Archive

Posts Tagged ‘เทคนิคอล’

Cash is sin Vs Cash is king

January 30, 2012 8 comments


ผมเป็นแวลูอินเวสเตอร์มา ปีนี้ก็เข้าปีที่ห้า แนวคิดหลักในการลงทุนของผมตั้งแต่วันแรกจนวันนี้แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยกเว้นความคิดเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก นั่นก็คือเรื่องของการถือครองเงินสด

การลงทุนของผมในช่วงแรกค่อนข้างจะออกแนว”บู๊”มากพอสมควร คือผมมักจะมองไปที่หุ้นคุณภาพกลางๆที่ราคาถูกมากๆ แต่กำลังจะมีเหตุการณ์พิเศษมาเป็นตัวปลดล็อคให้ราคาของหุ้นวิ่งไปถึงราคาที่ผมคิดว่าควรจะเป็น

และที่สำคัญผมมักจะถือหุ้น 100% ตลอดเวลา เพราะผมเชื่อว่าเงินสดคือการเสียโอกาส ( cash is sin ) และการถือหุ้น 100% จะเป็น”สูตรลัด”ในการเร่งความรวยให้ผมไปถึงอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้น

ต่อเมื่อผมผ่านประสบการณ์การลงทุนมานานขึ้น ผมกลับเริ่มตระหนักว่า ความคิดในการลงทุนของผมยุคแรกๆ นั้นค่อนข้างจะ”เสี่ยง”และ”กล้าได้กล้าเสีย”มากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดเรื่องการพยายามจะถือหุ้น 100% ตลอดเวลา

ประการแรก การถือหุ้น 100% ทำให้พอร์ตของผมไม่ค่อย flexible ในการปรับตัว โดยเฉพาะในเวลาที่ตลาดปรับตัวลงมาอย่างไม่คาดฝัน การไม่มีเงินสดในมือ ทำให้ผมขยับตัวลำบาก บางจังหวะผมอาจจะเห็นหุ้นคุณค่าที่น่าสนใจเพราะตลาดปรับตัวลงมามาก แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าผมไม่มีเงินสดพอที่จะซื้อ ครั้นพอผมจะขายตัวที่ผมถือมีอยู่ในพอร์ตอยู่มาซื้อ ก็เป็นที่น่าเสียดายอีกว่า หุ้นตัวที่ผมถือก็ปรับตัวลงมามากเช่นกัน จนราคาต่ำกว่ามูลค่าเกินเสียกว่าที่ผมจะขายลง

ประการที่สอง การพยายามจะถือหุ้น 100% ตลอดเวลา ทำให้ผมต้องขวนขวายหาหุ้นใหม่ๆ มาเข้าพอร์ตอยู่เสมอ โดยเฉพาะหลังจากที่ผมขายหุ้นตัวเก่าที่ผมเห็นว่าเต็มมูลค่าออกไป ซึ่งการพยายามจะมีหุ้นในพอร์ตตลอดเวลานี้ ทำให้บางครั้ง”เกณฑ์”ในการคัดเลือกหุ้นของผมหย่อนยานลงไป บางครั้งผมก็ซื้อหุ้นที่ผมยังมีข้อสงสัยหรือยังไม่เข้าใจในตัวกิจการอย่างถ่องแท้ หรือบางครั้งผมกัดฟันซื้อหุ้นที่มี upside / margin of safety ไม่มาก เพียงเพราะผมไม่สบายใจที่จะมีเงินสดในพอร์ตเท่านั้นเอง

ประการที่สามคือการถือหุ้น 100% จะทำให้เรา”บาดเจ็บ”อย่างหนักได้ หากมีภาวะวิกฤติเกิดขึ้นมา ผมเคยเขียนถึงแนวทางที่ผมจะทำหากผมคิดว่าจะเกิด economic crisis ขึ้นมา ( บทความเรื่อง “ถ้าจะเกิดวิกฤติ” ) จำนวนเงินสดในพอร์ตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะทำให้เรารับมือกับวิกฤตินั้นๆ ได้ดีขนาดไหน

ผมกล่าวไว้ในบทความก่อนว่า ถ้าผมพิจารณาแล้วว่ากิจการที่ผมถือครองอยู่นั้น ได้รับผลกระทบน้อยมากจากภาวะเศรษฐกิจ และราคาหุ้นยังต่ำกว่าที่ผมประเมินอยู่ ผมก็จะถือครองกิจการนั้นๆต่อ แต่ความจริงอย่างหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือว่า ราคาของหุ้นในระยะสั้นถึงกลาง เป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล บางครั้งนายตลาดอาจจะมีเหตุผลมากพอที่จะรับรู้ว่ากิจการของเราไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ แต่บ่อยครั้งนายตลาดก็มักจะตื่นตกใจทำให้ราคาของหุ้นเราตกลงไปตามภาวะตลาดโดยรวม

ซึ่งถ้าเป็นในกรณีหลัง การที่เรามีเงินสดในมือจะทำให้ทางเลือกมากขึ้นมาก โดยที่เราอาจจะพิจารณาซื้อหุ้นของกิจการนั้นๆเพิ่มขึ้น เมื่อราคาในกระดานตกลงไปมากๆ หรือแม้แต่ที่เราจะพิจารณาลงทุนในบริษัทอื่นๆ ที่อาจจะ”ถูกอย่างเหลือเชื่อ” ในสภาวะที่ตลาดเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

คำถามที่สำคัญก็คือว่าช่วงไหนเราควรจะมีเงินสดกี่ %, เมื่อดัชนีขึ้นไปเท่านี้จุด เราควรจะถือเงินสดมากน้อยเท่าไร ผมว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบยาก และไม่ได้ขึ้นกับดัชนีของตลาดสักเท่าไร แต่ขึ้นอยู่กับว่า ณ จุดนั้นๆ เราหาบริษัทที่ยัง undervalue ได้หรือไม่ ด้วยความมั่นใจและ mos มากน้อยขนาดไหน ถ้าหาได้ด้วยความมั่นใจอย่างมาก ผมก็อาจจะถือครองหุ้นตัวนั้นมากเกินกว่าครึ่งนึงของพอร์ตโดยที่ไม่สนใจกับความถูก/แพงของดัชนี แต่ถ้าหาไม่ได้เลย ผมว่านี่ก็เป็นสัญญาณนึงที่บอกเราว่า ตลาดอาจจะแพงมากเกินไปแล้ว และพร้อมจะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ

วอเรน บัฟเฟตเคยกล่าวไว้ว่า เค้าจะต้องมีกระสุนอยู่ในมือตลอดเวลา เพราะเค้าไม่รู้ว่าจะมีช้างเดินผ่านมาเมื่อไร…….

หุ้นหลักทรัพย์

November 21, 2011 5 comments

หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์อาจจะเป็นหุ้นที่ไม่ใช่”พระเอก”ในตลาดหุ้นยุคปัจจุบัน แต่หากไปถามนักลงทุนในยุคก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง หุ้นกลุ่มนี้เคยเป็นหุ้น”บลูชิพ”ชั้นดี ที่ติด most active volume/value แทบจะทุกวัน

แต่สำหรับนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า ( โดยเฉพาะสาย super stock อย่าง บัฟเฟต์ ) หุ้นหลักทรัพย์คงไม่ได้อยู่ในสายตามากนัก เนื่องจากลักษณะของธุรกิจที่ไม่ได้มีใครได้เปรียบเหนือใคร, มีการแข่งขันต่อการแย่งตัวลูกค้าและมาร์เกตติ้งที่รุนแรง รวมทั้งผลประกอบการที่อ่อนไหวต่อภาวะตลาดหุ้นค่อนข้างมาก และยิ่งประกอบกับการที่รัฐบาลจะเปิดเสรีธุรกิจโบรคเกอร์ในอีกสองปีข้างหน้ายิ่งเป็นตัวกดดันในการแข่งขันของธุรกิจนี้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

ด้วยลักษณะของธุรกิจที่ไม่มีความแข็งแรงดังที่กล่าวในข้างต้น ทำให้หุ้นหลักทรัพย์เกือบทั้งหมดถูกเทรดที่ต่ำกว่า book value และบางบริษัทถูกเทรดที่ต่ำกว่าเงินสดต่อหุ้นที่บริษัทมีเสียอีก ซึ่งถ้าหากเรามองจากมุมของเกรแฮมนี่คือการสถานการณ์ของการซื้อแบงค์ดอลลาร์ในราคา 50 เซนต์

แต่ปัญหาก็คือหุ้นในลักษณะนี้มักจะประสบปัญหากับการถูกเรื้อรังอยู่เสมอๆ เพราะตลาดไม่เคยมีมุมมองที่ดีกับหุ้นกลุ่มนี้ ( เราอาจจะคิดว่าเราซื้อได้ที่ 0.6 เท่าของบุคแวลู ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก แต่หลังจากที่เราถือหุ้นไปสองปีสามปี ราคาก็ยัง”ถูก” อยู่ที่ 0.6 เท่าของบุคแวลูเท่าเดิม เพราะตลาดก็ยังมีมุมมองที่แย่จ่อหุ้นหลักทรัพย์เหมือนเดิม )

ผมเองเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าสาย bargain hunter ที่มาล่าส่วนลดกับหุ้นหลักทรัพย์อยู่บ่อยๆ แต่ไม่ใช่เพราะว่าผมเห็นส่วนต่างระหว่างราคาในกระดานกับบุคแวลู แต่ผมเห็นว่าหุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นวัฎจักรที่อิงกับวัฎจักรของเศรษฐกิจมหภาค ( economic cycle ) เพราะรายได้หลักของบริษัททั้งสามทาง อันได้แก่ 1.ค่าคอมมิชชั่นจากการที่ลูกค้าซื้อขายหลักทรัพย์ 2.กำไร/ขาดทุนจากพอร์ตการลงทุนของบริษัทเอง และ 3.รายได้จากงานวาณิชธนกิจ ( เช่น การเป็น underwriter เอาหุ้นใหม่เข้าตลาด ) นั้นแปรผันขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจทั้งสิ้น ( ในยุคปัจจุบันบางบริษัทจะมีรายได้อีกทาง คือการเป็นเจ้ามือออก DW )

ผมจะเริ่ม watch หุ้นกลุ่มนี้เมื่อเศรษฐกิจมหภาคเริ่มมีปัญหา เพราะอย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นว่า รายได้ของบริษัทนั้นผันผวนตามสภาพ macroeconomic และเมื่อ macro มีปัญหา บริษัทมีโอกาสที่จะโดน “perfect storm”เล่นงาน เพราะรายได้จากค่าคอมมิชชั่นมักจะลดลงอย่างมากจากสภาพตลาดหุ้นที่ซบเซา บริษัทอาจจะไม่มีรายได้จากงานวาณิชธนกิจเลย เพราะเศรษฐกิจที่ไม่ดีทำให้ไม่มีใครอยากจะมาระดมทุนในตลาด หรืออยากจะควบรวมกิจการกัน รวมทั้งบริษัทอาจจะเจอ”แจ๊คพอต” ขาดทุนอย่างหนักจากพอร์ตการลงทุนตามดัชนีที่ลดลงมาอย่างมาก

ผลจาก “perfect storm” และความหวาดกลัวของนักลงทุน มักจะทำให้หุ้นกลุ่มนี้ถูก discount ลงไปอย่างมากในช่วง economic down cycle บางครั้งอาจจะลงไปเหลือแค่ 0.1 -0.2 เท่าของบุคแวลู หรืออาจจะเหลือแค่ 0.5-0.6 เท่าของเงินสดต่อหุ้น

ผมมักจะ watch หุ้นกลุ่มนี้จนผมเริ่มมองเห็น sign of economic recovery หรือเห็น sign of market recovery ( ทั้งในแง่วอลุมและตัวเลขดัชนีตลาด ) เพราะผลประกอบการของบริษัทจะพลิกกลับมากำไรอย่างมากในช่วง bull market และราคาในกระดานอาจจะพุ่งไปได้หลาย”เด้ง” จากจุดต่ำสุดหลังจากบริษัทเจอ perfect storm

นอกจากนี้บริษัทในกลุ่มนี้ยังมีจุดเด่นในเรื่องกระแสเงินสด เนื่องจากบริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนกับสินทรัพย์ถาวรอะไรมากมาย รวมทั้งไม่จำเป็นจะต้องใช้ working capitol ในปริมาณมากเพื่อดำเนินธุรกิจ ทำให้บริษัทมักจะมีกระแสเงินสดที่ดีมาก และสามารถจ่ายปันผลได้เป็น%มากๆของกำไร ( บางบริษัทอาจจะปันผลทั้ง 100% ) ซึ่งปันผลที่มาก ก็จะเป็น catalyst ทีดีมากอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ราคาพุ่งไปได้ไกลในช่วง up cycle

อย่างไรก็ดี ข้อที่เราควรจะพึงระวังอย่างหนึ่งก็คือ แม้ว่าเศรษฐกิจ/ตลาดหึ้นจะเป็นรอบขาขึ้น บางครั้งผลประกอบการของบริษัทก็อาจจะแย่ลงก็ได้ หากบริษัทบังเอิญไปขาดทุนจากพอร์ตการลงทุน ( เช่นไป short future ไว้มาก หรือขาดทุนจากตลาด commodity ) หรือในกรณีที่บริษัทสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ ( เช่นลูกค้าย้ายจากบริษัทเราตามมาร์เกตติ้งออกไป ) ดังนั้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ เราก็ต้องมองภาพรายบริษัทด้วย ไม่ใช่เพียงมองแต่ภาพรวมของตลาดเพียงอย่างเดียว

เสี่ยงมาก – เสี่ยงน้อย

July 18, 2011 16 comments

มีเรื่องน่าตลกอย่างนึงในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นั่นก็คือกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าแวลูอินเวสเตอร์มักจะบอกว่าการลงทุนโดยการดูกราฟนั้นเป็นเรื่องที่”เสี่ยงมาก”และอาจ”ขาดทุน”ได้มาก และบอกว่าการลงทุนโดยอาศัยพื้นฐานเป็นหลักนั้นเป็นแนวทางการลงทุนที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทนดีที่สุด ในขณะกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเทคนิคอลกลับบอกว่าการลงทุนแบบวีไอ เป็นการลงทุนที่เสี่ยงและอันตรายมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนโดยอาศัยกราฟ

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? นักเทคนิคมักจะบอกว่าการลงทุนโดยอาศัยการดูพื้นฐานอย่างเดียว เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง หากเราไม่รู้จักการ stop loss เพราะตลาดในระยะสั้นถึงกลางเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล พร้อมกันนักเทคนิคเหล่านี้มักจะยกตัวอย่างการล่มสลายของ SET ในช่วงปี 40 และ ช่วง subprime มาประกอบ

ในขณะที่แวลูอินเวสเตอร์มักจะพูดว่า ในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นจะล้อไปกับผลประกอบการณ์เสมอ การลงทุนโดยอาศัยเทคนิคอล เป็นเรื่องของการเดาอารมณ์ตลาด ซึ่งแวลูอินเวสเตอร์ก็มักจะเชื่ออีกว่า การเดาอารมณ์ตลาดผ่านทางกราฟแท่งเทียน มักจะทำให้เราเดาผิด มากกว่าเดาถูก และในระยะยาวแล้วความมั่งคั่งของเราจะลดลงเรื่อยๆ ตามจำนวนการเดาที่ผิดและค่าคอมมิชชั่นที่เสียไปทีละน้อย

ในฐานะแวลูอินเวสเตอร์ ผมย่อมเห็นด้วยกับข้อความในย่อหน้าที่ผ่านมา ถึงแม้การเทรดแบบเทคนิคอลจะมีจะ stop loss ที่แน่นอน ทำให้โอกาสขาดทุนหนักๆ ในครั้งเดียวนั้นน้อย ( บนเงื่อนไขที่ว่าเราทำตามสัญญาณซื้อขายอย่างเคร่งครัด ) แต่ผมก็ยังมองว่าสัญญาณเทคนิคอลเป็นสัญญาณที่ไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนนั่นก็คือความเสี่ยงที่เราจะขาดทุน แม้เราจะไม่ขาดหนักๆในครั้งเดียว แต่การขาดทุนบ่อยๆ และค่าคอมมิชชั่นจากการซื้อๆขายๆ ย่อมจะทำให้พอร์ตโฟลิโอของเราหดเล็กลงไปเรื่อยๆ ( อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้จะสื่อว่าการซื้อขายตามสัญญาณเทคนิคจะทำให้เกิดการขาดทุนอย่างแน่นอน ผมเพียงแต่มองว่า โดยธรรมชาติของสัญญาณเทคนิคใดๆ ย่อมมี false signal ที่จะทำให้เราขาดทุน และผม feel uncomfortable ที่จะรับความเสี่ยงนั้น )

แต่เช่นเดียวกัน ผมก็เห็นด้วยกับความเห็นของนักเทคนิคที่มองว่า ในระยะสั้นถึงกลาง ตลาดเป็น voting machine มากกว่า weighting machine และกลยุทธ์ Buy and Hold ของแวลู อินเวสเตอร์ย่อมเป็นเรื่องที่เสี่ยงกับการขาดทุน

เนื่องจากผมไม่ใช่นักเทคนิค และความรู้ในทางเทคนิคของผมมีอยู่อย่างจำกัด ผมคงไม่วิพากษ์ว่า เราควรจะออกแบบระบบการเทรดอย่างไร หรือใช้ indicator ตัวไหนเพื่อจะลดความเสี่ยงจากการ false signal แต่ผมจะพูดถึงว่า เราควรจะทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงจากกลยุทธ์ Buy and Hold ในแบบ VI

การลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดคือการที่เรามั่นใจว่ากิจการที่เราถือนั้นมีราคาต่ำกว่ามูลค่าจริงๆ เพราะในระยะยาวแล้วอย่างไรเสียกิจการที่แข็งแกร่ง และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ราคาและมูลค่าย่อมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆตามผลประกอบการ ไม่ว่าหุ้นจะผ่านวิกฤติในตลาดหลักทรัพย์มากี่รอบ ( ดูอย่างหุ้นปูนใหญ่ หรือ แบงค์ใหญ่บางแบงค์ ที่แม้จะผ่านวิกฤติหนักๆ อย่าง ต้มยำกุ้ง หรือ subprime มา ราคาในกระดานวันนี้ก็มากกว่าราคาเมื่อ IPO หลายเท่าตัว )

การลดความเสี่ยงที่ดีอย่างที่สองคือการกระจายการถือครองหุ้นหลายๆตัวในพอร์ตโฟลิโอ, แน่นอนว่าถึงแม้เราจะพยายามวิเคราะห์พื้นฐานกิจการมาอย่างยอดเยี่ยมแค่ไหน เราก็อาจจะพลาดไป buy กิจการที่ไม่แข็งแรงจริง / ไม่เติบโตจริง และก็ไป hold มันไว้จนมูลค่าและราคาของมันลดน้อยลงเรื่อยๆ

นี่คือความเจ็บปวดและบทเรียนที่แวลูอินเวสเตอร์เกือบทุกคนจะต้องได้เจอ และมันอาจจะหมายถึงความมั่งคั่งจำนวนมากของเราที่หายไป แต่หากเรากระจายการถือครองในหลายกิจการ และนี่เป็นเพียง 1-2 กิจการที่เราวิเคราะห์ผิด ผลตอบแทนโดยรวมของเราก็ยังจะเป็นบวกในปริมาณที่มากพอสมควรอยู่

ประการสุดท้ายคือเราอาจจะต้องถือเงินสดไว้บ้าง เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม จริงอยู่ที่การถือหุ้น 100% เป็นสูตร”เร่งความรวย”ในแบบฉบับของ VI แต่มันก็เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ความเสี่ยงแบบ VI เพิ่มขึ้นอย่างมากในยามที่ตลาดไม่ดี ในทางตรงข้ามแวลู อินเวสเตอร์ที่มีเงินสดไว้หวด “perfect pitch” ในยามที่ตลาดปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง หลังจากวิกฤตินั้นผ่านไป ผลตอบแทนของเขาจะกลับมา outperform ตลาด โดยที่เราไม่จำเป็นต้องคาดเดาตลาดได้อย่างแม่นยำว่าตลาดจะลงตอนไหน และจะลงไปถึง bottom ที่ตรงไหน