Archive

Posts Tagged ‘การขายหุ้น’

Bargain Hunter

September 7, 2011 7 comments

นักลงทุนที่เรียกตัวเองว่าเป็น VI ในบ้านเราส่วนใหญ่ไม่ได้ลงทุนในกิจการยอดเยี่ยมที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนและมีผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาลอย่างปรมาจารย์ VI อย่างวอเรนต์ บัฟเฟต์ เขาเหล่านั้นมักจะลงทุนในกิจการที่อาจจะไม่ได้มีคุณภาพดีมาก แต่เขามองเห็นแล้วว่า ราคาที่ซื้อขายกันในกระดานต่ำกว่ามูลค่าแท้จริงที่มันควรจะเป็น และเมื่อราคาในกระดานสะท้อนตามมูลค่าที่พวกเขาคิดว่าจะเป็นแล้ว เขาก็จะขายหุ้นตัวนั้น แล้วก็มองหาหุ้นตัวใหม่ที่มีลักษณะแบบนี้อีก

เหตุผลที่พวกเขาไม่ได้ลงทุนตามอย่างปรมาจารย์บัฟเฟต์ ก็มักจะเป็นเพราะเขาเหล่านั้นมักคิดว่าคุณภาพของกิจการในตลาดบ้านเราไม่ได้ยอดเยี่ยม มีแบรนด์ที่แข็งแรง มี competitive advantage เยอะๆ ดังตลาดอเมริกา การจะหากิจการยอดเยี่ยมขนาดนี้ที่จะถือไว้”ตลอดกาล”แบบบัฟเฟต์ อาจจะเป็นเรื่องทื่ทำได้ยาก และลึกๆแล้ว พวกเขาก็มักจะคิดว่า สเถียรถาพของตลาดทุนบ้านเรานั้นต่ำ อ่อนไหวได้ง่ายกับทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งยาวๆบางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง

ที่สำคัญอีกประการคือพวกเขามักจะคิดว่า การสวิชหุ้นเปลี่ยนตัวเล่นไปเรื่อยๆ จะทำให้พอร์ตของพวกเขาโตได้เร็วกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่พอร์ตของเขายังไม่ใหญ่โตมาก สามารถซื้อขายหุ้นแต่ละตัวได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาสภาพคล่อง

ลักษณะการลงทุนของ VI บ้านเรานี้ ผมมีความเห็นว่าคำศัพท์คำนึง สามารถอธิบายลักษณะการคิดและการลงทุนของพวกเขาได้ดี นั่นก็คือคำว่า bargain hunter

พวกเขาเหล่านี้จะมีธรรมชาติของการเป็นนักล่า”ส่วนลด” เมื่อใดก็ตามที่เขาเห็นส่วนลดของ”ราคา”จาก”มูลต่า” เขาก็พร้อมจะจู่โจมเข้าล่า และจากไปเมื่อ”ส่วนลด”หมดไป

แล้วพวกเขาตามหาส่วนลดเหล่านี้ได้อย่างไร? คำตอบคือเขาทำการบ้านในแง่”พื้นฐาน”อย่างหนัก ทั้งการอ่านรายงาน 56-1 ฟัง opportunity day โทรสอบถามข้อมูลจาก IR ไป company visit อ่านบทวิเคราะห์ ทดลองใช้สินค้าและบริการของบริษัท etc. จนกระทั่งเขาค้นพบความดีความงามของบริษัทที่ตลาดยังไม่ทัน recognize และยังไม่ทันจะ price in เช่น อาจจะค้นพบว่าบริษัทมี backlog ก้อนใหญ่ในมือ ที่จะทำให้กำไรปีนี้สูงสุดเป็นประวัติกาล, อาจจะเจอว่าบริษัทมีศักยภาพในการเติบโตสูง และน่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปีไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี, อาจจะพบว่าบริษัทมีกำลังการผลิตใหม่ ที่จะทำให้กำไรของบริษัทกำลังจะโตก้าวกระโดดในอีกหนึ่งปีข้างหน้า หรืออาจจะพบว่าบริษัทเปลี่ยน business model ไปแล้ว ทำให้รายได้และกำไรมีสเถียรภาพมากกว่าเดิม ขัดกับภาพในอดีตที่คนทั่วไปคิดว่างบการเงินของบริษัทลุ่มๆดอนๆ กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง เป็นต้น

บางคนอาจจะมีคำถามขค้นมาว่าการลงทุนแบบ bargain hunting นี้ เป็นการลงทุนแบบ VI หรือไม่ คำตอบสำหรับผมก็คือ ขึ้นอยู่กับว่าเรานิยามคำว่า VI ไว้อย่างไร ถ้านิยามว่า VI เท่ากับ undervalue แน่นอนว่า bargain hunting ย่อมเป็นแขนงหนึ่งของ value investment

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่นิยามและชื่อเรียก ที่ผมจะสื่อก็คือว่า คนที่ถูกเรียกว่าเป็น VI ในบ้านเราเป็น bargain hunter กันเสียเกือบหมด ดังนั้นเวลาที่พวกเขา ( รวมถึงผมเอง ) ซื้อหุ้นหรือเชียร์หุ้นตัวไหน นั่นแปลว่าเขากำลังล่าส่วนต่างระหว่างราคากับมูลค่า ถ้าเราซื้อเป็นไม้ถัดไป ส่วนต่างย่อมน้อยลง และถ้าเราเป็นไม้ท้ายๆ นั่นอาจจะเป็นจุดที่ไม่เหลือส่วนต่างแล้วก็ได้ และนั่นก็จะเป็นจุดที่ bargain hunter เทขาย ก่อนที่พวกเขาจะไปล่า”ส่วนลด”ตัวต่อไป

Advertisements

บทความของดร.นิเวศน์ที่เปลี่ยนชีวิตผม

August 28, 2011 11 comments

บทความนี้ เปลี่ยนชีวิตผมเมื่อสี่ปีก่อน ( และเป็นบทความที่ผมอ้างถึงในรายการ Money talk ครับ )

ตอนนั้นที่ผมอ่าน อยากจะบอกว่า”ขนลุก”และเปลี่ยน”ทัศนคติ”ของผมจากนักเก็งกำไรรายวันไปโดยสิ้นเชิง

อยากให้คนที่ไม่เคยอ่านได้อ่าน และคนที่เคยอ่านแล้วอ่านซ้ำ เพื่อรักษา”ทัศนคติที่เราหวงแหนที่สุด”เอาไว้

กลยุทธ์อาจปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่หลักการและทัศนคติของเราต้องไม่เปลี่ยนครับ 🙂

การลงทุนเพื่อชีวิต : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

คนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายแตกต่างกันไป บางคนทำเพื่อความสนุกสนานตื่นเต้น บางคนลงทุนเพราะหวังว่าจะรวยได้เร็ว บางคนทำเพื่อหวัง “ค่ากับข้าวหรือค่าขนม” บางคนคิดว่าจะลงทุนเพื่อให้มีรายได้ประจำเป็นรายเดือนเพื่อนำมาใช้จ่าย บางคนลงทุนเพื่อนำมาใช้เครดิตภาษีรายได้ แต่สำหรับผมแล้ว การลงทุนในหุ้นนั้น ทำเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันข้างหน้า พูดง่ายๆ มันเป็น “การลงทุนเพื่อชีวิต”

การลงทุนเพื่อชีวิตนั้นอย่างน้อยต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

ข้อแรกก็คือ เราทำมันอย่างมีสำนึกที่ดีกับการลงทุนซื้อขายหุ้น เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเรา มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม มันไม่ใช่การพนันที่จะทำให้ชีวิตของเราตกต่ำลง แต่การลงทุนในหุ้นนั้น มันเป็นการสร้างอนาคตที่ดีนั่นคือ มันสร้างความมั่นคง และความมั่งคั่ง โดยการลงทุนในธุรกิจที่ดี และจะเฟื่องฟูต่อไปในอนาคตอันยาวนาน ผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งนี้ไม่ต่างไปจากคนที่ก่อร่างสร้างตัวทำธุรกิจด้วยตนเอง ซึ่งมักจะได้รับการสรรเสริญจากสังคมว่าเป็นคนที่ทำมาหากิน มีความพยายาม และความมุ่งมั่นสูง สรุปอย่างสั้นๆ ก็คือ การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น เราต้องสะสมหุ้นที่ดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในลักษณะที่เหมือนกับว่าเรากำลังทำธุรกิจตามหุ้นที่เราซื้อ ถ้าเราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายอาหาร เราก็กำลังทำธุรกิจขายอาหาร เราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน เราก็กำลังทำธุรกิจของร้านนั้น

ข้อสอง ถ้าจะเป็นการลงทุนเพื่อชีวิต การลงทุนนั้นจะต้องทำอย่างจริงจัง การซื้อขายหุ้นอย่างฉาบฉวย ซื้อหุ้นเฉพาะในช่วงที่ “ตลาดกำลังขึ้น” หรือซื้อหุ้นโดยไม่ได้มีการศึกษาเป็นอย่างดีย่อมไม่ใช่การลงทุนเพื่อชีวิต ดังนั้น ในการลงทุนเพื่อชีวิต คนที่ทำจะต้องให้เวลา และศึกษาเรื่องของการลงทุนในหุ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะต้องวิเคราะห์และติดตามธุรกิจของหุ้นที่ลงทุนอย่างใกล้ชิด ความจริงจังในการลงทุนนั้น ผมหมายถึงว่า เราควรจะต้องเรียนรู้หลักการทางธุรกิจพื้นฐานที่จำเป็นต่อการลงทุนด้วยถ้าเราไม่รู้ เช่น การบัญชีและการเงินพื้นฐาน

ข้อสาม การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น หมายความว่าการลงทุนในหุ้นจะต้องมีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญสูง เมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงที่เรามีอยู่ ซึ่งในความเห็นของผมนั้นควรที่จะไม่น้อยกว่า 40-50% ขึ้นไป ตัวเลขนี้อาจจะดูว่าค่อนข้างจะสูง แต่ถ้าคำนึงถึงทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่อง ที่เรามักจะมีสัดส่วนมากในความมั่งคั่งของเรา ผมคิดว่าการลงทุนในหุ้นในระดับดังกล่าวก็ไม่สูงเกินไป

ข้อสี่ การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ต่อเนื่องยาวนาน ผมคิดว่าถ้าตลอดชีวิตได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยก็จนถึงวันที่เราเกษียณ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะการลงทุนต่อเนื่องยาวนานเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่ง ต่อความสำเร็จของการลงทุน เหตุผลก็คือ เวลาที่ยาวนานจะช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนลงได้มหาศาล และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ มันช่วย “ทบต้น” เงินหรือความมั่งคั่งของเราขึ้นไปอย่างทวีคูณ

ข้อห้า การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น หมายความว่าเพื่อชีวิตในวันข้างหน้าโดยเฉพาะเมื่อเราไม่ได้ทำงานแล้ว ดังนั้น ในขณะที่เรายังมีรายได้จากการทำงาน เราไม่ควรจะถอนการลงทุนออกมาใช้ เงินปันผลที่ได้มาจากการลงทุนในหุ้น จะต้องนำกลับไปซื้อหุ้นไม่มีการนำมาใช้ และไม่ว่าเราจะได้กำไรจากหุ้นเท่าไร เราก็จะไม่ถอนมาใช้จ่ายหรือ “ให้รางวัลตัวเอง” เราจะใช้เงินเฉพาะที่มาจากการทำงานเท่านั้น ว่าที่จริง สำหรับคนที่พอร์ตการลงทุนยังเล็ก เขาจำเป็นที่จะต้องกันเงินจากการทำงาน มาลงทุนในหุ้นเพิ่มเติมตลอดเวลาที่เขายังมีรายได้ด้วยซ้ำไป

ข้อหก การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น แปลว่าหุ้นทุกตัวที่ซื้อลงทุนจะต้องมีความปลอดภัยต่อการ “ขาดทุนอย่างถาวร” นั่นคือ หุ้นจะต้องมี Margin of Safety เพียงพอ ซื้อแล้วโอกาสที่จะขาดทุนในระยะยาวมีน้อยมากเนื่องจากตัวกิจการมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี และมีคุณค่าสูงกว่าราคาหุ้นมาก นอกจากนั้น เพื่อที่จะรับประกันว่าโอกาสที่เราจะเสียหายจากการลงทุนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การลงทุนเพื่อชีวิตจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงบ้าง นั่นก็คือ เราควรจะต้องถือหุ้นอย่างน้อยสัก 4-5 ตัวโดยเฉลี่ย เพื่อที่ว่า หากเราวิเคราะห์หรือคาดการณ์ผิดในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เราก็ยังไม่เสียหายเนื่องจากยังมีหุ้นที่เราคาดการณ์ได้ถูกต้องอีกหลายตัว ที่ทำเงินชดเชยได้

สุดท้าย การลงทุนเพื่อชีวิตที่จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จก็คือ วันที่เงินลงทุนในหุ้นของเรา สามารถจ่ายปันผลคิดเป็นเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายประจำปีของเราได้แล้ว เพราะนั่นหมายความว่า เราสามารถที่จะอยู่ได้ด้วยหุ้นที่เราเก็บสะสมมา แน่นอนเราไม่จำเป็นต้องหยุดทำงาน แต่เราสามารถเลือกที่จะทำงานที่เราพอใจได้ และก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า เราไม่จำเป็นต้องเลิกลงทุนในหุ้น เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเลยที่จะละทิ้งสิ่งดีๆ ที่ได้สร้างความมั่นคง และความมั่งคั่งให้เรามายาวนาน เพียงเพราะเราอาจจะคิดว่า “หุ้นเป็นเรื่องที่เสี่ยง เมื่อได้กำไรเพียงพอแล้วก็ควรจะหยุด” ว่าที่จริงเมื่อประสบความสำเร็จในเป้าหมายแรกแล้ว การที่จะประสบความสำเร็จในเป้าหมายต่อไปก็มักจะง่ายขึ้น ความเสี่ยงของหุ้นนั้น ถ้าเราลงทุนแบบ “เพื่อชีวิต”ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็มักจะเป็นว่า เราอาจจะไม่ได้มีเงินถึง 20 ล้านบาทตามที่คาด แต่เราก็อาจจะได้ถึง 5 ล้านบาทจากเงินเริ่มแรกเพียง 1 ล้านบาท เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี แต่โอกาสที่หุ้นจะมีค่าลดลงต่ำกว่า 1 ล้านบาท นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ไม่ต้องพูดถึงว่าหุ้นจะหมดค่า

และทั้งหมดนั้นก็คือ บางส่วนของกลยุทธ์การลงทุนแบบ “เพื่อชีวิต” ที่ผมคิดว่า คนจำนวนมากที่เป็นมนุษย์เงินเดือน สามารถนำไปใช้และจะประสบความสำเร็จได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ถ้าจะเกิดวิกฤติ

August 16, 2011 11 comments

ผมเป็นนักลงทุนที่ไม่ได้บอบช้ำจากวิกฤติ subprime มากนัก เพราะในตอนนั้นผมยังเป็น trader มากกว่า investor ทำให้ผม cut loss ได้ค่อนข้างเร็วกว่าที่ตลาดจะตกลงมามาก

หลังจากผมเปลี่ยนแนวจากการเล่นหุ้นมาเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานเต็มตัว สิ่งหนึ่งที่ผมยังกังวลอยู่ลึกๆก็คือว่า ถ้าหากมีวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาอีกรอบ ผมจะทำอย่างไร?

ผมมีเพื่อนที่เป็น trader หลายคน ซึ่งทุกคนก็มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของนักลงทุนแนวเน้นพื้นฐานก็คือว่ามักจะไม่มี exit strategy ดังนั้นเมื่อตัดสินใจอะไรผิดพลาดก็มักจะเสียหายหนัก

ปกติแนวคิดของผมมักจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับเพื่อนกลุ่มนี้ แต่ข้อนี้ผมกลับเห็นด้วย เพราะโดยมากสำหรับแวลูอินเวสเตอร์ ถ้าหากเราวิเคราะห์พื้นฐานของกิจการ ผิดพลาด หรือมีปัจจัยภายนอกที่เราคาดไม่ถึงมากระทบอย่างรุนแรง เราก็มักจะทนถือจนราคาลงไปมากเสียแล้ว

วิกฤติทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มักจะกระทบต่อพื้นฐานของบริษัทที่เราลงทุน แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจอีกว่า แวลูอินเวสเตอร์ส่วนมาก มักจะมองข้ามปัจจัยข้อนี้ไป

ผมเคยคิดหาวิธีลงทุนในภาวะวิกฤติอยู่หลายต่อหลายครั้ง และนี่คือแนวทางที่ผมจะปรับตัว หากผมคิดว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะเกิด

อันดับแรกเลยก็คือผมจะพยายามแยกให้ออกว่านี่เป็น crisis จริงๆ หรือเป็นแค่ panic อันที่จริงการพยายามแยกสองภาวะนี้ออกจากกันคงทำได้ไม่ง่าย และกว่าเราจะรู้แน่ชัดว่านี่คือ crisis ก็คงจะเป็นจุดที่เราอยู่ใน crisis เต็มตัวไปแล้ว ที่ผมพยายามจะทำก็คือว่า ผมจะพยายามดูตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายๆตัวประกอบกัน เช่น อัตราเงินเฟ้อ GDP ดุลบัญชีเดินสะพัด ยอดขายรถในประเทศ / ต่างประเทศ ยอดการโอนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ถ้าตัวเลขต่างๆเหล่านี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ผมก็มักจะเชื่อว่า macro ของเรายังดีอยู่ ( แน่นอนว่าผมไม่ใช่ economist ย่อมไม่สามารถตีความตัวเลขเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ ผมเพียงแต่เอาตัวเลขหลายๆตัวมาประกอบ พอให้ผมเห็นภาพใหญ่ได้ว่า macro ของเราแนวโน้มออกไปทางดีหรือไม่ดี ) และผมจะให้น้ำหนักกับการบริหาร port ให้มีความระแวดระวังต่อการเกิด crisis ( ด้วยวิธีต่างๆ ที่ผมจะพูดต่อไป ) ไม่มากนัก

อันดับต่อมา ถ้าหากผมพิจารณาแล้วว่า โอกาสเกิดวิกฤติอยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่ผมจะรู้สึกสบายใจ ผมจะกลับมาพิจารณาพื้นฐานของกิจการที่ผมถืออยู่อย่างละเอียด และผมก็มักจะไม่สบายใจที่จะถือกิจการที่อ่อนไหวกับ macro economic มากๆ ต่อ

กิจการที่ว่า ได้แก่ กิจการที่ค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์ ( commodity ), กิจการที่ขึ้นลงตาม economic cycle เช่น อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ยานยนต์ อิเลกโทรนิค นิคมอุตสาหกรรม, กิจการที่ขายสินค้าหรือบริการที่ฟุ่มเฟือย เช่น กลุ่มการบิน และการท่องเที่ยว และสุดท้าย คือกลุ่มกิจการที่ปล่อยสินเชื่อ และมีความเสี่ยงสูงต่อ NPL ในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่

ทั้งนี้หากกิจการที่ผมถืออยู่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่อ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจมากๆ ดังกลุ่มกิจการข้างต้น ผมก็จะมาดูต่อว่าโดยตัวบริษัทเอง มีเหตุการณ์พิเศษอะไรหรือไม่ที่จะทำให้บริษัทมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจขาลงเป็นพิเศษ เช่น บริษัทอาจจะเป็นบริษัทในกลุ่มค้าปลีก ที่ยอดขายได้รับผลกระทบจาก macroeconomic น้อย แต่บังเอิญว่า ในขณะนั้นบริษัทเพิ่งลงทุนเปิดสาขาใหม่ด้วยเงินกู้หลายพันล้าน เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุการเฉพาะตัวที่จะทำให้ผมไม่สบายใจที่จะถือกิจการนั้นต่อ เพราะเมกะโปรเจคต์ของบริษัท มาเปิดดำเนินงานในช่วงที่อาจจะมีวิกฤติพอดี ทำให้เมกกะโปรเจคต์นั้นล้มเหลว และทำให้บริษัทขาดทุนได้มาก

ถ้าผมพิจารณาแล้วว่ากิจการที่ผมถือครองอยู่นั้น ได้รับผลกระทบน้อยมากจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ผมก็มักจะสบายใจที่จะถือหุ้นต่อ เพียงแต่สิ่งต่อมาก็คือ ผมจะเพิ่มความ conservative ในการพิจารณามูลค่าที่เหมาะสมของบริษัท ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมพิจารณาแล้วว่า หุ้นของผมควรจะเทรดที่พีอี 8 -10 หากเป็นในภาวะปกติ ผมอาจจะยังถือหุ้นอยู่ถ้า หุ้นถูกเทรดที่พีอี 8 และผมยังไม่สามารถหาหุ้นที่ undervalue มากกว่าได้ แต่ในภาวะที่ผมไม่แน่ใจกับ macroeconomic ผมก็มักเพิ่ม MOS ด้วยการตัดสินใจว่าราคาหุ้นเต็มมูลค่าไปแล้วตั้งแต่ pe 8 หรือในกรณีที่ผมประเมิน FV ด้วยการทำ DCF ผมก็มักจะเพิ่มอัตราการคิดลด เช่น จาก 8% เป็น 9%, 10%

ประการสุดท้าย ผมมักจะใช้เงินสดที่เหลือในพอร์ตซื้อหุ้นยากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นเพราะว่า ผมมักจะเลือกลงทุนในหุ้นน้อยกลุ่มลง และมีมุมมองต่อ valuation ที่ conservative มากขึ้น ตามที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นแล้ว ผมยังมักจะอยากจะมีเงินสดจำนวนหนึ่งเหลือไว้เสมอ เผื่อที่จะมีสถานการณ์ที่หุ้น”ถูกอย่างเหลือเชื่อ”

ความกังวลต่อวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจจะเกิด หากจะมองในแง่ดีก็เป็นโอกาสที่จะทำให้เราได้กลับมาทบทวนพื้นฐานและความสามารถในการแข่งขันของกิจการที่เราถือครองอยู่ กิจการที่เรามีความมั่นใจมากพอที่จะถือผ่านวิกฤติ ก็มักจะเป็นกิจการที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน นั่นหมายความว่า หลังจากวิกฤติผ่านไปพอร์ตของเราจะมีแต่หุ้นที่มีคุณภาพสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คือ แล้วผมมีความคิดเห็นอย่างไรต่อวิกฤติประเภทอื่นๆ เช่น วิกฤติทางการเมือง วิกฤติทางการทหาร / การต่างประเทศ, วิกฤติเหล่านี้ ส่วนมากจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทในระยะสั้นๆ แต่แทบไม่มีผลอะไรกับพื้นฐานบริษัทในระยะยาว หากราคาหุ้นในกระดานลดลงเพราะเหตุเหล่านี้ ผมเชื่อว่านี่คือโอกาสที่เราจะหวด “ perfect pitch “

ทำใจแบบ fundamentalist

July 31, 2011 12 comments

ช่วงปีสองปีมานี้ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขและนิ่งกับการลงทุนกว่าสมัยแรกๆ มากพอสมควร ทั้งที่จริงๆแล้วแนวคิดและวิธีการลงทุนของผมแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสักเท่าไร

สาเหตุหลักน่าจะเกิดจากประสบการณ์ที่มากขึ้นทำให้ผมเข้าใจถึงความเป็นไปของตลาด และ”ทำใจ”กับความความเป็นไปบางประการของตลาดได้มากขึ้น

ประการแรกเลยก็คือว่า ผมทำใจได้ว่าราคาหุ้นในระยะสั้นถึงกลางเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล ดังนั้นหากผมซื้อหุ้นที่เราพิจารณาอย่างดีแล้วว่ามีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม แต่แล้วราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน อาจจะเป็นเดือน หรือเป็นปี ผมก็มักจะทำใจอดทนรอได้ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมก็มักจะพบว่าหลังจากที่ผมอดทนรอไปสักพัก ในที่สุดแล้วราคาหุ้นก็จะวิ่งเข้าไปหามูลค่าที่เหมาะสมตามที่มันควรจะเป็น

และในทำนองตรงข้ามหากผมพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าหุ้นตัวนี้ราคาแพงเกินกว่าที่ควรจะเป็น หรือมี MOS ต่ำเกินกว่าที่ผมจะสบายใจที่จะลงทุน แต่หุ้นก็วิ่งขึ้นไปต่อ อาจจะด้วยแรงเก็งกำไรหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็มักจะทำใจได้ว่าการลงทุนกับหุ้นตัวนี้เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ผมขาดทุนได้มาก และนี่เป็นเกมที่ผมไม่ถนัด

นอกจากนั้น ผมก็มักจะมีความสุขและรู้สึกยินดีที่ได้เห็นเพื่อนๆของผม และนักลงทุนท่านอื่นๆ ทำกำไรกับหุ้นตัวนี้ไปได้อย่างงดงาม

ประการที่สอง ผมทำใจได้ว่าการคาดเดาตลาดเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราจะทำได้คือการซื้อและถือจนกว่าราคาจะสะท้อนมูลค่าออกมา, ผมเคยคิดว่ากลยุทธ์ที่น่าจะดีกว่ากลยุทธ์ Buy and Hold ของ VI นั่นก็คือกลยุทธ์การ Buy and Hold ตราบเท่าที่ตลาดยังเป็นขาขึ้น และ Sell เมื่อตลาดเป็นขาลง ( และอาจจะไป Buy ใหม่ เมื่อตลาดเป็นขาขึ้นอีกครั้ง ) ซึ่งถ้าเราทำได้ตามนั้น ย่อมดีกว่าซื้อแล้วถือไปเฉยๆ อย่างแน่นอน

แต่ปัญหาก็คือว่าผมมักจะทำนายทิศทางของตลาดผิดอยู่เสมอๆ ผมเคยลองพยายามทำนายทิศทางตลาด”ในใจ”เล่นๆ ไม่ว่าจะด้วยการใช้ข่าวสารต่างๆมาประกอบ สถานการณ์การเมือง ตัวเลขทางเศรษฐกิจ สถานการณ์เศรษฐกิจของโลก รวมทั้งเครื่องมือทางเทคนิคที่นักเทคนิคอลมักจะใช้กัน เช่น เส้นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก, MACD

ซึ่งจากประสบการณ์การทำนายในใจของผม ผมพบว่าผมมักจะทำนายผิดมากกว่าทำนายถูก และหากผมซื้อขายตามการทำนายทิศทางตลาดของตัวเอง ผมก็มักจะขายหุ้นในราคาที่ถูก และซื้อคืนในราคาที่แพงกว่าเดิมอยู่เสมอ และยังไม่นับรวมถึงค่าคอมมิชชั่นที่ผมจะต้องเสียเป็นจำนวนมากจากการซื้อๆขายๆ

ประการต่อมาผมทำใจได้ว่าการคิดการวิเคราะห์ของเราย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้เสมอ ผมมักจะเผื่อใจไว้เสมอๆ ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ว่า ข้อมูลของบริษัทที่เรามีไม่ละเอียดมากเพียงพอ ( ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติสำหรับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ) มีปัญหาบางอย่างที่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทเกิดขึ้น ปัญหาจากธรรมาภิบาลของผบห. หรือที่พบได้บ่อยที่สุดจากอคติของเราเองในการวิเคราะห์

ผมมักจะทำใจได้ว่านี่คือความเจ็บปวดที่แวลู อินเวสเตอร์จะได้เจอในช่วงชีวิตของการลงทุน และผมจะเก็บความผิดพลาดเหล่านี้มาเป็นบทเรียนให้การวิเคราะห์ครั้งต่อๆไปของผมมีความแม่นยำมากขึ้น

นอกจากนั้นผมก็พยายามจะเผื่อเหลือเผื่อขาดต่อโอกาสที่ผมจะวิเคราะห์บริษัทผิดพลาด ด้วยการกระจายการถือหุ้นในหลายๆบริษัท และเหลือเงินสดจำนวนหนึ่งไว้ในพอร์ตเสมอๆ ( อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความก่อนเรื่อง เสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย )

ประการสุดท้าย ผมทำใจได้ว่าไม่มีวิธีการลงทุนใดที่จะสมบูรณ์แบบตลอดเวลา และตลอดทุกภาวะตลาด ผมลงทุนในแบบเน้นคุณค่า เนื่องจากผมค่อนข้างสบายใจกับการใช้ตรรกะแบบวิทยาศาสตร์ของการลงทุนด้วยวิธีนี้ และผมได้รับผลตอบแทนที่ดีมากเทียบกับวิธีการลงทุนแบบอื่นๆที่ผมเคยใช้ แต่ผมก็ทำใจได้ว่าในบางช่วงเวลาบางโอกาส การลงทุนในแนวอื่นอาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและรวดเร็วกว่า แต่นั่นก็ไม่ใช่วิธีที่ผมถนัด และอยู่นอกกรอบความสามารถของผม ดังนั้นสิ่งที่ผมมักจะทำก็คือทำใจและลงทุนในกรอบที่ผมถนัดต่อไป

หาหุ้นแบบ fundamentalist

June 4, 2011 13 comments

ผมเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานคนหนึ่งที่นิยมลงทุนกับ good stock ในราคาที่ undervalue มากๆ มากกว่า great stock ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไปนัก

ข้อดีของการลงทุนในวิธีนี้ คืออาจจะเหมาะกับตลาดทุนที่คุณภาพของกิจการในตลาดไม่ได้”ดีเลิศ”แบบประเทศไทย และ”ความถูก”ของหุ้นก็เป็นตัวป้องกัน downside ในระยะสั้นถึงกลางได้ดีในระดับหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ดี การลงทุนใน good stock ที่มีส่วนลดมากๆ ก็มีข้อเสียประการสำคัญก็คือ บริษัทที่มีคุณสมบัติแบบที่ว่านี้ มักจะเป็นบริษัทที่เราไม่สามารถือหุ้นไว้ได้ตลอดกาล เพราะโดยตัวคุณภาพก็เป็นเพียงกิจการที่”ดี” ไม่ใช่”ดีเลิศ” ที่จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน หรือจะมีการเติบโตเยอะๆ ไปอีกเป็นสิบปี

ดังนั้นเมื่อเราถือหุ้นมาได้ระยะหนึ่ง และราคาในกระดาน”สะท้อนมูลค่า”ไปเรียบร้อยแล้ว เราก็มักที่จะจำเป็นต้องขายหุ้นตัวนั้นออกมาเสีย

ผมย้อนไปดู portfolio ของตัวเองในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพอร์ตของผม มักจะมี “big move” โดยเฉลี่ยทุกๆ ประมาณ 3 -6 เดือน นั่นก็คงเป็นเพราะ good stock ที่ผมถือ”สะท้อนมูลค่า” จนไม่มีส่วนลดเหลือแล้วนั่นเอง

หลายคนมักจะถามผมว่า แล้วผมหา good stock ตัวใหม่ๆ มาลงทุนเป็นระยะๆ ได้อย่างไร ผมก็มักจะตอบว่าโดยวิถีชีวิตของการเป็น fundamentalist ของผมนั้นเอื้ออำนวยต่อการทำความรู้จักกิจการใหม่ๆอยู่แล้ว

ประการแรกเลยก็คือผมมีสังคมเพื่อนนักลงทุนค่อนข้างเยอะ ซึ่งผมก็มักจะมีกิจกรรมการพบปะ กินข้าวกับเพื่อนนักลงทุนอยู่บ่อยๆ เฉลี่ยประมาณเดือนละ 2 -3 ครั้ง ซึ่งการพบปะกันแต่ละครั้ง นอกจากเราจะคุยกันเรื่องสารทุกข์สุขดิบ เหตุการณ์บ้านเมืองทั่วไปแล้ว เราก็มักจะคุยกันเรื่องการลงทุน กิจการที่เราถืออยู่ กิจการใหม่ๆที่น่าสนใจ หรือข่าวคราวบางอย่างที่จะทำให้บริษัทที่อยู่ในความสนใจของเรามีผลการดำเนินงานที่เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งการพบปะกันแต่ละครั้ง ผมก็มักจะได้ไอเดียเกี่ยวกับกิจการที่ผมไม่เคยรู้จัก ทำให้ผมได้ไอเดียใหม่ๆ มาศึกษาเองต่อ

นอกจากผมก็ยังมี online social network กับเพื่อนนักลงทุนอีกหลายๆ กลุ่ม ที่บางครั้งเราอาจได้พบปะกันแค่ปีละครั้งสองครั้ง แต่เทคโนโลยีก็ทำให้เราใกล้กัน จนบางครั้งผมก็รู้สึกว่า ผมใกล้ชิดกับเพื่อนนักลงทุนกลุ่มนี้ ไม่ต่างอะไรไปจากกลุ่มที่ผมพบปะเป็นประจำ

ประการที่สอง ผมมักที่จะใช้เวลาว่างไปกับการดู opportunity day, เวลาผมไม่มีอะไรทำ ผมมักจะเปิดไฟล์ opp day ของกิจการที่ผมไม่รู้จักมาดู ผมมีความเห็นว่าการฟัง opp day เป็นทางลัดที่ง่ายที่สุด ที่เราจะเข้าใจความเป็นไปของกิจการต่างๆ เพราะใน opp day คนที่มาพูดเกี่ยวกับกิจการนั้นๆ ให้เราฟัง ก็คือคนที่ดูแลบริหารกิจการนั้น”มากับมือ”

หลายคนอาจจะบอกว่า การฟัง opp day ต้องใช้เวลามาก และหลายกิจการเวลาฟังแล้วก็ไม่รู้สึกว่าน่าสนใจ ทำให้เสียเวลาฟังไปฟรีๆ แต่ผมมองว่า ถ้าเราคิดว่าการลงทุนก็เป็นอีกอาชีพของเรา ทำไมเราที่ยอมเสียเวลาวันละ 8 ชม. ให้กับงานอาชีพประจำ จะเจียดเวลาวันละ 1 -2 ชม.ให้กับ”อาชีพ”นักลงทุนไม่ได้ และการฟัง opp day ของบริษัทที่สุดท้ายเราไม่ได้ลงทุนด้วย ก็ไม่ใช่การ ”เสียเวลาเปล่า” แต่หากเป็นการที่เราได้มีโอกาสศึกษาธุรกิจที่เราไม่เคยรู้ อุตสาหกรรมที่เราอาจจะไม่เคยรู้จัก และที่สำคัญแม้เราจะไม่ได้ลงทุนกับกิจการนั้น ในวันนี้ แต่หากวันหน้า พื้นฐานของกิจการเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เราก็คงจะไม่ต้องเสียเวลาศึกษากิจการตั้งแต่ศูนย์ใหม่

ประการต่อมา ผมชอบอ่านเวบไทยวีไอ, ใครจะโจมตีจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ผมเชื่อว่าฐานข้อมูลของเวบนี้ เป็นฐานข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการลงทุนแนวพื้นฐานมากที่สุดในประเทศไทยแล้ว เมื่อผมมีเวลาว่าง ผมชอบเปิดห้องร้อยคนร้อยหุ้นมาไล่ดูห้องต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ ผมจะไล่อ่านย้อนหลังไปจากหน้าสุดท้ายประมาณ 7 -8 หน้า บ่อยครั้งที่ผมพบ”ไอเดียหลัก”ของการลงทุนในกิจการนั้นๆ จากการอ่านห้องร้อยคนร้อยหุ้นกลับไปไม่กี่หน้า ทำให้ผมไปศึกษากิจการนั้นต่อในเชิงลึกโดยสะดวกและง่ายขึ้นมาก

ประการสุดท้าย เมื่อผมหาหุ้นมาลงทุนไม่ได้จริงๆ และผมพบว่าเงินสดในพอร์ตมีปริมาณมากในระดับที่ผมไม่สบายใจ ผมจะไปเปิดเวบ settrade เพื่อสกรีนหุ้นเป็นรายอุตสาหกรรม โดยผมจะเปิดเวบทีละ sector แล้วให้เวบเรียงหุ้นจาก pe ต่ำสุดไปยัง pe สูงสุด แล้วผมก็จะเลือกหุ้นที่ pe ต่ำสุด 4- 5 อันดับแรก มาศึกษาโดยละเอียดต่อ ว่าทำไมหุ้นมันถุงเทรดกันที่พีอีเพียงเท่านี้ มีรายการพิเศษอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ และมีแนวโน้มที่ตลาดจะปลดล็อคความถูกหรือเปล่า

อคติในการลงทุน

April 28, 2011 8 comments

โดยธรรมชาติของปุถุชนย่อมมีความลำเอียงในการตัดสินใจในการทำสิ่งต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ท่านทรงแบ่งอคติไว้สี่ประเภท คือ ฉันทาคติ, โทสาคติ, ภยาคติ และ โมหาคติ ซึ่งก็คือความลำเอียงเพราะ รัก, เพราะโกรธ / เกลียด, เพราะกลัว และเพราะไม่รู้ตามลำดับ

ยิ่งในเรื่องการลงทุนแล้ว ดูเหมือนว่าอคติของนักลงทุนจะยิ่งมากกว่าคนทั่วไปเสียด้วยซ้ำ เพราะโดยธรรมชาติแล้วเรื่องเงินๆทองๆ เป็นสิ่งที่”เร้า”อารมณ์”โลภ” และอารมณ์”กลัว” ได้มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าสิ่งใดๆ

อคติตัวแรกที่พบได้บ่อยๆ คือ “ฉันทาคติ”, นักลงทุนส่วนมาก จะใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพของกิจการ ตลอดจนข้อมูลจากงบการเงินอย่างละเอียดในการพิจารณาว่ากิจการที่ตัวเองกำลังสนใจ มีราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมหรือไม่

แวลู อินเวสเตอร์มักจะทำกิจกรรมการวิเคราะห์นี้ ได้ดีพอสมควร เมื่อเขากำลังจะตัดสินใจว่าจะเลือกลงทุน หรือไม่ลงทุน แต่สิ่งหนึ่งที่มักจะเกิดก็คือ ภายหลังที่เราเลือกลงทุนกับกิจการใดกิจการหนึ่งแล้วก็คือ เราก็มักจะ”รัก” ในตัวกิจการ จนกระทั่งแม้บางครั้งพื้นฐานกิจการแย่ลง หรือมีข้อมูลใหม่ๆ ที่ทำให้เราทราบว่าการดำเนินงานของบริษัทไม่ได้ดีมากขนาดที่เราคิดไว้ตอนแรก เราก็มักจะเลือกที่จะลำเอียงไม่รับฟังข้อมูลเหล่านั้น

อคติข้อนี้ มักจะเป็นปัญหาข้อที่พบได้บ่อยๆ กับแวลู อินเวสเตอร์มือใหม่ เพราะเขาเหล่านั้น ยังมีประสบการณ์วิเคราะห์กิจการมาไม่มาก และมีกิจการที่ตัวเองเข้าใจอย่างถ่องแท้ในอยู่ในหัวเพียงจำนวนเดียว ทำให้แนวโน้มที่เขาจะมีฉันทาคติ กับกิจการใดกิจการหนึ่ง มากกว่าแวลู อินเวสเตอร์หน้าเก่าที่มีบริษัทอยู่ในหัวให้เลือกลงทุนมากกว่า

อคติตัวที่สองที่เจอได้บ่อยเช่นกัน ก็คือ ปัญหาจากการที่”รสนิยม”ของเราไม่ต้องตรงกับสินค้าของบริษัท ทำให้เราพาลคิดไปว่าคนอื่น ก็น่าจะไม่ชอบ และสินค้าของบริษัทก็ไม่น่าจะขายดี และทำให้เรามองต่อไปอีกว่า ผลประกอบการของบริษัทก็น่าจะไม่ดีตามไปด้วย

อันที่จริงการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทว่ามีคุณภาพหรือไม่ เป็นสิ่งที่แวลู อินเวสเตอร์สมควรทำอย่างยิ่ง เพื่อใช้เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพตัวหนึ่ง ในการวิเคราะห์พื้นฐานของบริษัท แต่เราต้องนึกในใจไว้เสมอว่า เราอาจจะลำเอียงได้มากจาก”รสนิยมส่วนตัว” และเราควรพิจารณาว่าสินค้าของบริษัทนั้น ต้องกับ”รสนิยมของมวลชน”หรือไม่ จากยอดขาย หรือยอดรายได้ของบริษัทมากกว่า

เช่นเดียวกับเรื่องการบริการ เราอาจจะมีอคติกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง จากการที่เราได้รับการบริการ / บริการหลังการขายที่ไม่ดีจากบริษัท แต่เราอย่าลืมว่างานบริการเป็นเรื่องที่คงจะทำให้สมบูรณ์แบบ และลูกค้าทุกคนพอใจไม่ได้ กรณีของเราอาจเป็นเรื่องเพียงหนึ่งในร้อย หนึ่งในพันของบริษัท

อคติตัวต่อมาที่พบได้บ่อยๆ ก็ความลำเอียงเพราะความไม่รู้ เวลาที่เราเห็นราคาหุ้น ตัวใดตัวหนึ่งขึ้นมาแรงๆ เรามักจะทึกทักไปเองว่าขึ้นมาเพราะ”จ้าวเข้า” เวลาหุ้นลงแรงๆ เราก็มักจะทึกทักไปว่า”จ้าวทุบ”

อันที่จริงลักษณะการขึ้นลงของราคาหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่มี market cap ไม่มาก ก็อาจจะเกิดได้จาก”จ้าวมือ” อยู่บ่อยๆ แต่การที่เรา”อคติ” ไปเสียแต่แรกว่าการขึ้นลงของราคาเป็นเรื่องของ”จ้าวมือ” อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสที่ดีในการลงทุน เพราะบ่อยครั้งการขึ้นลงของราคาที่รุนแรง ก็เกิดจากการที่พื้นฐานของกิจการเปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ ที่เราเองยังไม่ได้ศึกษาจึง”ไม่รู้”

อคติตัวสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง เป็นอคติที่ผมไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น แต่มันก็เกิดขึ้นบ่อยในช่วงหลังๆ ซึ่งก็คือ อคติจากการที่มีกลุ่มหรือคนที่เราชอบ / ไม่ชอบ ถือหุ้นตัวนั้นๆอยู่ ซึ่งก็คงเป็นเพราะสังคมนักลงทุนบ้านเราในระยะหลัง มีความซับซ้อน มีกลุ่มก้อน มีการแบ่งเขา แบ่งเรามากขึ้นนั่นเอง

อคติเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการที่จะทำให้เราก้าวไม่พ้น No Man’s Land ( ดูบทความเรื่อง No Man’s Land ประกอบ ) การตัดสินใจด้วยใจที่”เป็นกลาง” อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่แวลู อินเวสเตอร์จะฝึกฝน

หลับตาหนึ่งข้าง

April 24, 2011 9 comments

ในฐานะ แวลู อินเวสเตอร์ บริษัทในฝันที่ผมอยากลงทุนด้วยก็คือบริษัทที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน มีการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีผบห.ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีธรรมาภิบาลในระดับสูง และจะต้องมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไปนัก

แนวทางการเลือกหุ้นที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นเป็นแนวทางที่สุดยอดนักลงทุนของโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟต์ใช้มาตลอดชีวิตการลงทุนของเขา จนทำให้เขากลายเป็นบุรุษที่ร่ำรวยที่สุดอันดับสองของโลก ซึ่งคงไม่มีใครปฎิเสธถึงแนวทางที่บัฟเฟต์ใช้ แต่เมื่อเราย้อนกลับมามองที่ตลาดบ้านเราเอง เราอาจจะเกิดคำถามขึ้นมาว่าบ้านเราซึ่งมีคุณภาพของกิจการในตลาดหลักทรัพย์ที่ด้อยกว่า จะสามารถยึดหลักการแบบบัฟเฟต์อย่าง”เคร่งครัด”ได้หรือไม่

ความเห็นของผมก็คือ เราอาจจะจำเป็นที่จะต้อง”หลับตาข้างหนึ่ง”เพื่อที่จะมองข้ามจุดบกพร่องบางอย่างของบริษัท เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เราอาจจะหา”กิจการแบบบัฟเฟต์”ไม่เจอเลยแม้แต่บริษัทเดียว ( ผมเชื่อว่าตอนที่ดร.นิเวศน์ท่านลงทุนกับ cpall ท่านก็”แกล้ง”ทำเป็นมองไม่เห็น ข้อน่าสงสัยบางอย่างของบริษัทไปเช่นกัน ) และยิ่งโดยเฉพาะ ถ้าแนวทางการลงทุนของเราเป็นการลงทุนใน good company ในราคาที่มีส่วนลดมากๆ มากกว่าการลงทุนใน great company ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป เราก็อาจจะจำเป็นที่ต้องแกล้งหลับตาข้างเดียวบ่อยครั้งขึ้น

ข้อชวนสงสัยที่ผมอาจจะต้องแกล้งทำเป็นหลับตาอยู่บ่อยๆ มีดังต่อไปนี้

1.ธรรมาภิบาล สำหรับนักลงทุนหลายท่าน ( รวมทั้งผมเอง ) มักจะให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลเป็นลำดับต้นๆ ในการที่จะเลือกลงทุน หรือไม่ลงทุนกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เอาเข้าจริงการหาข้อมูลเรื่องธรรมาภิบาล มักเป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างลำบากและพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ยาก ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมาภิบาลที่เราหาได้ ก็มักจะเป็นเพียงข่าวลือ หรือข่าวซุบซิบนินทา ซึ่งก็มักจะเป็นข้อคิดเห็นมากกว่าข้อเท็จจริง ดังนั้นสำหรับผม ถ้าหากผบห.ไม่ได้มีประวัติการ”เอาเปรียบ”นักลงทุนรายย่อยอย่างชัดเจน ผมก็มักจะแกล้งหลับตามองไม่เห็นคำซุบซิบนินทาเหล่านั้นเสีย

2.การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมในระยะยาว บัฟเฟต์เคยบอกไว้ว่า เขาจะไม่ลงทุนกับหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี เพราะเขาคาดเดาไม่ได้ว่าในอีก 10 ปี 20 ปี ข้างหน้า เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และบริษัทที่เขาครอบครองจะสูญสิ้นความสามารถในการแข่งขันไปโดยสิ้นเชิงหรือไม่ ข้อนี้ผมเห็นด้วยกับบัฟเฟต์ โดยเฉพาะอย่ายิ่งในสถานการณ์ที่ตลาดมีกิจการที่ดีกว่าให้เลือกลงทุนอย่างที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ว่ากันตามจริง เมื่อประมาณสักปลายปีที่แล้ว ผมก็เลือกลงทุนกับบริษัทเทคโนโลยีบริษัทหนึ่ง ทั้งๆที่ผมเองแทบจะไม่มีความรู้เชิงเทคนิคเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนั้นเลย และผมก็มองไม่ออกว่าอีก 5 ปี 10 ปี จะมีเทคโนโลยีอะไรมาทดแทนเทคโนโลยีของบริษัทที่ผมลงทุนหรือไม่ แต่ผมก็หลับตาเสียข้างหนึ่ง เพื่อที่จะมองไม่เห็นข้อจำกัดเหล่านั้น เพราะผมเชื่อว่าอย่างน้อยภาพในระยะกลางนั้น ผมสามารถมองออกได้ค่อนข้างชัด และถึงแม้ว่าในระยะยาวจะมีเทคโนโลยีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมก็น่าจะสามารถขายหุ้นได้แบบไม่เจ็บตัวนัก เนื่องจาก ณ ราคาวันที่ผมเริ่มลงทุนมี margin of safety มากพอสมควรเมื่อเทียบกับผลประกอบการ และปันผลที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้นถึงกลาง

3.บริษัทอาจจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่การแข่งขันสูง และอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ เช่น บริษัทในกลุ่มยานยนต์ อสังหาริมทรัพย์ โภคภัณฑ์ ปัญหาข้อนี้ผมก็อาจจะมองเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง และผมมักจะมองไม่เห็นเมื่อเศรษฐกิจอยู่ในภาวะเฟื่องฟู อุตสาหกรรมนั้นๆขยายตัวตาม และผู้เล่นทุกรายต่าง enjoy กับยอดขายและผลกำไร

แต่อย่างไรก็ดี หากเมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณถดถอย เราคงจะต้องเปิดตาสองข้างกว้างๆ เพื่อประเมินข้อดีข้อเสียให้ออก

4.อัตราส่วนทางการเงินบางตัว บางครั้งบางคราว เราอาจจะพบบริษัทที่มีคุณสมบัติตามที่ผมกล่าวข้างต้น แต่เราอาจจะพบความไม่สบายใจบางอย่างจากงบดุล หรืองบกำไรขาดทุน เช่น บริษัทอาจจะมีสัดส่วนของหนี้สินต่อทุนในระดับสูง หรืออาจจะมีอัตราส่วน ROE, ROA สูงไม่มากเท่าที่เราอยากจะให้เป็น หรืออาจจะดูแล้วว่าแพงจากการมี price per book ที่สูง ปัญหาข้อนี้สำหรับแวลู อินเวสเตอร์ที่มีประสบการณ์ อาจจะมองข้ามไปโดยไม่ต้องหลับตาเสียด้วยซ้ำ เพราะเขาเหล่านั้นมักจะเข้าใจเป็นอย่างดีว่าอัตราส่วนทางการเงินเป็นเรื่องของอดีต และราคาของหุ้นจะถูกกำหนดด้วยผลการดำเนินงานในอนาคตต่างหาก แต่อย่างไรก็ดีปัญหาข้อนี้มักจะพบได้เสมอๆ กับแวลู อินเวสเตอร์ที่ยังไม่มีประสบการณ์มากพอ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือว่า แม้การ”หลับตาข้างหนึ่ง” จะเพิ่มโอกาสในการลงทุน แต่นั่นก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับเราด้วย เราต้องแน่ใจให้ได้ว่าปัญหาที่เราแกล้งมองไม่เห็น ไม่ได้กระทบกับคุณภาพของกิจการ และ valuation อย่างมีนัยยะสำคัญ และที่สำคัญเราต้องแน่ใจด้วยว่า เรากำลังหลับเพียงข้างเดียว ไม่ได้หลับตาทั้งสองข้างจนมองไม่เห็นสิ่งที่”คนทั้งตลาด”เห็นกัน