที่เรามีความมั่นใจมากพอที่จะถือผ่านวิกฤติ ก็มักจะเป็นกิจการที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน นั่นหมายความว่า หลังจากวิกฤติผ่านไปพอร์ตของเราจะมีแต่หุ้นที่มีคุณภาพสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คือ แล้วผมมีความคิดเห็นอย่างไรต่อวิกฤติประเภทอื่นๆ เช่น วิกฤติทางการเมือง วิกฤติทางการทหาร / การต่างประเทศ, วิกฤติเหล่านี้ ส่วนมากจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทในระยะสั้นๆ แต่แทบไม่มีผลอะไรกับพื้นฐานบริษัทในระยะยาว หากราคาหุ้นในกระดานลดลงเพราะเหตุเหล่านี้ ผมเชื่อว่านี่คือโอกาสที่เราจะหวด “ perfect pitch “

กับดักของ financial ratio : บทเรียนจากหุ้นโรงไฟฟ้า

June 21, 2011 12 comments

VI มือใหม่จำนวนมากมักจะคัดเลือกและตัดสินใจลงทุนกับกิจการใดกิจการหนึ่ง โดยอาศัยการดูอัตราส่วนทางการเงินเป็นหลัก โดยพวกเขาอาจจะคิดว่าหุ้นที่มี PE ต่ำๆ PB ไม่ถึงหนึ่ง Dividend yield มากกว่า 5% เป็นหุ้นที่มี”ราคา”ต่ำกว่า”มูลค่า” และนี่คือหุ้น”แวลู”ที่สมควรลงทุน

การพิจารณาสกรีนหากิจการที่น่าสนใจโดยการอาศัย financial ratio เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีวิธีหนึ่ง, แต่อย่างไรก็ดี การใช้ financial ratio นั้น เหมาะสมเพียงเพื่อจะเป็นการสกรีนหาหุ้นให้เราสนใจเอาไปศึกษาในเชิงคุณภาพต่อ การใช้ financial ratio เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจที่จะซื้อหุ้น เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก เพราะอัตราส่วนทางการเงินเหล่านี้ เป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงเหตุการณ์ในอดีต แต่ไม่ได้บอกว่าเราเลยว่า หลังจากที่เราเข้าซื้อกิจการไปแล้ว บริษัทจะกำไรมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร เราอาจจะซื้อหุ้นที่มี PE, PB ต่ำๆ แต่เราไม่ทันศึกษาว่าหลังจากนั้นผลประกอบการณ์ของบริษัทจะตกต่ำลงเรื่อยๆ และทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงตาม จนเราขาดทุนได้มาก

ผมจะลองยกตัวอย่างหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ามาเปรียบเทียบให้เป็นกรณีศึกษา

ถ้าเราลองมาดูอัตราส่วนทางการเงินของหุ้นโรงไฟฟ้าสามโรงในตลาด ( ใช้ข้อมูล ณ 20 / 6 / 54 )

EGCO PE 7.88 PB 0.84 Div 5.9%
GLOW PE 14.56 PB 2.1 Div 3.9%
RATCH PE 12.35 PB 1.31 Div 5.3%

ถ้าเราใช้แต่อัตราส่วนทางการเงินเหล่านี้ในการพิจารณาซื้อขายหุ้น เราก็จะบอกว่า EGCO เป็นหุ้นที่น่าลงทุนที่สุด เพราะ PE ต่ำ Div สูงเกือบ 6% และราคายังอยู่ต่ำกว่า book value ในขณะที่ GLOW นั้นเป็นหุ้นที่ไม่น่าลงทุนเอาเสียเลย

แต่ก็อย่างที่ผมบอกไว้ตั้งแต่แรกว่า อัตราส่วนทางการเงินเป็นเรื่องของความสามารถในการทำกำไรในอดีต แต่ผลประกอบการในอนาคตต่างหากที่จะเป็นตัวกำหนดราคาของหุ้น

ถ้าเราดูแต่ Financial ratio แล้วตัดสินใจซื้อ EGCO, สิ่งที่จะตามมาก็คือเรากำลังจะเผชิญกับการลดลงของผลกำไรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเนื่องจากโรงไฟฟ้าที่เป็นรายได้หลักเกินกว่าครึ่งของบริษัทอันได้แก่ โรงไฟฟ้าระยอง ( 1,232 MW ) จะหมดสัญญาในปี 2558 และโรงไฟฟ้าขนอม ( 800 MW ) จะหมดสัญญาในปี 2559

ซึ่งถ้าทาง EGAT ( การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ) ไม่ต่อสัญญาให้กับทาง EGCO ก็เป็นที่แน่นอนว่า ผลกำไรของ EGCO จะหายไปเกินกว่าครึ่ง และราคาที่เราเห็นจากอัตราส่วนทางการเงินว่า”ถูก”ในวันนี้ หลังจากปี 58 เป็นต้นไปอาจจะกลายเป็น”แพงมาก” และทำให้ราคาปรับลดลงอย่างรุนแรง

หรือแม้แต่ถ้า EGAT ต่อสัญญาให้ แน่นอนว่า ค่าไฟที่ EGAT จะจ่ายให้กับ EGCO ก็ต้องต่ำลงกว่าในปัจจุบัน ทำให้ผลกำไรของ EGCO ต้องลดต่ำลงอยู่ดี ( ร่วมกับ EGCO จะยังไม่มีกำลังการผลิตใหม่เข้ามานอกจาก SPP ขนาดเล็ก ( 375 MW ) ในปี 58 )

ตรงกันข้ามกับ GLOW ที่ในช่วงอีกปีสองปีต่อจากนี้จะมีกำลังการผลิตเข้ามาใหม่ถึง 1176 MW ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มถึง 63% ของกำลังการผลิตเดิม ซึ่งถ้าคิดแบบง่ายๆเลยว่า กำลังการผลิตเพิ่ม 63% ผลกำไรก็น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยๆ 63% แต่ถ้าคำนวณแบบละเอียดจริงๆ จะพบว่า ผลกำไรของ GLOW จะเพิ่มมากกว่านั้น เนื่องจากโรงไฟฟ้าใหม่ที่เข้ามา สามารถผลิตไฟได้มีประสิทธิภาพมากกว่าและใช้ต้นทุนเชื้อเพลิงน้อยกว่าโรงเก่า รวมทั้งลักษณะสัญญาขายไฟที่ช่วงแรกจะขายได้ราคาต่อหน่วยมากกว่าช่วงท้ายของสัญญา

ในปี 2013 -2014 เมื่อโรงไฟฟ้าใหม่เดินเครื่องเต็มที่แล้ว, GLOW น่าจะมีกำไรแตะถึงหลักหมื่นล้าน ( คิด EPS ประมาณ 7 บาท ) ซึ่งทำให้ PE ในตอนนั้นลดลงเหลือไม่ถึง 7 เปรียบเทียบกับ PE 14.5 ที่ดูเหมือนว่าจะ”แพง”จนไม่น่า”ลงทุน”ในเวลานี้

สำหรับ RATCH นั้น ถูกเทรดที่อัตราส่วนทางการเงินที่อยู่ระหว่าง GLOW กับ EGCO ซึ่งก็สมเหตุสมผล ที่ RATCH จะถูกเทรดอยู่ตรงกลางระหว่างอีกสองเจ้า เพราะ RATCH ไม่ได้มีโปรเจคในมือที่จะเพิ่มผลกำไรในอนาคตชนิดที่ชัดเจนแบบ GLOW ( RATCH มีการลงทุนใหม่ๆ แต่ก็ยังเป็นที่น่าสงสัยว่าผลตอบแทนจะคุ้มค่ากับต้นทุนทางการเงินหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นของ EDL GEN หรือการซื้อกองทุนสาธารณูปโภคที่ออสเตรเลีย ) แต่โรงไฟฟ้าหลักของ RATCH ก็ไม่ได้ใกล้จะหมดอายุสัมปทานแบบ EGCO ( อย่างน้อยผถห.ก็สบายใจได้ว่า แม้การลงทุนใหม่ๆจะได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า อย่างน้อยผลกำไรจากโรงเก่า ก็จะไม่น้อยลงไปกว่าเดิม )

Money Talk : หมอไรเตอร์

June 6, 2011 1 comment

รายการมันนี่ทอล์คที่สัมภาษณ์ผมครับ

ตามลิงค์ข้างล่างนี่เลย

http://blip.tv/sorawut/money-talk-%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99-5228943

บรรยากาศค่อนข้างฮาเฮครับ เพราะผมสนิทกับอ.ไพบูลย์ 🙂

How to create a more perfect Neff’s portfolio

January 27, 2011 9 comments

ผมลงทุนในหุ้นปีนี่เป็นปีที่ 4 ถ้านับเฉพาะการลงทุนในแนวเน้นคุณค่าก็เป็นปีที่ 3 ใครที่รู้จักผม หรือเคยติดตามงานเขียนของผมมาบ้าง จะพอทราบว่าผมลงทุนในแนวเน้นคุณค่าโดยใช้สไตล์การเลือกหุ้นแบบจอห์น เนฟฟ์ ( Low PE stock ) เป็นหลักมาตั้งแต่แรกเริ่ม แม้ว่าช่วงหลังสไตล์การลงทุนของผมจะมีความหลากหลายไปกว่าการลงทุนในยุคแรกๆ อยู่มาก อันเนื่องมาจากผมมีประสบการณ์และความชำนาญในการวิเคราะห์ธุรกิจมากขึ้นทำให้ผมกล้าที่จะลงทุนในหุ้นเติบโต และหุ้นวัฎจักร

วันนี้บังเอิญผมได้มีโอกาสอ่านทวนบทความเดิมของตัวเอง  (“ การแรกสู่การลงทุนแบบ VI : ลงทุนแบบจอห์น เนฟฟ์ “)  ทำให้นึกถึงแนวคิดของตัวเองในขณะนั้น ( ซึ่งเป็นช่วงที่ผมเริ่มนำแนวทางของเนฟฟ์มาใช้แรกๆ )  เปรียบเทียบกับความคิด ณ ตอนนี้ หลังจากผ่านประสบการณ์ลงทุนจริงในหุ้นแบบเนฟฟ์มา

ประสบการณ์ในการลงทุนแบบเนฟฟ์ในช่วงสองปีที่ผ่านมาทำให้ผมเห็นถึงทั้งจุดแข็งและข้อด้อยบางประการของการลงทุนสไตล์นี้ และทำให้ผมตกผลึกความคิดบางอย่าง ซึ่งทำให้ผมลงทุนแบบจอห์น เนฟฟ์ได้ดียิ่งขึ้น

จุดแข็งของการลงทุนสไตล์นี้ก็เป็นอย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ในบทความก่อน ว่าเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องอาศัยความชำนาญในการวิเคราะห์ธุรกิจมากมายนัก และเป็นการลงทุนที่โอกาสขาดทุนหนักๆน้อยมาก ซึ่งจากประสบการณ์ของผมที่ถือหุ้นแบบเนฟฟ์ผ่าน panic sell สองครั้งคือ วิกฤติราชประสงค์ 98 ศพ และข่าวลืออัปมงคล ผมพบว่าหุ้นแบบเนฟฟ์ลงไปน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมของตลาด และถึงผมจะแพนิค ขายหุ้นแบบเนฟฟ์ไปในวันนั้น ผมก็ยังกำไรอยู่  3-5% ( โดยยังไม่รวมปันผล )

ประเด็นที่ผมอยากจะพูดให้ฟังในวันนี้มากกว่าก็คือข้อด้อยของการลงทุนในสไตล์ของเนฟฟ์ จริงอยู่ที่ว่าหุ้นแบบเนฟฟ์มีความปลอดภัยสูงมาก และมีโอกาสจะได้ผลตอบแทนเป็นเด้งๆ หากตลาดมองกลับมาเห็นคุณค่าและปรับพีอีให้ แต่ปัญหาที่พบได้บ่อยๆ กับการลงทุนในหุ้นสไตล์นี้ก็คือ หุ้นในพอร์ตของผมจำนวนหนึ่งจะเจอปัญหา ”ถูกเรื้อรัง” เข้าเล่นงาน ซึ่งหุ้นเหล่านี้ถึงแม้ว่าเราจะเห็นว่ามันถูก มี PE ที่ต่ำ และมีปันผลในระดับที่น่าพึงพอใจ แต่ว่าหุ้นเหล่านี้เมื่อเราถือไปนานๆ ( อาจจะเป็นหลักปี ) ราคาก็มักจะไม่ไปไหน, PE ต่ำอย่างไรก็ยังต่ำอยู่วันยังค่ำ ผลตอบแทนที่เราได้มักจะเป็นแค่ปันผลปีละ 7 -8% เท่านั้น

อันที่จริง ถ้าเราตั้ง mindset ไว้ว่าเราอยากได้ผลตอบแทนในระดับที่สมเหตุสมผล ประมาณปีละ 10 -15% การลงทุนแบบนี้ก็เป็นคำตอบที่ดี เนื่องจากเฉพาะจากปันผล ผลตอบแทนของเราก็ยืนพื้นที่  7-8% ต่อปีไปแล้ว ยังไม่นับว่าหุ้น low PE ของเราอาจจะได้รับการปรับพีอีอีกด้วยก็ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ผมตั้งใจที่จะพยายามทำให้การลงทุนแบบเนฟฟ์นั้น “ perfect ยิ่งไปกว่าเดิม “ กล่าวคือ นอกจากจะรักษาจุดแข็งของการ”ขาดทุนยาก” ในแบบเนฟฟ์ดั้งเดิมแล้ว ผมควรจะต้องหาวิธีที่จะกำจัดข้อด้อยของการที่จะถูกหุ้นถูกเรื้อรังเล่นงาน ออกไปด้วย

ผมลอง track ข้อมูล ของหุ้นแบบเนฟฟ์ที่ผมลงทุน ทั้งตัวที่ผมได้ผลตอบแทนอย่างงาม และตัวที่ผมถูกหุ้นถูกเรื้อรังเล่นงาน มาเปรียบเทียบกัน

ความแตกต่างที่ผมพบก็คือหุ้นที่ผมได้ผลตอบแทนมากๆ มักจะเป็นหุ้นที่มีจุดเปลี่ยนที่ทำให้มุมมองของตลาดต่อหุ้นนั้นเปลี่ยนไป ( ต่อไปผมจะเรียกว่าจุดปลดล็อค ) เทียบกับหุ้นที่ถูกเรื้อรัง ซึ่งมักจะไม่มีจุดปลดล็อคเช่นนี้

เพื่อจะอธิบายเรื่องจุดปลดล็อค ผมจะลองยกตัวอย่างหุ้นที่ผมประสบความสำเร็จและที่ไม่ประสบความสำเร็จมาให้เพื่อนนลท.ได้ฟังสักสองสามตัว

หุ้นตัวนึงที่ผมได้ผลตอบแทนมาเกิน 100% คือ MOONG ( ผมซื้อต้นทุน 2.4 และถืออยู่ประมาณปีครึ่ง จนได้ไปขายที่ 4.8 -5 บาท )

หุ้นตัวนี้แรกเริ่มเดิมที ตลาดเข้าใจผิดว่าเป็นหุ้นที่ไม่โต เพราะคิดว่าตลาดแม่และเด็กอิ่มตัวไปเรียบร้อยแล้ว จากการที่อัตราการเกิดในประเทศไทยลดลงทุกปี ตลาดจึงให้พีอีกับมุ่งต่ำมาก ( ราคาที่ผมซื้อแค่ประมาณ 5 ) แต่สิ่งที่ตลาดไม่ได้ recognize ก็คือว่ามุ่งถือหุ้นใน Thai Pigeon (  ซึ่งเป็นโรงงานหลักของ Pigeon corp ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งไปขายทั่วโลก ) ถึง 47% และที่สำคัญ pigeon corp กำลังจะบุกตลาดอินเดีย ดั้งนั้นโอกาสในการโตของ Thai Pigeon ยังมีอีกมาก

ผมถือหุ้นตัวนี้ประมาณปีครึ่ง และมุ่งก็เติบโตอย่างแข็งแกร่งให้ตลาดได้เห็นติดต่อกันสามสี่ไตรมาส อันเป็นจุดปลดล็อคให้ตลาดรู้ว่าตัวเองเข้าใจมุ่งผิดมาตลอดและทำให้ตลาดยอมปรับพีอีให้มุ่งจน ทำให้ผมได้กำไรมากว่า 100%

หุ้นตัวที่สองที่ผมได้กำไรมามากคือ RS ( ผมซื้อต้นทุน 2.2  และไปขายหนักๆจนเกือบหมดที่ 3.5 -3.6 บาท )

RS ณ ขณะที่ผมซื้อมี forward PE ( ซึ่ง E ผมคิดจากกำไรที่ไม่มีบอลโลก ) อยู่แค่ที่ 7  ซึ่งห่างจากหุ้นบันเทิงอันดับหนึ่งคือ GRAMMY ที่เทรดที่ PE 15 -16 อยู่กว่าเท่าตัว

ซึ่งเหตุผลที่ตลาดให้พีอี RS ต่ำกว่าแกรมมี่ขนาดนั้น เป็นเพราะตลาดไปเข้าใจว่า RS จะดีแค่ปีนี้ปีเดียว ที่ได้ one time gain จากบอลโลก ทั้งๆที่ความจริงแล้วตัว core biz ของ RS เอง กลับมาดีตั้งแต่ปลายปีที่แล้วแล้ว ซึ่งเป็นผลพวงจากการที่ผบห.ปรับเปลี่ยน biz model หันมาขายเพลงแบบ totally digital และการทำโปรโมชั่น supermao ทำให้บริษัทมี recurring income และมีมาร์จินที่ดีกว่าเดิมมาก ( เพราะไม่ต้องลงทุนกับ physical media อย่างเทป ซีดี )

การลงทุนใน RS ของผม ที่จริงผมมองกรอบการลงทุนที่ 1 ปี โดยผมเชื่อว่า เมื่อตลาดเห็นผลประกอบการณ์ของ RS ในปี 54 ที่กำไรอย่างแข็งแกร่งติดต่อกันสัก 3 -4 ไตรมาส ตลาดน่าจะปรับพีอีให้ หรือมองช่วงสั้นปันผลที่ประมาณ 20 สต ก็น่าจะเป็นอีกจุดปลดล็อค เพราะ yield ณ จุดที่ผมซื้อสูงถึง 9%

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่า ตลาดจะรับรู้ถึงความดีความงามของ RS อย่างรวดเร็ว เพราะผบห.ขยันให้ข่าว และซื้อหุ้นของตัวเองมาตลอดทาง ทำให้ตลาดปลดล็อคและปรับพีอีให้ RS ในที่สุด

หุ้นตัวที่ผมถูกอาการถูกเรื้อรังเล่นงานคือ SENA

SENA เป็นหุ้นที่ผมเคยมองว่า undervalue มากๆ ด้วย pe แค่สี่กว่าๆ แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมลืมมองไปคือว่า หุ้นอสังหาขนาดเล็กถูกเทรดที่พีอี 4 -5 มีมากมาย และตลาดก็ไม่เคยมองว่าบริษัทอสังหาจะทำกำไรได้สม่ำเสมอ แม้ว่าสถิติใน”อดีต”ของบริษัทที่เราถือ จะดีเยี่ยมขนาดไหนก็ตาม

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา concept เรื่องตัวปลดล็อคของผมตกผลึกมากขึ้น ทำให้ผมย้อนกลับมามอง SENA และยังมองไม่เห็นตัวปลดล็อคที่ว่า ผมจึงยอมขายไปในราคาแถวๆ  2.10 ( อันที่จริงต้นทุนผมอยู่ที่ 1.8 และรับปันผลไปสองรอบ… หุ้นที่ผมล้มเหลวกับแนวทางของเนฟฟ์ ก็ยังได้ผลตอบแทนประมาณ 15% จากระยะเวลา 1.5 ปี )

หุ้นอีกตัวที่อยู่ใน watch list ของผมมานานแต่ผมไม่ตัดสินใจลงทุนสักที เพราะผมยังไม่เห็นจุดปลดล็อค ก็คือ PM

ครั้งแรกที่ผมสนใจ PM นั้น PE อยู่แค่ที่ 4 กว่าๆ แต่ผมก็ยังมองว่าตลาดน่าจะยังมีมุมมองต่อ PM อย่างเดิม เพราะ PM มีปัญหาเรื่องผลประกอบการณ์ที่ค่อนข้างแกว่ง ( ผลประกอบการณ์จากธุรกิจทูน่าค่อนข้างจะ unpredictable ) หวังปันผลมาปลดล็อคก็ยังติดปัญหา ขาดทุนสะสม รวมทั้งเรื่องความเทาของผบห. ที่มีรายการระหว่างกันเยอะแยะไปหมด

สุดท้ายหุ้นตัวนี้ก็ถูกเรื้อรังอย่างที่ผมคิด ราคาปัจจุบันปรับตัวมาแค่ประมาณ 25% ซึ่งก็ถือว่า underperform มากเมื่อเทียบกับ SET

สำหรับเพื่อนนลท.ที่ใช้ไสตล์การเลือกหุ้นแบบเนฟฟ์ ผมอยากให้ฝากคำถามสักสองคำถามให้ท่านกลับไปคิด ก่อนตัดสินใจลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง คำถามแรกก็คือ หุ้นถูกเทรดที่พีอี ต่ำเพราะอะไร และคำถามที่สองคือ อะไรที่จะทำให้ตลาดมองหุ้นต่างไปจากเดิม

หากท่านตอบคำถามสองข้อนี้ได้ ผมเชื่อว่า Neff’s porfolio ของท่านจะมีผลตอบแทนที่ perfect ยิ่งกว่าเดิม

ก้าวแรกสู่การลงทุนแบบ VI : ลงทุนอย่างจอห์น เนฟฟ์

January 26, 2011 13 comments

โดยปกติเวลามี เพื่อนนลท. หน้าใหม่ มาขอคำปรึกษาเรื่องหลักการลงทุน ผมก็มักจะแนะนำให้ศึกษาจากตำราของทั้งฟากเทคนิค และฟากแวลู จากนั้นให้ลองเทรดดูว่าระบบการเทรดแบบไหนที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุด

แต่ ปัญหาที่ผมได้พบเสมอๆ ก็คือ เพื่อนนลท.หน้าใหม่เหล่านั้น มักจะกลับมาบ่นอยู่เสมอๆ ว่า การลงทุนแบบแวลูนั้นยาก และต้องใช้ความรู้ความเข้าใจในหลายๆ เรื่อง ทั้งการมองธุรกิจ บัญชี เศรษฐกิจมหภาค ทำให้เพื่อนนลท.หน้าใหม่เหล่านั้น มักจะหมดความพยายามในการที่จะศึกษา และทำความเข้าใจ เกี่ยวกับการลงทุนในแนวนี้

ที่จริง”หลักการ”ของการลงทุนแบบแวลูนั้น ง่าย เพียงแค่ท่านซื้อกิจการของบริษัทในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของมัน เท่านี้ก็นับเป็นการลงทุนแบบแวลูแล้ว

แต่จากหลักการข้างต้น ก็ได้มีการพัฒนา”แนวทาง”ในการประยุกต์หลักการข้างต้นมาอีกมากมาย

แนว ทางหนึ่ง ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นกระแสหลักของการลงทุนแบบแวลูในปัจจุบัน คือแนวทางของ วอร์เรน บัฟเฟต์ ที่เน้น ในเรื่องของคุณภาพของกิจการ… เพราะบัฟเฟต์เชื่อว่า กิจการที่มียอดเยี่ยม มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยืน และมีผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถร่วมกับมีธรรมาภิบาลที่ดี ย่อมต่อยอดสะสม”มูลค่า”ของกิจการให้เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้อย่างไม่มีขีดกำจัด

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าแนวทางของบัฟเฟต์นั้น ยอดเยี่ยมเพียงใด แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาของแนวทางการลงทุนอย่างบัฟเฟต์ จำเป็นต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจในหลายเรื่องๆ รวมทั้งการมองธุรกิจในระยะยาวอย่างแม่นยำ ซึ่งก็มักจะเป็นปัญหากับนลท.หน้าใหม่ ดังที่ผมเรียนไว้ข้างต้น

ผมเลย มาลองคิดดูว่า มีแนวทางการลงทุนแบบแวลู ที่ลดความซับซ้อน และไม่ต้องอาศัยความเข้าใจในศาสตร์ทางธุรกิจมากมายอะไรขนาดนั้นไหม เพื่อที่จะเป็นก้าวแรกของนลท. ที่สนใจการลงทุนแบบแวลู

เมื่อนึกถึง แนวทางการลงทุนแบบแวลู ที่ไม่ต้องสนใจความเป็นไปทางธุรกิจ หรือต้องมาสนใจงบการเงินมากมายนัก ผมนึกถึงการลงทุนแบบเบน เกรแฮม ( ซึ่งเป็นอาจารย์ของบัฟเฟต์อีกที ) และ จอห์น เนฟฟ์

แต่อย่างไรก็ดีการ ลงทุนแบบเกรแฮม ออกจะสุดโต่งไปสักหน่อย ( ในทัศนะของผมเอง ) เนื่องจากเกรแฮม แทบจะไม่ให้ ความสำคัญกับตัวธุรกิจเลย ซึ่งเกรแฮมเองก็ยอมรับจุดบอดจุดนี้ในกลยุทธ์ของตัวเอง เกรแฮมจึงพยายามกระจายการถือครองหุ้นในหลายๆ ตัวในพอร์ตโฟลิโอ รวมทั้งกำจัดหุ้น”ถูกเรื้อรัง” ด้วยการขายหุ้นที่ถือครองแล้วราคาไม่ไปไหนเกินสองปี

ผมจึงสนใจการลง ทุนในแบบของเนฟฟ์มากกว่า เพราะแม้เนฟฟ์จะเน้นที่ราคาของหุ้นที่ถูกมากๆ เช่นเดียวกับเกรแฮม แต่เนฟฟ์ก็ยังให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจ ( ดังที่ผมจะได้กล่าวต่อไป )

จอห์น เนฟฟ์เป็นผู้จัดการกองทุน Windsor ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในอเมริกา ซึ่งตลอดเวลา 32 ปีที่เค้าบริหารกองทุนนี้ สินทรัพย์ของกองทุนเพิ่มขึ้นถึง 57 เท่า หรือเปรียบเทียบเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 13.7% ( เทียบกับผลตอบแทนเพียง 22 เท่าของดัชนี S&P 500 )

วิธีการลงทุนของเนฟฟ์ ค่อนข้างจะเข้าใจง่ายกว่า แนวทางแบบบัฟเฟต์ เนื่องจากเนฟฟ์ใช้อัตราส่วนทางการเงินเพียงไม่กี่ตัวในการประเมินหุ้นแต่ละ ตัว และการลงทุนแบบเนฟฟ์ ไม่ได้อาศัยความเข้าใจทางธุรกิจมากมายนัก

หลัก การง่ายๆของเนฟฟ์คือ ให้เลือกลงทุนในหุ้นที่มี PE ต่ำๆ มีการเติบโตพอประมาณ และมี Total return ratio ที่สูงกว่าตลาด สองเท่าขึ้นไป

เหตุผลที่เนฟฟ์เลือกลงทุนในหุ้นที่มี PE ต่ำๆ เนื่องจาก PE ที่ต่ำแสดงถึงการคาดหวังของตลาดต่อการเติบโตของกำไรของบริษัทที่ค่อนข้าง น้อย ดังนั้นหากกำไรในอนาคตของบริษัทเติบโตขึ้นได้มากกว่าที่ตลาดคาดหวัง ก็มีโอกาสที่ราคาหุ้นจะดีดตัวขึ้นมา 50 – 100% ( จากการที่ตลาดปรับ PE ให้ ) เช่น หุ้นของบ. A เคยทำ EPS ได้ 2 บาท และเทรดกันที่ PE 5 ( = 10 บาท ) ต่อมาบริษัทสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง สามารถเพิ่มกำไรได้จนมาอยู่ที่ 2.2 บาทต่อหุ้น วันดีคืนดีตลาดอาจจะเห็นคุณค่าของหุ้นตัวนี้และปรับ PE ให้เป็น 8 ละหุ้นตัวนั้นขึ้นไปเทรดกันที่ 17.6 บาท เป็นต้น

ในทำนอง ตรงข้าม หากบริษัทเติบโตได้น้อยกว่าที่เราคาดการณ์ โอกาสขาดทุนหนักๆ ของเราก็แทบจะไม่มี เนื่องจากตลาดไม่ได้คาดหวังจากหุ้นตัวนี้ และเทรดใน PE ที่ต่ำอยู่แล้ว ( นอกจากนี้ PE ที่ต่ำยังจะส่งผลให้ dividend yield สูงโดยอัตโนมัติ ซึงจะเป็นเครื่องป้องกันการลงของราคาแรงๆ อีกทางหนึ่ง )

PE เท่าไร ที่เนฟฟ์จะเรียกว่าต่ำ ? โดยทั่วไปเนฟฟ์ให้หลักว่า หุ้นที่จะซื้อควรมี PE ต่ำกว่า PE ของตลาดประมาณ 40 – 60%

หลักข้อต่อมาของเนฟฟ์คือ หุ้นที่ซื้อควรจะเป็นกิจการที่เติบโตพอประมาณ โดยที่เนฟฟ์ให้ตัวเลขไว้ว่าควรจะมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในช่วง 6 – 20% ติดต่อกันหลายๆ ปี และควรจะเป็นอุตสาหกรรมที่ดูน่าเบื่อ ( ตัวอย่างของเนฟฟ์คือ ทองแดง และปูนซีเมนต์ )

ถ้าจะพิจารณาหลักการข้อ นี้ของเนฟฟ์ จะพบว่าที่จริงก็เป็นการวิเคราะห์อนาคตของธุรกิจ และกำไรที่ยั่งยืนแบบที่บัฟเฟต์ชอบทำ แต่เนฟฟ์ทำให้เป็นเรื่องง่าย ด้วยการใช้ข้อมูลในอดีตมาเป็นตัวสกรีนธุรกิจอย่างคร่าวๆ ด้วยการใช้ตัวเลขการเติบโตของกำไรสุทธิในหลายๆปีที่ผ่านมา ( หากกำไรเติบโตได้ติดต่อกันหลายๆ ปีได้ ก็น่าเชื่อได้ว่าบริษัทน่าจะมีความได้เปรียบบริษัทคู่แข่งอะไรสักอย่าง และก็เชื่อได้เช่นกันว่า E ในปีต่อๆไป ก็น่าจะรักษาการเติบโตในระดับนี้ไว้ได้ )

นอกจากนี้หากหุ้นที่เรา เลือกอยู่ในอุตสาหกรรมที่ดูน่าเบื่ออย่างเช่นที่เนฟฟ์ชอบ ก็จะยิ่งให้ความมั่นใจได้อีกว่าบริษัทน่าจะรักษาการเติบโตในระดับเดียวกับ อดีตได้ต่อไปอีกในอนาคต เพราะตลาดของสินค้าเหล่านี้มักไม่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง แบบเดียวกับสินค้าเทคโนโลยีที่ร้อนแรง และตัวอุตสาหกรรมเองก็มักจะเข้าใจง่าย พอที่จะทำให้เราคาดเดาถึงผลประกอบการในอนาคต – เนฟฟ์เคยยกตัวอย่างว่าระหว่างให้คาดเดายอดขายของบริษัทผลิตชิพรุ่นใหม่ กับยอดขายของบริษัทผลิตทองแดง เนฟฟ์ขอเลือกอย่างหลัง )

สาเหตุที่ เนฟฟ์ไม่ลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตมากกว่า 20% ต่อปี เนื่องจากเนฟฟ์มองว่าอุตสาหกรรมที่เติบโตมากกว่า 20% ต่อปีมักจะเป็นอุตสาหกรรมร้อนแรง ซึ่งส่วนใหญ่ตลาดก็มักจะเทรดกันบนความคาดหวังสูงๆ ( นั่นก็คือ PE สูงๆ ) และอุตสาหกรรมที่เติบโตในระดับนั้นได้ก็มักจะเป็นอุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่ตลาด ยังไม่อิ่ม ทำให้ทำนายถึงผลประกอบการในอนาคตได้ลำบาก ( ซึ่งตรงข้ามกับอุตสาหกรรมที่ดูน่าเบื่อ )

หลักข้อสุดท้ายของ เนฟฟ์คือการประเมิน Total return ratio

Total return คือ ผลตอบแทนทั้งหมด ที่นลท จะได้จากการลงทุนในหุ้นตัวหนึ่ง = การเติบโตของกำไร + dividend yield
เช่นกำไรของบ. A โตขึ้น 10% และปีนี้บ. จ่ายปันผลออกมา 3% ดังนั้น total return = 13%
หากเราเอา Total return มาหารด้วยความถูกความแพงของหุ้น ( ซึ่งก็คือ PE ) เราจะได้เป็น Total return ratio ออกมา

เช่นหุ้นของ บ. A เทรดกันที่ PE 5 เราก็จะได้ Total return ratio ของหุ้น บ. A = 13 / 5 = 2.6

Total return ratio บอกอะไรกับเรา ? ค่า TRR เป็นตัวบอกถึงผลตอบแทนที่เราคาดว่าจะได้จากการลงทุนในหุ้นตัวนี้ โดยเทียบกับต้นทุนของความถูกความแพงของหุ้นที่เราซื้อ ( จะเห็นได้ว่าถ้าเราซื้อหุ้นที่ PE แพงๆ แม้ผลการดำเนินงานและปันผลจะออกมาดี แต่ return rate ก็จะออกมาต่ำเนื่องจากต้นทุนที่เราจ่ายค่อนข้างแพง ตรงกันข้ามกับหุ้น PE ต่ำ ที่มักจะให้ return rate ที่สูงกว่า ขอเพียงแค่ผลการดำเนินงานและปันผลออกมาในระดับที่ใช้ได้ )

ปกติเนฟฟ์ จะเลือกลงทุนในหุ้นที่ให้ TRR มากกว่า TRR ของตลาด 2 เท่าขึ้นไป

สรุปหลักการของเนฟฟ์

– เลือกลงทุนในหุ้นที่ PE ต่ำๆ ( ต่ำกว่า PE ตลาด 40 – 60% )
– มีกำไรเติบโตพอประมาณ ( โต 6 – 20% ต่อเนื่องกันหลายๆ ปี และควรจะเป็นอุตสาหกรรมที่คาดเดาผลประกอบการได้ง่าย )
– TRR มากกว่า 2 เท่าของตลาด

ลองเอาหลักการของเนฟฟ์มาประยุกต์กับตลาดไทยนะครับ

– PE ตลาดตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 24 ดังนั้นหุ้นที่เราเลือกไม่ควรมี PE เกิน 10 – 13
– ตลาดบ้านเราไม่ค่อยมีธุรกิจที่ร้อนแรงพวกเทคโนโลยี หรือหุ้นดอตคอม อย่างในอเมริกาอยู่แล้ว คิดว่าหุ้นบ้านเราน่าจะเข้าข่ายหุ้นน่าเบื่อได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นหุ้นวัฏจักร และ commodity
– TRR : ข้อมูลล่าสุด yield = 3.8%, Growth ( ไม่รวมกลุ่มทรัพยากร ) = 5.2% ( เทียบกับไตรมาสสอง ) ดังนั้น TRR ของตลาด ณ ขณะนี้คือ 5.2 + 3.8 / 24 = 0.38 ดังนั้น หุ้นที่เราเลือกควรมี TRR > 0.76

หมายเหตุประกอบบทความ

1 ที่จริงสไตล์การลงทุนของเนฟฟ์ยังมีอีกหลายรูปแบบนะครับ เช่น ลงทุนในบริษัทยอดเยี่ยม แต่มีเหตุการณ์ไม่ปกติทำให้ราคาหุ้นถูก discount ลงมามาก หุ้นวัฎจักร หุ้นที่มีกระแสเงินสดเยอะๆ แต่แนวทาง PE ต่ำเป็นแนวทางที่เนฟฟ์ใช้บ่อยที่สุด และมีคนอ้างถึงบ่อยที่สุดเช่นกัน ( สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม อ่านได้ใน “ลงทุนแบบจอห์น เนฟฟ์” ครับ )

2 หุ้นทุกตัวของเนฟฟ์มีไว้เพื่อขาย จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์การเน้นราคามากกว่าคุณภาพของเนฟฟ์ ทำให้เมื่อวันนึงตลาดปรับราคาของหุ้นให้มาอยู่ในจุดที่เหมาะสม คุณก็จำเป็นต้องขายหุ้นตัวนั้น ( เพราะคุณซื้อมันด้วยเหตุผลว่ามันถูก พอมันไม่ถูกก็ไม่มีเหตุผลที่จะถือต่อ )

3 โดยส่วนตัว ผมก็ยังเชื่อในแนวทางของบัฟเฟต์มากกว่า ( บริษัทที่ได้เปรียบอย่างยั่งยืนในราคายุติธรรม ) บทความนี้ผมเพียงจะเรียนให้เพื่อนนลท ทราบถึงแนวทางการลงทุนของ VI ระดับตำนานท่านอื่นๆ และผมเล็งเห็นว่าแนวทางของเนฟฟ์ค่อนข้างง่าย และอาจจะเหมาะสมกับเพื่อนนลท. ที่เพิ่งเริ่มศึกษาการลงทุนแนวนี้

4 อันนี้เป็นทัศนะของผมเอง ผมมองว่าหากเพื่อนนลท จะนำหลักการลงทุนแบบเนฟฟ์ไปใช้ ควรจะมีการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตโฟลิโอพอสมควร ( ด้วยการถือครองหุ้นหลายตัวในหลายอุตสาหกรรม ) เนื่องจากการลงทุนในแนวของเนฟฟ์ ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับข้อมูลในเชิงคุณภาพน้อย ซึ่งบางครั้งปัญหาทางธุรกิจหลายๆอย่างก็อาจจะไม่ได้สะท้อนออกมาในอัตราส่วน ทางการเงิน