Archive

Posts Tagged ‘ปลดล็อค’

Cash is sin Vs Cash is king

January 30, 2012 8 comments


ผมเป็นแวลูอินเวสเตอร์มา ปีนี้ก็เข้าปีที่ห้า แนวคิดหลักในการลงทุนของผมตั้งแต่วันแรกจนวันนี้แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยกเว้นความคิดเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก นั่นก็คือเรื่องของการถือครองเงินสด

การลงทุนของผมในช่วงแรกค่อนข้างจะออกแนว”บู๊”มากพอสมควร คือผมมักจะมองไปที่หุ้นคุณภาพกลางๆที่ราคาถูกมากๆ แต่กำลังจะมีเหตุการณ์พิเศษมาเป็นตัวปลดล็อคให้ราคาของหุ้นวิ่งไปถึงราคาที่ผมคิดว่าควรจะเป็น

และที่สำคัญผมมักจะถือหุ้น 100% ตลอดเวลา เพราะผมเชื่อว่าเงินสดคือการเสียโอกาส ( cash is sin ) และการถือหุ้น 100% จะเป็น”สูตรลัด”ในการเร่งความรวยให้ผมไปถึงอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้น

ต่อเมื่อผมผ่านประสบการณ์การลงทุนมานานขึ้น ผมกลับเริ่มตระหนักว่า ความคิดในการลงทุนของผมยุคแรกๆ นั้นค่อนข้างจะ”เสี่ยง”และ”กล้าได้กล้าเสีย”มากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดเรื่องการพยายามจะถือหุ้น 100% ตลอดเวลา

ประการแรก การถือหุ้น 100% ทำให้พอร์ตของผมไม่ค่อย flexible ในการปรับตัว โดยเฉพาะในเวลาที่ตลาดปรับตัวลงมาอย่างไม่คาดฝัน การไม่มีเงินสดในมือ ทำให้ผมขยับตัวลำบาก บางจังหวะผมอาจจะเห็นหุ้นคุณค่าที่น่าสนใจเพราะตลาดปรับตัวลงมามาก แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าผมไม่มีเงินสดพอที่จะซื้อ ครั้นพอผมจะขายตัวที่ผมถือมีอยู่ในพอร์ตอยู่มาซื้อ ก็เป็นที่น่าเสียดายอีกว่า หุ้นตัวที่ผมถือก็ปรับตัวลงมามากเช่นกัน จนราคาต่ำกว่ามูลค่าเกินเสียกว่าที่ผมจะขายลง

ประการที่สอง การพยายามจะถือหุ้น 100% ตลอดเวลา ทำให้ผมต้องขวนขวายหาหุ้นใหม่ๆ มาเข้าพอร์ตอยู่เสมอ โดยเฉพาะหลังจากที่ผมขายหุ้นตัวเก่าที่ผมเห็นว่าเต็มมูลค่าออกไป ซึ่งการพยายามจะมีหุ้นในพอร์ตตลอดเวลานี้ ทำให้บางครั้ง”เกณฑ์”ในการคัดเลือกหุ้นของผมหย่อนยานลงไป บางครั้งผมก็ซื้อหุ้นที่ผมยังมีข้อสงสัยหรือยังไม่เข้าใจในตัวกิจการอย่างถ่องแท้ หรือบางครั้งผมกัดฟันซื้อหุ้นที่มี upside / margin of safety ไม่มาก เพียงเพราะผมไม่สบายใจที่จะมีเงินสดในพอร์ตเท่านั้นเอง

ประการที่สามคือการถือหุ้น 100% จะทำให้เรา”บาดเจ็บ”อย่างหนักได้ หากมีภาวะวิกฤติเกิดขึ้นมา ผมเคยเขียนถึงแนวทางที่ผมจะทำหากผมคิดว่าจะเกิด economic crisis ขึ้นมา ( บทความเรื่อง “ถ้าจะเกิดวิกฤติ” ) จำนวนเงินสดในพอร์ตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะทำให้เรารับมือกับวิกฤตินั้นๆ ได้ดีขนาดไหน

ผมกล่าวไว้ในบทความก่อนว่า ถ้าผมพิจารณาแล้วว่ากิจการที่ผมถือครองอยู่นั้น ได้รับผลกระทบน้อยมากจากภาวะเศรษฐกิจ และราคาหุ้นยังต่ำกว่าที่ผมประเมินอยู่ ผมก็จะถือครองกิจการนั้นๆต่อ แต่ความจริงอย่างหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือว่า ราคาของหุ้นในระยะสั้นถึงกลาง เป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล บางครั้งนายตลาดอาจจะมีเหตุผลมากพอที่จะรับรู้ว่ากิจการของเราไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ แต่บ่อยครั้งนายตลาดก็มักจะตื่นตกใจทำให้ราคาของหุ้นเราตกลงไปตามภาวะตลาดโดยรวม

ซึ่งถ้าเป็นในกรณีหลัง การที่เรามีเงินสดในมือจะทำให้ทางเลือกมากขึ้นมาก โดยที่เราอาจจะพิจารณาซื้อหุ้นของกิจการนั้นๆเพิ่มขึ้น เมื่อราคาในกระดานตกลงไปมากๆ หรือแม้แต่ที่เราจะพิจารณาลงทุนในบริษัทอื่นๆ ที่อาจจะ”ถูกอย่างเหลือเชื่อ” ในสภาวะที่ตลาดเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

คำถามที่สำคัญก็คือว่าช่วงไหนเราควรจะมีเงินสดกี่ %, เมื่อดัชนีขึ้นไปเท่านี้จุด เราควรจะถือเงินสดมากน้อยเท่าไร ผมว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบยาก และไม่ได้ขึ้นกับดัชนีของตลาดสักเท่าไร แต่ขึ้นอยู่กับว่า ณ จุดนั้นๆ เราหาบริษัทที่ยัง undervalue ได้หรือไม่ ด้วยความมั่นใจและ mos มากน้อยขนาดไหน ถ้าหาได้ด้วยความมั่นใจอย่างมาก ผมก็อาจจะถือครองหุ้นตัวนั้นมากเกินกว่าครึ่งนึงของพอร์ตโดยที่ไม่สนใจกับความถูก/แพงของดัชนี แต่ถ้าหาไม่ได้เลย ผมว่านี่ก็เป็นสัญญาณนึงที่บอกเราว่า ตลาดอาจจะแพงมากเกินไปแล้ว และพร้อมจะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ

วอเรน บัฟเฟตเคยกล่าวไว้ว่า เค้าจะต้องมีกระสุนอยู่ในมือตลอดเวลา เพราะเค้าไม่รู้ว่าจะมีช้างเดินผ่านมาเมื่อไร…….

หุ้นหลักทรัพย์

November 21, 2011 5 comments

หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์อาจจะเป็นหุ้นที่ไม่ใช่”พระเอก”ในตลาดหุ้นยุคปัจจุบัน แต่หากไปถามนักลงทุนในยุคก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง หุ้นกลุ่มนี้เคยเป็นหุ้น”บลูชิพ”ชั้นดี ที่ติด most active volume/value แทบจะทุกวัน

แต่สำหรับนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า ( โดยเฉพาะสาย super stock อย่าง บัฟเฟต์ ) หุ้นหลักทรัพย์คงไม่ได้อยู่ในสายตามากนัก เนื่องจากลักษณะของธุรกิจที่ไม่ได้มีใครได้เปรียบเหนือใคร, มีการแข่งขันต่อการแย่งตัวลูกค้าและมาร์เกตติ้งที่รุนแรง รวมทั้งผลประกอบการที่อ่อนไหวต่อภาวะตลาดหุ้นค่อนข้างมาก และยิ่งประกอบกับการที่รัฐบาลจะเปิดเสรีธุรกิจโบรคเกอร์ในอีกสองปีข้างหน้ายิ่งเป็นตัวกดดันในการแข่งขันของธุรกิจนี้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

ด้วยลักษณะของธุรกิจที่ไม่มีความแข็งแรงดังที่กล่าวในข้างต้น ทำให้หุ้นหลักทรัพย์เกือบทั้งหมดถูกเทรดที่ต่ำกว่า book value และบางบริษัทถูกเทรดที่ต่ำกว่าเงินสดต่อหุ้นที่บริษัทมีเสียอีก ซึ่งถ้าหากเรามองจากมุมของเกรแฮมนี่คือการสถานการณ์ของการซื้อแบงค์ดอลลาร์ในราคา 50 เซนต์

แต่ปัญหาก็คือหุ้นในลักษณะนี้มักจะประสบปัญหากับการถูกเรื้อรังอยู่เสมอๆ เพราะตลาดไม่เคยมีมุมมองที่ดีกับหุ้นกลุ่มนี้ ( เราอาจจะคิดว่าเราซื้อได้ที่ 0.6 เท่าของบุคแวลู ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก แต่หลังจากที่เราถือหุ้นไปสองปีสามปี ราคาก็ยัง”ถูก” อยู่ที่ 0.6 เท่าของบุคแวลูเท่าเดิม เพราะตลาดก็ยังมีมุมมองที่แย่จ่อหุ้นหลักทรัพย์เหมือนเดิม )

ผมเองเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าสาย bargain hunter ที่มาล่าส่วนลดกับหุ้นหลักทรัพย์อยู่บ่อยๆ แต่ไม่ใช่เพราะว่าผมเห็นส่วนต่างระหว่างราคาในกระดานกับบุคแวลู แต่ผมเห็นว่าหุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นวัฎจักรที่อิงกับวัฎจักรของเศรษฐกิจมหภาค ( economic cycle ) เพราะรายได้หลักของบริษัททั้งสามทาง อันได้แก่ 1.ค่าคอมมิชชั่นจากการที่ลูกค้าซื้อขายหลักทรัพย์ 2.กำไร/ขาดทุนจากพอร์ตการลงทุนของบริษัทเอง และ 3.รายได้จากงานวาณิชธนกิจ ( เช่น การเป็น underwriter เอาหุ้นใหม่เข้าตลาด ) นั้นแปรผันขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจทั้งสิ้น ( ในยุคปัจจุบันบางบริษัทจะมีรายได้อีกทาง คือการเป็นเจ้ามือออก DW )

ผมจะเริ่ม watch หุ้นกลุ่มนี้เมื่อเศรษฐกิจมหภาคเริ่มมีปัญหา เพราะอย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นว่า รายได้ของบริษัทนั้นผันผวนตามสภาพ macroeconomic และเมื่อ macro มีปัญหา บริษัทมีโอกาสที่จะโดน “perfect storm”เล่นงาน เพราะรายได้จากค่าคอมมิชชั่นมักจะลดลงอย่างมากจากสภาพตลาดหุ้นที่ซบเซา บริษัทอาจจะไม่มีรายได้จากงานวาณิชธนกิจเลย เพราะเศรษฐกิจที่ไม่ดีทำให้ไม่มีใครอยากจะมาระดมทุนในตลาด หรืออยากจะควบรวมกิจการกัน รวมทั้งบริษัทอาจจะเจอ”แจ๊คพอต” ขาดทุนอย่างหนักจากพอร์ตการลงทุนตามดัชนีที่ลดลงมาอย่างมาก

ผลจาก “perfect storm” และความหวาดกลัวของนักลงทุน มักจะทำให้หุ้นกลุ่มนี้ถูก discount ลงไปอย่างมากในช่วง economic down cycle บางครั้งอาจจะลงไปเหลือแค่ 0.1 -0.2 เท่าของบุคแวลู หรืออาจจะเหลือแค่ 0.5-0.6 เท่าของเงินสดต่อหุ้น

ผมมักจะ watch หุ้นกลุ่มนี้จนผมเริ่มมองเห็น sign of economic recovery หรือเห็น sign of market recovery ( ทั้งในแง่วอลุมและตัวเลขดัชนีตลาด ) เพราะผลประกอบการของบริษัทจะพลิกกลับมากำไรอย่างมากในช่วง bull market และราคาในกระดานอาจจะพุ่งไปได้หลาย”เด้ง” จากจุดต่ำสุดหลังจากบริษัทเจอ perfect storm

นอกจากนี้บริษัทในกลุ่มนี้ยังมีจุดเด่นในเรื่องกระแสเงินสด เนื่องจากบริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนกับสินทรัพย์ถาวรอะไรมากมาย รวมทั้งไม่จำเป็นจะต้องใช้ working capitol ในปริมาณมากเพื่อดำเนินธุรกิจ ทำให้บริษัทมักจะมีกระแสเงินสดที่ดีมาก และสามารถจ่ายปันผลได้เป็น%มากๆของกำไร ( บางบริษัทอาจจะปันผลทั้ง 100% ) ซึ่งปันผลที่มาก ก็จะเป็น catalyst ทีดีมากอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ราคาพุ่งไปได้ไกลในช่วง up cycle

อย่างไรก็ดี ข้อที่เราควรจะพึงระวังอย่างหนึ่งก็คือ แม้ว่าเศรษฐกิจ/ตลาดหึ้นจะเป็นรอบขาขึ้น บางครั้งผลประกอบการของบริษัทก็อาจจะแย่ลงก็ได้ หากบริษัทบังเอิญไปขาดทุนจากพอร์ตการลงทุน ( เช่นไป short future ไว้มาก หรือขาดทุนจากตลาด commodity ) หรือในกรณีที่บริษัทสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ ( เช่นลูกค้าย้ายจากบริษัทเราตามมาร์เกตติ้งออกไป ) ดังนั้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ เราก็ต้องมองภาพรายบริษัทด้วย ไม่ใช่เพียงมองแต่ภาพรวมของตลาดเพียงอย่างเดียว

หาหุ้นแบบ fundamentalist

June 4, 2011 13 comments

ผมเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานคนหนึ่งที่นิยมลงทุนกับ good stock ในราคาที่ undervalue มากๆ มากกว่า great stock ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไปนัก

ข้อดีของการลงทุนในวิธีนี้ คืออาจจะเหมาะกับตลาดทุนที่คุณภาพของกิจการในตลาดไม่ได้”ดีเลิศ”แบบประเทศไทย และ”ความถูก”ของหุ้นก็เป็นตัวป้องกัน downside ในระยะสั้นถึงกลางได้ดีในระดับหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ดี การลงทุนใน good stock ที่มีส่วนลดมากๆ ก็มีข้อเสียประการสำคัญก็คือ บริษัทที่มีคุณสมบัติแบบที่ว่านี้ มักจะเป็นบริษัทที่เราไม่สามารถือหุ้นไว้ได้ตลอดกาล เพราะโดยตัวคุณภาพก็เป็นเพียงกิจการที่”ดี” ไม่ใช่”ดีเลิศ” ที่จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน หรือจะมีการเติบโตเยอะๆ ไปอีกเป็นสิบปี

ดังนั้นเมื่อเราถือหุ้นมาได้ระยะหนึ่ง และราคาในกระดาน”สะท้อนมูลค่า”ไปเรียบร้อยแล้ว เราก็มักที่จะจำเป็นต้องขายหุ้นตัวนั้นออกมาเสีย

ผมย้อนไปดู portfolio ของตัวเองในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพอร์ตของผม มักจะมี “big move” โดยเฉลี่ยทุกๆ ประมาณ 3 -6 เดือน นั่นก็คงเป็นเพราะ good stock ที่ผมถือ”สะท้อนมูลค่า” จนไม่มีส่วนลดเหลือแล้วนั่นเอง

หลายคนมักจะถามผมว่า แล้วผมหา good stock ตัวใหม่ๆ มาลงทุนเป็นระยะๆ ได้อย่างไร ผมก็มักจะตอบว่าโดยวิถีชีวิตของการเป็น fundamentalist ของผมนั้นเอื้ออำนวยต่อการทำความรู้จักกิจการใหม่ๆอยู่แล้ว

ประการแรกเลยก็คือผมมีสังคมเพื่อนนักลงทุนค่อนข้างเยอะ ซึ่งผมก็มักจะมีกิจกรรมการพบปะ กินข้าวกับเพื่อนนักลงทุนอยู่บ่อยๆ เฉลี่ยประมาณเดือนละ 2 -3 ครั้ง ซึ่งการพบปะกันแต่ละครั้ง นอกจากเราจะคุยกันเรื่องสารทุกข์สุขดิบ เหตุการณ์บ้านเมืองทั่วไปแล้ว เราก็มักจะคุยกันเรื่องการลงทุน กิจการที่เราถืออยู่ กิจการใหม่ๆที่น่าสนใจ หรือข่าวคราวบางอย่างที่จะทำให้บริษัทที่อยู่ในความสนใจของเรามีผลการดำเนินงานที่เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งการพบปะกันแต่ละครั้ง ผมก็มักจะได้ไอเดียเกี่ยวกับกิจการที่ผมไม่เคยรู้จัก ทำให้ผมได้ไอเดียใหม่ๆ มาศึกษาเองต่อ

นอกจากผมก็ยังมี online social network กับเพื่อนนักลงทุนอีกหลายๆ กลุ่ม ที่บางครั้งเราอาจได้พบปะกันแค่ปีละครั้งสองครั้ง แต่เทคโนโลยีก็ทำให้เราใกล้กัน จนบางครั้งผมก็รู้สึกว่า ผมใกล้ชิดกับเพื่อนนักลงทุนกลุ่มนี้ ไม่ต่างอะไรไปจากกลุ่มที่ผมพบปะเป็นประจำ

ประการที่สอง ผมมักที่จะใช้เวลาว่างไปกับการดู opportunity day, เวลาผมไม่มีอะไรทำ ผมมักจะเปิดไฟล์ opp day ของกิจการที่ผมไม่รู้จักมาดู ผมมีความเห็นว่าการฟัง opp day เป็นทางลัดที่ง่ายที่สุด ที่เราจะเข้าใจความเป็นไปของกิจการต่างๆ เพราะใน opp day คนที่มาพูดเกี่ยวกับกิจการนั้นๆ ให้เราฟัง ก็คือคนที่ดูแลบริหารกิจการนั้น”มากับมือ”

หลายคนอาจจะบอกว่า การฟัง opp day ต้องใช้เวลามาก และหลายกิจการเวลาฟังแล้วก็ไม่รู้สึกว่าน่าสนใจ ทำให้เสียเวลาฟังไปฟรีๆ แต่ผมมองว่า ถ้าเราคิดว่าการลงทุนก็เป็นอีกอาชีพของเรา ทำไมเราที่ยอมเสียเวลาวันละ 8 ชม. ให้กับงานอาชีพประจำ จะเจียดเวลาวันละ 1 -2 ชม.ให้กับ”อาชีพ”นักลงทุนไม่ได้ และการฟัง opp day ของบริษัทที่สุดท้ายเราไม่ได้ลงทุนด้วย ก็ไม่ใช่การ ”เสียเวลาเปล่า” แต่หากเป็นการที่เราได้มีโอกาสศึกษาธุรกิจที่เราไม่เคยรู้ อุตสาหกรรมที่เราอาจจะไม่เคยรู้จัก และที่สำคัญแม้เราจะไม่ได้ลงทุนกับกิจการนั้น ในวันนี้ แต่หากวันหน้า พื้นฐานของกิจการเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เราก็คงจะไม่ต้องเสียเวลาศึกษากิจการตั้งแต่ศูนย์ใหม่

ประการต่อมา ผมชอบอ่านเวบไทยวีไอ, ใครจะโจมตีจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ผมเชื่อว่าฐานข้อมูลของเวบนี้ เป็นฐานข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการลงทุนแนวพื้นฐานมากที่สุดในประเทศไทยแล้ว เมื่อผมมีเวลาว่าง ผมชอบเปิดห้องร้อยคนร้อยหุ้นมาไล่ดูห้องต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ ผมจะไล่อ่านย้อนหลังไปจากหน้าสุดท้ายประมาณ 7 -8 หน้า บ่อยครั้งที่ผมพบ”ไอเดียหลัก”ของการลงทุนในกิจการนั้นๆ จากการอ่านห้องร้อยคนร้อยหุ้นกลับไปไม่กี่หน้า ทำให้ผมไปศึกษากิจการนั้นต่อในเชิงลึกโดยสะดวกและง่ายขึ้นมาก

ประการสุดท้าย เมื่อผมหาหุ้นมาลงทุนไม่ได้จริงๆ และผมพบว่าเงินสดในพอร์ตมีปริมาณมากในระดับที่ผมไม่สบายใจ ผมจะไปเปิดเวบ settrade เพื่อสกรีนหุ้นเป็นรายอุตสาหกรรม โดยผมจะเปิดเวบทีละ sector แล้วให้เวบเรียงหุ้นจาก pe ต่ำสุดไปยัง pe สูงสุด แล้วผมก็จะเลือกหุ้นที่ pe ต่ำสุด 4- 5 อันดับแรก มาศึกษาโดยละเอียดต่อ ว่าทำไมหุ้นมันถุงเทรดกันที่พีอีเพียงเท่านี้ มีรายการพิเศษอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ และมีแนวโน้มที่ตลาดจะปลดล็อคความถูกหรือเปล่า

No Man’s Land : VI แล้วไปไหน

April 16, 2011 12 comments

สังคม VI ในเมืองไทยใหญ่ขึ้นทุกวัน บรรดานักลงทุนที่เรียกตัวเองว่าเป็น “แวลู อินเวสเตอร์” ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดหุ้นคึกคักแบบนี้ และมี “แวลู อินเวสเตอร์” รุ่นก่อนๆ ที่ประสบความสำเร็จให้เห็นเป็นแบบอย่างจำนวนมาก

ผมเองคลุกคลีกับสังคมของ VI มาตลอด มีสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้ก็คือ ถึงว่าจำนวนสมาชิกของเวบบอร์ดและคนทีเรียกตัวเองว่าเป็น “แวลู อินเวสเตอร์” จะมีมากขึ้น แต่จำนวนคนที่พัฒนาตัวเองได้มาถึงขั้นที่ VI ท่านอื่นยอมรับให้เป็น”เซียน” กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นไม่มาก และว่ากันตามจริง ถ้าเทียบเป็นจำนวนเปอร์เซนต์ ผมคิดว่าน่าจะน้อยกว่าในสมัยก่อนด้วยซ้ำ

แม้แต่คนใกล้ตัวของผมเอง ซึ่งหลายๆคนผันตัวเองมาจากการเป็นนักเก็งกำไรรายวัน มาใช้หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เขาหรือเธอเหล่านี้มักจะมีพื้นฐานของการเป็นแวลู อินเวสเตอร์ที่ดี และมักจะมีความสามารถในการวิเคราะห์กิจการได้ดีในระดับหนึ่ง สามารถอ่าน / ตีความงบการเงิน และใช้ financial ratio ง่ายๆ ได้พอสมควร

แต่ปัญหาของเขาหรือเธอเหล่านี้ก็คือมักจะไม่มีความสามารถในการหาหุ้นขึ้นมาเอง ( ดังนั้นเราจึงไม่ต้องแปลกใจกับปรากฏการณ์ตามแห่ กับหุ้นที่ได้ชื่อว่ามี”เซียน”วีไอ สิงสถิตย์อยู่ ) และมักจะไม่มีความแม่นยำในการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของกิจการ ซึ่งจากปัญหาทั้งสองข้อนี้ ทำให้เขาหรือเธอเหล่านั้น มักจะต้องซื้อหุ้น”แพง” หรือซื้อ”ไม่ทัน” เนื่องจากกว่าที่ตัวเองจะทราบว่าหุ้นตัว”น่าลงทุน” ก็มักจะถูกบรรดา”เซียน”วีไอ ไล่ซื้อไปล่วงหน้าเสียก่อน และเวลาที่จะขาย เขาหรือเธอเหล่านั้นก็มักจะขาย”เร็วไป” หรือ”ช้าไป” อยู่เรื่อยๆ เนื่องจากความไม่เฉียบคมของการประเมินมูลค่าของกิจการนั่นเอง

แวลู อินเวสเตอร์มือใหม่ หรือมือกลางเก่ากลางใหม่ ที่อยู่ในภาวะเช่นนี้ มักจะรู้สึก frustrated อย่างมาก บางคนอาจจะอยู่ในวงการมาแล้วหลายปี แต่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่พัฒนาไปไหน ยังต้องเป็น วีไอ ไม้สอง ไม้สาม อยู่ร่ำไป บางคนก็ยังรู้สึกว่าตัวเองหามูลค่าของกิจการไม่เคยได้ และมักจะมีความไม่มั่นใจว่า นี่คือเวลาที่เราควรจะซื้อ หรือควรจะขาย

นี่คือช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับนักลงทุนที่กำลังจะผันตัวเอง”แมงเม่า”ไปสู่” VI มืออาชีพ” ถ้าจะให้เปรียบเป็นนี่ก็อาจจะเป็น”วัยรุ่น”ของการลงทุน ที่เรากำลังจะเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเด็กไปสู่การเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว หรือถ้าจะเปรียบเป็นการเดินทาง นี่อาจจะเป็นช่วงที่เรากำลังผ่านทะเลทรายที่แห้งผาก และไม่มีมนุษย์คนไหนกล้าจะอาศัยอยู่ ( No Man’s Land ) ก่อนจะไปถึงจุดมุ่งหมายที่สวยงามของเรา

ปกตินักเดินทางจะทำอย่างไรหากมาถึง No Man’s Land ? นักเดินทางที่มีแผนที่และเข็มทิศที่ดี ก็มักจะผ่านดินแดนแห่งนี้ไปไม่ยาก แต่บางคนก็หลงในดินแดนนี้ อย่างที่หาทางออกไม่ได้ บางคนเลือกที่จะล่าถอยกลับไปยังดินแดนการเก็งกำไร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะหากเขาหรือเธอเหล่านั้น ฝ่าแดนอันตรายนี้ไปได้ เขาหรือเธอคนนั้นก็จะกลายเป็นแบบอย่างและเป็นคนกรุยทางให้กับนักลงทุนรุ่นต่อๆไป อันจะทำให้สังคมนักลงทุนเน้นคุณค่าของประเทศเรายิ่งเข้มแข็งขึ้นไป

ผมเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเองผ่านพ้นแดนอันตรายนี้ไปได้หรือยัง แต่ในฐานะของนักลงทุนเน้นคุณค่าที่เคยเข้าถึง No Man’s Land นี้มา ผมมีข้อแนะนำบางอย่างที่จะทำให้เพื่อนนักลงทุนที่กำลังเดินในดินแดนแห่งนี้ หรือที่กำลังจะเข้ามา ได้เดินหน้าฝ่าดินแดนนี้ไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อแรกเลยคือ เราต้องมีความรู้ความเข้าใจในการมองธุรกิจมากกว่าเดิม ในฐานะ VI หัดคลาน เราอาจจะเน้นไปที่กิจการง่ายๆ อาศัยงบการเงินและ financial ratio ช่วยตัดสินใจในการลงทุน แต่เมื่อเราจะก้าวไปอีกขั้น เราก็จำเป็นที่จะต้องเพิ่ม circle of competency และว่ากันตามจริงแล้ว VI ที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว ก็คือคนที่มอง business model และ megatrend ขาดนั่นเอง

แวลู อินเวสเตอร์หลายคน อาจไม่ได้มีพื้นเพมาจากคนทำธุรกิจหรือแม้แต่ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางสายนี้ ( ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ) อาจจะบอกว่าการที่จะเข้าธุรกิจได้ทะลุปรุโปร่งนั้น เป็นเรื่องยากเกินความสามารถ ซึ่งก็อาจจะจริงในระดับหนึ่ง ว่าเราคงจะไม่สามารถมีมุมมองแบบคนทำธุรกิจจริงๆได้ 100% แต่ผมก็ยังเชื่อว่า ทักษะการมองธุรกิจ เป็นสิ่งที่”ฝึก”กันได้

นักลงทุนที่มาถึง No Man’s Land ผมเชื่อว่ามีหลักของการลงทุนแบบเน้นคุณค่ามากพอสมควรแล้ว ดังนั้นหนังสือเล่มต่อไปที่เขาหรือเธอเหล่านั้นควรจะอ่าน จะไม่ใช่หนังสือการลงทุนเน้นคุณค่าแล้ว หากแต่ควรจะเป็นหนังสือธุรกิจ แนวคิดทางธุรกิจ มาร์เกตติ้ง การบริหารองค์กร หรือบันทึกประสบการณ์ของผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ซึ่งผมมองว่าเราควรจะอ่านอย่างน้อยสัปดาห์ละฉบับ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรม และภาพของเศรฐกิจมหภาค

ข้อสองคือเราควรจะต้องมีสังคมนักลงทุน ผมมองว่ากิจกรรมการพูดคุยและถกเถียงกันเรื่องของตัวกิจการระหว่างแวลู อินเวสเตอร์ เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างมาก ทั้งในแง่ที่มีคนช่วยเราตรวจสอบไอเดียในการลงทุน และ valuation ของเราต่อบริษัทใดบริษัทหนึ่ง รวมทั้งเราเองก็อาจจะได้ไอเดียการลงทุนจากคนอื่นมา”ทำการบ้าน”ต่อ

และเหนืออื่นใด การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าคนอื่นจะมาวิพากษ์เรา หรือ เราวิพากษ์ไอเดียคนอื่นนั้น จะช่วย”ลับ”เรา ให้เรา”คม”และ”เฉียบขาด”ขึ้นเรื่อยๆ

ข้อสามคือ เราต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับกิจการในตลาดหลักทรัพย์ให้มาก การที่เรายิ่งรู้จักกิจการมาก จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการลงทุนให้มากขึ้น ถ้ามีเวลาว่าง ผมแนะนำว่าแวลูอินเวสเตอร์ที่ดีควรอ่าน 56 -1 ให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 1 – 2 บริษัท หรือถ้าจะให้ง่ายกว่า เราก็อาจจะศึกษาบริษัทจากปากของผบห.โดยตรงผ่านงาน opportunity day หรือ company visit ซี่งนอกจากจะทำให้เรารู้จักกิจการนั้นๆ ลึกซึ้งขึ้นแล้ว เราจะเห็นภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรม กลยุทธ์ที่ผบห.บริษัทต่างๆนำออกมาใช้ รวมถึงเราจะได้เห็นถึงสไตล์การบริหารองค์กรที่แตกต่างกัน อันจะเป็นการเสริมมุมมองการวิเคราะห์ธุรกิจให้กับเราอีกทาง

ข้อสี่ที่ผมอยากจะแนะนำคือพยายามจดบันทึกข้อผิดพลาดของตัวเองไว้ และนำข้อผิดพลาดมาวิเคราะห์ว่าเราพลาดไปเพราะอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง valuation ยกตัวอย่างเช่น หุ้นตัวหนึ่งเรามองว่าเป็นหุ้นงั้นๆและขายไปตอน PE 10 แต่ในที่สุดตลาดก็ให้ราคามันถึง PE 15 เช่นนี้เราก็ควรกลับไปมองว่า valuation ของเรามีปัญหาตรงไหนทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ( ผมเองก็ตกผลึกกับแนวคิดหุ้นถูกเรื้อรังหลังจากที่ผมเคย”พลาด”โดนหุ้นถูกจำนวนเรื้อรังจำนวนหนึ่งเล่นงาน )

และสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากไว้คือ”อย่าท้อ” และ”อย่าเลิก” การเดินทางใน No Man’s Land อาจจะยากลำบากและชวนให้หันหลังกลับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำไว้คือว่า ประสบการณ์คือครูที่ดีที่สุด การเดินหลงทางใน No Man’s Land อาจจะเป็นความเจ็บปวด แต่นั่นก็คือบทเรียนที่จะไม่ทำให้เราเดินหลงทางนั้นซ้ำสอง ผมเชื่อในศักยภาพของพวกเราทุกคน ผมเชื่อถ้าพวกเราอยู่ในดินแดนแห่งนี้นานพอ ประสบการณ์จะหล่อหลอมให้เราแข็งแกร่งขึ้น จนฝ่าดินแดนแห่งนี้ออกไปได้

หุ้นรับเหมา

April 10, 2011 6 comments

หุ้นรับเหมาในนิยามของผม หมายถึง หุ้นของบริษัท ที่มีรายได้จากการประมูลงานมาเป็นครั้งๆ เช่น งานประมูลก่อสร้าง งานประมูลวางระบบวิศวกรรม / ระบบ IT เป็นต้น

โดยส่วนตัวผมไม่ใคร่จะนิยมลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้มากนักสักเท่าไร เพราะผลประกอบการณ์ของหุ้นในกลุ่มนี้มีความผันผวนค่อนข้างมากตามแต่ปริมาณงานที่ประมูลได้ และถ้าว่ากันตามปัจจัยเชิงคุณภาพ ก็ไม่เชื่อว่าบริษัทในกลุ่มนี้จะมี DCA อะไรให้ผมมั่นใจในการลงทุนระยะยาวได้

และปัจจัยอีกข้อที่ทำให้ผมไม่ใคร่จะสบายใจกับการลงทุนในหุ้นหลุ่มนี้ ก็คือความ”เทา”ของบริษัท ซึ่งโดยธรรมชาติของการทำธุรกิจของหุ้นในกลุ่มนี้นั้นเอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของผบห.อยู่แล้ว ( สังเกตได้ง่ายๆ บริษัทรับเหมาบางบริษัทรายได้เป็นหมื่นล้านทุกปีแต่แทบไม่เคยมีกำไร )

แต่อย่างไรก็ดี บางครั้งผมก็อาจจะสนใจหุ้นในกลุ่มนี้ ถ้าหากราคามันถูกมากๆ และว่ากันตามจริง ผมก็เคยลงทุนในช่วงสั้นๆ กับบางบริษัทในกลุ่มนี้ โดยที่ได้ผลตอบแทนมามากพอสมควร

หุ้นกลุ่มนี้มักจะถูกมากๆ หากบริษัทได้งานขนาดใหญ่เข้ามาในมือ หรือได้งานเยอะๆ จนมี backlog ที่จะรับรู้ในปีที่เรากำลังสนใจหุ้นเป็นจำนวนมาก สิ่งที่จะเกิดก็คือ หลังจากบริษัทรับรู้รายได้จากงานเหล่านี้จนครบ บางครั้ง PE จะลงไปต่ำมาก ที่ 2, 3 หรือ 4 ซึ่งพอหุ้นมี PE เหลือเท่านี้แล้ว สิ่งที่จะตามมาก็คือปันผลของหุ้นมักจะมี % ที่มากถึงหลัก double digit ซี่งผมมองว่าจะเป็นตัว catalyst ราคาในกระดานได้อย่างดี

ผมเองเคยมีประสบการณ์ลงทุนช่วงสั้นๆ กับ STPI ในช่วงกลางปี 52 ผมมองเห็นว่าบริษัทกำลังจะรับรู้รายได้จากงานที่ woodside และ EPS ในปี 52 น่าจะอยู่ที่แถวๆ 5 บาท ซึ่ง ณ ราคาที่ผมกำลังสนใจ บริษัทมีพีอีไม่ถึงสอง

ในที่สุดผลประกอบการณ์ก็มาตามที่ผมคาด พร้อมกับที่บริษัทจ่ายปันผลระหว่างกาลออกมา 1 บาท ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ผมได้กำไรจาก STPI ประมาณ 80% โดยที่ถืออยู่แค่ประมาณสามเดือน

คำถามต่อมาก็คือ แล้วถ้าเราเจอหุ้นลักษณะนี้ เราควรจะซื้อหุ้นตอนไหน ซื้อตอนที่มีข่าวกำลังจะประมูลงานใหญ่ๆ? ซื้อตอนที่ประมูลงานได้แล้ว? หรือซื้อตอนที่ผลประกอบการณ์ดีมากๆ ออกมาแล้ว? ความเห็นของผมก็คือทางเลือกที่สอง เพราะหากเราเข้าซื้อระหว่างกำลังรองานประมูล ผมมองว่าเรากำลังจะ bet มากเกินไป และหากบริษัทประมูลเมกะโปรเจคต์ที่ว่าไม่ได้ เราก็มีโอกาสที่จะขาดทุนได้มาก

หลายคนอาจจะมองว่าซื้อหลังบริษัทชนะประมูลแล้ว เราอาจจะได้ต้นทุนที่แพง ซึ่งผมเองก็มองว่าจริง หากเราไปไล่ซื้อหุ้นตอนที่หุ้นกำลัง”ฮอต” หรือเพิ่งมี”ข่าวดี”เรื่องการชนะประมูลออกมาใหม่ๆ แต่ผมเชื่อว่าระยะเวลาหลังจากบริษัทชนะประมูล จนกระทั่งผลประกอบการณ์ที่ดีออกมานั้น ทอดยาวพอสมควร และในช่วงเวลาดังกล่าว ก็มักจะมีช่วงเวลาที่ตลาดไม่ดี และลดราคาหุ้นที่เราสนใจจนกลับมาอยู่ในจุดที่มี MOS เพียงพอ และผมพึงพอใจที่จะเข้าไปถือ

ส่วนการซื้อหลังผลประกอบการณ์ที่ดีออกมาแล้วนั้น ผมมองว่าที่จุดนั้น ราคามักสะท้อนมูลค่าของเมกะโปรเจคต์ไปเรียบร้อยแล้ว และหากเราเข้าไปซื้อ เราก็มักจะเป็น ” VI ไม้สุดท้าย ”

อย่างไรก็ดี หากผมจะลงทุน ( แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ) กับบริษัทเหล่านี้ ผมมักจะเตือนตัวเองไว้สองข้อเสมอ

1.เราอาจจะประเมิน revenue จากมูลค่าของโปรเจคต์ หรือแบคลอกได้ แต่มักจะประเมินมาร์จินและผลกำไรได้อย่างไม่ใคร่จะแม่นยำนัก เพราะปัจจัยหลายๆอย่าง ทั้งสภาพการสู้ราคา ณ วันที่ประมูล ต้นทุนการก่อสร้าง ความล่าช้าที่อาจจะเกิดในการก่อสร้าง และเหนืออื่นใดคือธรรมชาติความ”เทา” ของหุ้นในกลุ่มนี้

2.บางครั้งตลาดก็มีประสิทธิภาพ และไม่ได้ให้ราคากับ one time gain อันเกิดจากผลประกอบการณ์ที่ดีมากๆ เพียงปีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า EPS ที่สูงมากๆนั้น ไม่ได้แปรสภาพออกมาเป็นปันผล ( ผมยกตัวอย่างในเคสของ STPI ที่ผมเคยลงทุนมา งบไตรมาสสองของปี 52 ออกมาดีตามคาดที่ EPS 4 บาท แต่หลังจากงบออก ราคาก็ยังหยุดนิ่งอยู่ที่แถวๆ 8 บาท จนกระทั่ง บริษัทจ่ายปันผลระหว่างกาล ออกมา 1 บาท ราคาถึงจะเริ่มวิ่งรับงบที่ดี ไปที่ 13 -14 บาท )

หุ้นการเมือง

March 20, 2011 4 comments

โดยส่วนตัว ผมแบ่งหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเป็นสองประเภทคือ หุ้นที่แอบอิงกับสัมปทานของรัฐ หรือค้าขายกับรัฐ และหุ้นที่ไม่ได้ทำมาหากินอะไรกับรัฐเลย เพียงแต่มีผถห.หรือผบห.ที่เป็นนักการเมือง

การพิจารณาที่จะลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเหล่านี้ โดยหลักการก็ไม่ต่างจากการลงทุนให้บริษัทอื่นๆ คือเราต้องพิจารณาคุณภาพบริษัท และประสิทธิภาพในการทำกำไร เพื่อมองหาว่า ราคาที่ซื้อขายในกระดานนั้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทหรือไม่

โดยทั่วไปบริษัทที่ต้องพึ่งพาอาศัยสัมปทานของรัฐ หรือที่หนักกว่านั้นคือบริษัทที่ต้องทำมาค้าขายกับรัฐ ( เช่น ต้องประมูลโครงการของรัฐ หรือประมูลขายสินค้าให้รัฐ ) มักจะเป็นบริษัทที่เราไม่อาจคาดการณ์ผลประกอบการในระยะยาวได้ เนื่องจากธรรมชาติของหุ้นรับเหมาก็มีความผันผวนของผลประกอบการมากพอสมควรอยู่แล้ว ยิ่งเป็นค้าขายกับรัฐ ( รวมทั้งสัมปทาน / สัญญาที่ทำกับรัฐบางประเภท ) ก็ยิ่งมีความเสี่ยงกับการไหวเอนไปตาม”ขั้วการเมือง”ที่มีอำนาจในขณะนั้น และที่สำคัญหุ้นเหล่านี้มักจะมี”ผลประกอบการ”ที่แย่ หากโดนการเมือง”ขั้วตรงข้าม”รังแก

ดังนั้นการที่จะหามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทในระยะยาวย่อมเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ การจะลงทุนในบริษัทเหล่านี้ ผมมองว่าเราสามารถลงทุนได้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ในช่วงที่สัมปทานยังมีอยู่ ( และยังไม่มีใครขุดคุ้ยมาเล่นงานทางการเมืองกัน ) หรือในช่วงที่บริษัทกำลังได้โครงการขนาดใหญ่จากรัฐ

สำหรับหุ้นอีกประเภท ซึ่งก็คือหุ้นที่ไม่ได้แอบอิงอะไรกับรัฐ เพียงแต่มีผถห.หรือผบห. ที่ข้องเกี่ยวกับการเมือง หุ้นประเภทนี้ โดยปกติเวลาที่ผมพิจารณาหุ้นมูลค่าที่แท้จริง ผมแทบจะไม่ได้ใส่ปัจจัยทางการเมืองมาในการวิเคราะห์เสียด้วยซ้ำ แต่หุ้นเหล่านี้มักจะถูกตลาด discount ด้วยปัจจัยทางการเมืองอยู่เรื่อยๆ

แล้วผมมุมมองในการลงทุนอย่างไรกับหุ้นประเภทนี้ โดยปกติผมก็ใช้วิธีการวิเคราะห์บริษัทด้วยปัจจัยเชิงคุณภาพ และงบการเงินเหมือนบริษัทอื่นๆ หลังจากนั้นผมก็มาดูราคาในกระดานว่า undervalue หรือไม่ ถ้าหุ้นยังมีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผมมั่นใจได้ว่า ราคาที่ถูก discount ไปนั้น เป็นเหตุผลจากการเมืองล้วนๆ นั่นก็คือโอกาสที่ดีมากสำหรับการลงทุน

คำถามต่อมาก็คือ แล้วผมกลัวการเมืองจะกดดันราคาหุ้นจนหุ้น”ถูกเรื้อรัง” หรือไม่ คำตอบคือไม่กลัว เพราะการเมืองไทยหลังยุคประชาธิปไตยเต็มใบ โดยเฉลี่ยแล้วจะมีการเปลี่ยนขั้วไม่เกินทุกๆ 2 ปี ( ยกเว้นบางสมัยที่รัฐบาลมีความเข้มแข็งมากอย่างรัฐบาลของคุณทักษิณ ) ดังนั้นการรอให้การเมืองมาปลดล็อคราคาหุ้น โดยเฉลี่ยก็รอไม่เกินนี้ และยิ่งถ้าหุ้นถูกการเมือง discount ไปมากๆ ปันผลของบริษัทก็จะสูงไปเองโดยอัตโนมัติ ทำให้ผมรับปันผลปีละ 8 -9% ได้ในระหว่างรอโดยไม่เดือดร้อน ( แต่อย่างไรก็ดี ผมอาจจะมี timing บ้างกับหุ้นการเมืองเหล่านี้ โดยผมอาจจะพิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุน เมื่อผมเห็นว่าจะมีโอกาสของการเปลี่ยนขั้วการเมืองในอนาคต อันใกล้ )

ทังนี้ทั้งนั้นในฐานะ low PE investor ผมมีความเห็นว่า การปลดล็อคด้วยการเมืองนั้น เป็นการปลดล็อคที่มีประสิทธิภาพมาก พอๆกับการปลดล็อคด้วยปันผล เพราะการปลดล็อคหุ้นถูกเรื้อรังด้วยวิธีอื่นๆ เราจำเป็นที่จะต้องทำให้ตลาดมีมุมมองใหม่กับธุรกิจของเรา ในขณะที่การปลดล็อคด้วยการเมืองนั้น ตลาดมักจะมองเห็นว่า”ธุรกิจ” ของเรา”ดี” อยู่แล้ว เพียงแต่ทำให้ตลาดหมดความ “กลัว” เท่านั้นเอง