บทความของดร.นิเวศน์ที่เปลี่ยนชีวิตผม

August 28, 2011 11 comments

บทความนี้ เปลี่ยนชีวิตผมเมื่อสี่ปีก่อน ( และเป็นบทความที่ผมอ้างถึงในรายการ Money talk ครับ )

ตอนนั้นที่ผมอ่าน อยากจะบอกว่า”ขนลุก”และเปลี่ยน”ทัศนคติ”ของผมจากนักเก็งกำไรรายวันไปโดยสิ้นเชิง

อยากให้คนที่ไม่เคยอ่านได้อ่าน และคนที่เคยอ่านแล้วอ่านซ้ำ เพื่อรักษา”ทัศนคติที่เราหวงแหนที่สุด”เอาไว้

กลยุทธ์อาจปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่หลักการและทัศนคติของเราต้องไม่เปลี่ยนครับ 🙂

การลงทุนเพื่อชีวิต : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

คนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายแตกต่างกันไป บางคนทำเพื่อความสนุกสนานตื่นเต้น บางคนลงทุนเพราะหวังว่าจะรวยได้เร็ว บางคนทำเพื่อหวัง “ค่ากับข้าวหรือค่าขนม” บางคนคิดว่าจะลงทุนเพื่อให้มีรายได้ประจำเป็นรายเดือนเพื่อนำมาใช้จ่าย บางคนลงทุนเพื่อนำมาใช้เครดิตภาษีรายได้ แต่สำหรับผมแล้ว การลงทุนในหุ้นนั้น ทำเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันข้างหน้า พูดง่ายๆ มันเป็น “การลงทุนเพื่อชีวิต”

การลงทุนเพื่อชีวิตนั้นอย่างน้อยต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

ข้อแรกก็คือ เราทำมันอย่างมีสำนึกที่ดีกับการลงทุนซื้อขายหุ้น เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเรา มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม มันไม่ใช่การพนันที่จะทำให้ชีวิตของเราตกต่ำลง แต่การลงทุนในหุ้นนั้น มันเป็นการสร้างอนาคตที่ดีนั่นคือ มันสร้างความมั่นคง และความมั่งคั่ง โดยการลงทุนในธุรกิจที่ดี และจะเฟื่องฟูต่อไปในอนาคตอันยาวนาน ผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งนี้ไม่ต่างไปจากคนที่ก่อร่างสร้างตัวทำธุรกิจด้วยตนเอง ซึ่งมักจะได้รับการสรรเสริญจากสังคมว่าเป็นคนที่ทำมาหากิน มีความพยายาม และความมุ่งมั่นสูง สรุปอย่างสั้นๆ ก็คือ การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น เราต้องสะสมหุ้นที่ดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในลักษณะที่เหมือนกับว่าเรากำลังทำธุรกิจตามหุ้นที่เราซื้อ ถ้าเราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายอาหาร เราก็กำลังทำธุรกิจขายอาหาร เราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน เราก็กำลังทำธุรกิจของร้านนั้น

ข้อสอง ถ้าจะเป็นการลงทุนเพื่อชีวิต การลงทุนนั้นจะต้องทำอย่างจริงจัง การซื้อขายหุ้นอย่างฉาบฉวย ซื้อหุ้นเฉพาะในช่วงที่ “ตลาดกำลังขึ้น” หรือซื้อหุ้นโดยไม่ได้มีการศึกษาเป็นอย่างดีย่อมไม่ใช่การลงทุนเพื่อชีวิต ดังนั้น ในการลงทุนเพื่อชีวิต คนที่ทำจะต้องให้เวลา และศึกษาเรื่องของการลงทุนในหุ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะต้องวิเคราะห์และติดตามธุรกิจของหุ้นที่ลงทุนอย่างใกล้ชิด ความจริงจังในการลงทุนนั้น ผมหมายถึงว่า เราควรจะต้องเรียนรู้หลักการทางธุรกิจพื้นฐานที่จำเป็นต่อการลงทุนด้วยถ้าเราไม่รู้ เช่น การบัญชีและการเงินพื้นฐาน

ข้อสาม การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น หมายความว่าการลงทุนในหุ้นจะต้องมีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญสูง เมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงที่เรามีอยู่ ซึ่งในความเห็นของผมนั้นควรที่จะไม่น้อยกว่า 40-50% ขึ้นไป ตัวเลขนี้อาจจะดูว่าค่อนข้างจะสูง แต่ถ้าคำนึงถึงทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่อง ที่เรามักจะมีสัดส่วนมากในความมั่งคั่งของเรา ผมคิดว่าการลงทุนในหุ้นในระดับดังกล่าวก็ไม่สูงเกินไป

ข้อสี่ การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ต่อเนื่องยาวนาน ผมคิดว่าถ้าตลอดชีวิตได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยก็จนถึงวันที่เราเกษียณ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะการลงทุนต่อเนื่องยาวนานเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่ง ต่อความสำเร็จของการลงทุน เหตุผลก็คือ เวลาที่ยาวนานจะช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนลงได้มหาศาล และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ มันช่วย “ทบต้น” เงินหรือความมั่งคั่งของเราขึ้นไปอย่างทวีคูณ

ข้อห้า การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น หมายความว่าเพื่อชีวิตในวันข้างหน้าโดยเฉพาะเมื่อเราไม่ได้ทำงานแล้ว ดังนั้น ในขณะที่เรายังมีรายได้จากการทำงาน เราไม่ควรจะถอนการลงทุนออกมาใช้ เงินปันผลที่ได้มาจากการลงทุนในหุ้น จะต้องนำกลับไปซื้อหุ้นไม่มีการนำมาใช้ และไม่ว่าเราจะได้กำไรจากหุ้นเท่าไร เราก็จะไม่ถอนมาใช้จ่ายหรือ “ให้รางวัลตัวเอง” เราจะใช้เงินเฉพาะที่มาจากการทำงานเท่านั้น ว่าที่จริง สำหรับคนที่พอร์ตการลงทุนยังเล็ก เขาจำเป็นที่จะต้องกันเงินจากการทำงาน มาลงทุนในหุ้นเพิ่มเติมตลอดเวลาที่เขายังมีรายได้ด้วยซ้ำไป

ข้อหก การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น แปลว่าหุ้นทุกตัวที่ซื้อลงทุนจะต้องมีความปลอดภัยต่อการ “ขาดทุนอย่างถาวร” นั่นคือ หุ้นจะต้องมี Margin of Safety เพียงพอ ซื้อแล้วโอกาสที่จะขาดทุนในระยะยาวมีน้อยมากเนื่องจากตัวกิจการมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี และมีคุณค่าสูงกว่าราคาหุ้นมาก นอกจากนั้น เพื่อที่จะรับประกันว่าโอกาสที่เราจะเสียหายจากการลงทุนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การลงทุนเพื่อชีวิตจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงบ้าง นั่นก็คือ เราควรจะต้องถือหุ้นอย่างน้อยสัก 4-5 ตัวโดยเฉลี่ย เพื่อที่ว่า หากเราวิเคราะห์หรือคาดการณ์ผิดในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เราก็ยังไม่เสียหายเนื่องจากยังมีหุ้นที่เราคาดการณ์ได้ถูกต้องอีกหลายตัว ที่ทำเงินชดเชยได้

สุดท้าย การลงทุนเพื่อชีวิตที่จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จก็คือ วันที่เงินลงทุนในหุ้นของเรา สามารถจ่ายปันผลคิดเป็นเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายประจำปีของเราได้แล้ว เพราะนั่นหมายความว่า เราสามารถที่จะอยู่ได้ด้วยหุ้นที่เราเก็บสะสมมา แน่นอนเราไม่จำเป็นต้องหยุดทำงาน แต่เราสามารถเลือกที่จะทำงานที่เราพอใจได้ และก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า เราไม่จำเป็นต้องเลิกลงทุนในหุ้น เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเลยที่จะละทิ้งสิ่งดีๆ ที่ได้สร้างความมั่นคง และความมั่งคั่งให้เรามายาวนาน เพียงเพราะเราอาจจะคิดว่า “หุ้นเป็นเรื่องที่เสี่ยง เมื่อได้กำไรเพียงพอแล้วก็ควรจะหยุด” ว่าที่จริงเมื่อประสบความสำเร็จในเป้าหมายแรกแล้ว การที่จะประสบความสำเร็จในเป้าหมายต่อไปก็มักจะง่ายขึ้น ความเสี่ยงของหุ้นนั้น ถ้าเราลงทุนแบบ “เพื่อชีวิต”ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็มักจะเป็นว่า เราอาจจะไม่ได้มีเงินถึง 20 ล้านบาทตามที่คาด แต่เราก็อาจจะได้ถึง 5 ล้านบาทจากเงินเริ่มแรกเพียง 1 ล้านบาท เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี แต่โอกาสที่หุ้นจะมีค่าลดลงต่ำกว่า 1 ล้านบาท นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ไม่ต้องพูดถึงว่าหุ้นจะหมดค่า

และทั้งหมดนั้นก็คือ บางส่วนของกลยุทธ์การลงทุนแบบ “เพื่อชีวิต” ที่ผมคิดว่า คนจำนวนมากที่เป็นมนุษย์เงินเดือน สามารถนำไปใช้และจะประสบความสำเร็จได้อย่างน่ามหัศจรรย์

Advertisements

ถ้าจะเกิดวิกฤติ

August 16, 2011 11 comments

ผมเป็นนักลงทุนที่ไม่ได้บอบช้ำจากวิกฤติ subprime มากนัก เพราะในตอนนั้นผมยังเป็น trader มากกว่า investor ทำให้ผม cut loss ได้ค่อนข้างเร็วกว่าที่ตลาดจะตกลงมามาก

หลังจากผมเปลี่ยนแนวจากการเล่นหุ้นมาเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานเต็มตัว สิ่งหนึ่งที่ผมยังกังวลอยู่ลึกๆก็คือว่า ถ้าหากมีวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาอีกรอบ ผมจะทำอย่างไร?

ผมมีเพื่อนที่เป็น trader หลายคน ซึ่งทุกคนก็มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของนักลงทุนแนวเน้นพื้นฐานก็คือว่ามักจะไม่มี exit strategy ดังนั้นเมื่อตัดสินใจอะไรผิดพลาดก็มักจะเสียหายหนัก

ปกติแนวคิดของผมมักจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับเพื่อนกลุ่มนี้ แต่ข้อนี้ผมกลับเห็นด้วย เพราะโดยมากสำหรับแวลูอินเวสเตอร์ ถ้าหากเราวิเคราะห์พื้นฐานของกิจการ ผิดพลาด หรือมีปัจจัยภายนอกที่เราคาดไม่ถึงมากระทบอย่างรุนแรง เราก็มักจะทนถือจนราคาลงไปมากเสียแล้ว

วิกฤติทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มักจะกระทบต่อพื้นฐานของบริษัทที่เราลงทุน แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจอีกว่า แวลูอินเวสเตอร์ส่วนมาก มักจะมองข้ามปัจจัยข้อนี้ไป

ผมเคยคิดหาวิธีลงทุนในภาวะวิกฤติอยู่หลายต่อหลายครั้ง และนี่คือแนวทางที่ผมจะปรับตัว หากผมคิดว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะเกิด

อันดับแรกเลยก็คือผมจะพยายามแยกให้ออกว่านี่เป็น crisis จริงๆ หรือเป็นแค่ panic อันที่จริงการพยายามแยกสองภาวะนี้ออกจากกันคงทำได้ไม่ง่าย และกว่าเราจะรู้แน่ชัดว่านี่คือ crisis ก็คงจะเป็นจุดที่เราอยู่ใน crisis เต็มตัวไปแล้ว ที่ผมพยายามจะทำก็คือว่า ผมจะพยายามดูตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายๆตัวประกอบกัน เช่น อัตราเงินเฟ้อ GDP ดุลบัญชีเดินสะพัด ยอดขายรถในประเทศ / ต่างประเทศ ยอดการโอนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ถ้าตัวเลขต่างๆเหล่านี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ผมก็มักจะเชื่อว่า macro ของเรายังดีอยู่ ( แน่นอนว่าผมไม่ใช่ economist ย่อมไม่สามารถตีความตัวเลขเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ ผมเพียงแต่เอาตัวเลขหลายๆตัวมาประกอบ พอให้ผมเห็นภาพใหญ่ได้ว่า macro ของเราแนวโน้มออกไปทางดีหรือไม่ดี ) และผมจะให้น้ำหนักกับการบริหาร port ให้มีความระแวดระวังต่อการเกิด crisis ( ด้วยวิธีต่างๆ ที่ผมจะพูดต่อไป ) ไม่มากนัก

อันดับต่อมา ถ้าหากผมพิจารณาแล้วว่า โอกาสเกิดวิกฤติอยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่ผมจะรู้สึกสบายใจ ผมจะกลับมาพิจารณาพื้นฐานของกิจการที่ผมถืออยู่อย่างละเอียด และผมก็มักจะไม่สบายใจที่จะถือกิจการที่อ่อนไหวกับ macro economic มากๆ ต่อ

กิจการที่ว่า ได้แก่ กิจการที่ค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์ ( commodity ), กิจการที่ขึ้นลงตาม economic cycle เช่น อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ยานยนต์ อิเลกโทรนิค นิคมอุตสาหกรรม, กิจการที่ขายสินค้าหรือบริการที่ฟุ่มเฟือย เช่น กลุ่มการบิน และการท่องเที่ยว และสุดท้าย คือกลุ่มกิจการที่ปล่อยสินเชื่อ และมีความเสี่ยงสูงต่อ NPL ในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่

ทั้งนี้หากกิจการที่ผมถืออยู่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่อ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจมากๆ ดังกลุ่มกิจการข้างต้น ผมก็จะมาดูต่อว่าโดยตัวบริษัทเอง มีเหตุการณ์พิเศษอะไรหรือไม่ที่จะทำให้บริษัทมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจขาลงเป็นพิเศษ เช่น บริษัทอาจจะเป็นบริษัทในกลุ่มค้าปลีก ที่ยอดขายได้รับผลกระทบจาก macroeconomic น้อย แต่บังเอิญว่า ในขณะนั้นบริษัทเพิ่งลงทุนเปิดสาขาใหม่ด้วยเงินกู้หลายพันล้าน เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุการเฉพาะตัวที่จะทำให้ผมไม่สบายใจที่จะถือกิจการนั้นต่อ เพราะเมกะโปรเจคต์ของบริษัท มาเปิดดำเนินงานในช่วงที่อาจจะมีวิกฤติพอดี ทำให้เมกกะโปรเจคต์นั้นล้มเหลว และทำให้บริษัทขาดทุนได้มาก

ถ้าผมพิจารณาแล้วว่ากิจการที่ผมถือครองอยู่นั้น ได้รับผลกระทบน้อยมากจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ผมก็มักจะสบายใจที่จะถือหุ้นต่อ เพียงแต่สิ่งต่อมาก็คือ ผมจะเพิ่มความ conservative ในการพิจารณามูลค่าที่เหมาะสมของบริษัท ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมพิจารณาแล้วว่า หุ้นของผมควรจะเทรดที่พีอี 8 -10 หากเป็นในภาวะปกติ ผมอาจจะยังถือหุ้นอยู่ถ้า หุ้นถูกเทรดที่พีอี 8 และผมยังไม่สามารถหาหุ้นที่ undervalue มากกว่าได้ แต่ในภาวะที่ผมไม่แน่ใจกับ macroeconomic ผมก็มักเพิ่ม MOS ด้วยการตัดสินใจว่าราคาหุ้นเต็มมูลค่าไปแล้วตั้งแต่ pe 8 หรือในกรณีที่ผมประเมิน FV ด้วยการทำ DCF ผมก็มักจะเพิ่มอัตราการคิดลด เช่น จาก 8% เป็น 9%, 10%

ประการสุดท้าย ผมมักจะใช้เงินสดที่เหลือในพอร์ตซื้อหุ้นยากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นเพราะว่า ผมมักจะเลือกลงทุนในหุ้นน้อยกลุ่มลง และมีมุมมองต่อ valuation ที่ conservative มากขึ้น ตามที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นแล้ว ผมยังมักจะอยากจะมีเงินสดจำนวนหนึ่งเหลือไว้เสมอ เผื่อที่จะมีสถานการณ์ที่หุ้น”ถูกอย่างเหลือเชื่อ”

ความกังวลต่อวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจจะเกิด หากจะมองในแง่ดีก็เป็นโอกาสที่จะทำให้เราได้กลับมาทบทวนพื้นฐานและความสามารถในการแข่งขันของกิจการที่เราถือครองอยู่ กิจการที่เรามีความมั่นใจมากพอที่จะถือผ่านวิกฤติ ก็มักจะเป็นกิจการที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน นั่นหมายความว่า หลังจากวิกฤติผ่านไปพอร์ตของเราจะมีแต่หุ้นที่มีคุณภาพสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คือ แล้วผมมีความคิดเห็นอย่างไรต่อวิกฤติประเภทอื่นๆ เช่น วิกฤติทางการเมือง วิกฤติทางการทหาร / การต่างประเทศ, วิกฤติเหล่านี้ ส่วนมากจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทในระยะสั้นๆ แต่แทบไม่มีผลอะไรกับพื้นฐานบริษัทในระยะยาว หากราคาหุ้นในกระดานลดลงเพราะเหตุเหล่านี้ ผมเชื่อว่านี่คือโอกาสที่เราจะหวด “ perfect pitch “

ทำใจแบบ fundamentalist

July 31, 2011 12 comments

ช่วงปีสองปีมานี้ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขและนิ่งกับการลงทุนกว่าสมัยแรกๆ มากพอสมควร ทั้งที่จริงๆแล้วแนวคิดและวิธีการลงทุนของผมแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสักเท่าไร

สาเหตุหลักน่าจะเกิดจากประสบการณ์ที่มากขึ้นทำให้ผมเข้าใจถึงความเป็นไปของตลาด และ”ทำใจ”กับความความเป็นไปบางประการของตลาดได้มากขึ้น

ประการแรกเลยก็คือว่า ผมทำใจได้ว่าราคาหุ้นในระยะสั้นถึงกลางเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล ดังนั้นหากผมซื้อหุ้นที่เราพิจารณาอย่างดีแล้วว่ามีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม แต่แล้วราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน อาจจะเป็นเดือน หรือเป็นปี ผมก็มักจะทำใจอดทนรอได้ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมก็มักจะพบว่าหลังจากที่ผมอดทนรอไปสักพัก ในที่สุดแล้วราคาหุ้นก็จะวิ่งเข้าไปหามูลค่าที่เหมาะสมตามที่มันควรจะเป็น

และในทำนองตรงข้ามหากผมพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าหุ้นตัวนี้ราคาแพงเกินกว่าที่ควรจะเป็น หรือมี MOS ต่ำเกินกว่าที่ผมจะสบายใจที่จะลงทุน แต่หุ้นก็วิ่งขึ้นไปต่อ อาจจะด้วยแรงเก็งกำไรหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็มักจะทำใจได้ว่าการลงทุนกับหุ้นตัวนี้เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ผมขาดทุนได้มาก และนี่เป็นเกมที่ผมไม่ถนัด

นอกจากนั้น ผมก็มักจะมีความสุขและรู้สึกยินดีที่ได้เห็นเพื่อนๆของผม และนักลงทุนท่านอื่นๆ ทำกำไรกับหุ้นตัวนี้ไปได้อย่างงดงาม

ประการที่สอง ผมทำใจได้ว่าการคาดเดาตลาดเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราจะทำได้คือการซื้อและถือจนกว่าราคาจะสะท้อนมูลค่าออกมา, ผมเคยคิดว่ากลยุทธ์ที่น่าจะดีกว่ากลยุทธ์ Buy and Hold ของ VI นั่นก็คือกลยุทธ์การ Buy and Hold ตราบเท่าที่ตลาดยังเป็นขาขึ้น และ Sell เมื่อตลาดเป็นขาลง ( และอาจจะไป Buy ใหม่ เมื่อตลาดเป็นขาขึ้นอีกครั้ง ) ซึ่งถ้าเราทำได้ตามนั้น ย่อมดีกว่าซื้อแล้วถือไปเฉยๆ อย่างแน่นอน

แต่ปัญหาก็คือว่าผมมักจะทำนายทิศทางของตลาดผิดอยู่เสมอๆ ผมเคยลองพยายามทำนายทิศทางตลาด”ในใจ”เล่นๆ ไม่ว่าจะด้วยการใช้ข่าวสารต่างๆมาประกอบ สถานการณ์การเมือง ตัวเลขทางเศรษฐกิจ สถานการณ์เศรษฐกิจของโลก รวมทั้งเครื่องมือทางเทคนิคที่นักเทคนิคอลมักจะใช้กัน เช่น เส้นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก, MACD

ซึ่งจากประสบการณ์การทำนายในใจของผม ผมพบว่าผมมักจะทำนายผิดมากกว่าทำนายถูก และหากผมซื้อขายตามการทำนายทิศทางตลาดของตัวเอง ผมก็มักจะขายหุ้นในราคาที่ถูก และซื้อคืนในราคาที่แพงกว่าเดิมอยู่เสมอ และยังไม่นับรวมถึงค่าคอมมิชชั่นที่ผมจะต้องเสียเป็นจำนวนมากจากการซื้อๆขายๆ

ประการต่อมาผมทำใจได้ว่าการคิดการวิเคราะห์ของเราย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้เสมอ ผมมักจะเผื่อใจไว้เสมอๆ ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ว่า ข้อมูลของบริษัทที่เรามีไม่ละเอียดมากเพียงพอ ( ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติสำหรับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ) มีปัญหาบางอย่างที่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทเกิดขึ้น ปัญหาจากธรรมาภิบาลของผบห. หรือที่พบได้บ่อยที่สุดจากอคติของเราเองในการวิเคราะห์

ผมมักจะทำใจได้ว่านี่คือความเจ็บปวดที่แวลู อินเวสเตอร์จะได้เจอในช่วงชีวิตของการลงทุน และผมจะเก็บความผิดพลาดเหล่านี้มาเป็นบทเรียนให้การวิเคราะห์ครั้งต่อๆไปของผมมีความแม่นยำมากขึ้น

นอกจากนั้นผมก็พยายามจะเผื่อเหลือเผื่อขาดต่อโอกาสที่ผมจะวิเคราะห์บริษัทผิดพลาด ด้วยการกระจายการถือหุ้นในหลายๆบริษัท และเหลือเงินสดจำนวนหนึ่งไว้ในพอร์ตเสมอๆ ( อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความก่อนเรื่อง เสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย )

ประการสุดท้าย ผมทำใจได้ว่าไม่มีวิธีการลงทุนใดที่จะสมบูรณ์แบบตลอดเวลา และตลอดทุกภาวะตลาด ผมลงทุนในแบบเน้นคุณค่า เนื่องจากผมค่อนข้างสบายใจกับการใช้ตรรกะแบบวิทยาศาสตร์ของการลงทุนด้วยวิธีนี้ และผมได้รับผลตอบแทนที่ดีมากเทียบกับวิธีการลงทุนแบบอื่นๆที่ผมเคยใช้ แต่ผมก็ทำใจได้ว่าในบางช่วงเวลาบางโอกาส การลงทุนในแนวอื่นอาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและรวดเร็วกว่า แต่นั่นก็ไม่ใช่วิธีที่ผมถนัด และอยู่นอกกรอบความสามารถของผม ดังนั้นสิ่งที่ผมมักจะทำก็คือทำใจและลงทุนในกรอบที่ผมถนัดต่อไป

เสี่ยงมาก – เสี่ยงน้อย

July 18, 2011 16 comments

มีเรื่องน่าตลกอย่างนึงในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นั่นก็คือกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าแวลูอินเวสเตอร์มักจะบอกว่าการลงทุนโดยการดูกราฟนั้นเป็นเรื่องที่”เสี่ยงมาก”และอาจ”ขาดทุน”ได้มาก และบอกว่าการลงทุนโดยอาศัยพื้นฐานเป็นหลักนั้นเป็นแนวทางการลงทุนที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทนดีที่สุด ในขณะกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเทคนิคอลกลับบอกว่าการลงทุนแบบวีไอ เป็นการลงทุนที่เสี่ยงและอันตรายมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนโดยอาศัยกราฟ

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? นักเทคนิคมักจะบอกว่าการลงทุนโดยอาศัยการดูพื้นฐานอย่างเดียว เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง หากเราไม่รู้จักการ stop loss เพราะตลาดในระยะสั้นถึงกลางเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล พร้อมกันนักเทคนิคเหล่านี้มักจะยกตัวอย่างการล่มสลายของ SET ในช่วงปี 40 และ ช่วง subprime มาประกอบ

ในขณะที่แวลูอินเวสเตอร์มักจะพูดว่า ในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นจะล้อไปกับผลประกอบการณ์เสมอ การลงทุนโดยอาศัยเทคนิคอล เป็นเรื่องของการเดาอารมณ์ตลาด ซึ่งแวลูอินเวสเตอร์ก็มักจะเชื่ออีกว่า การเดาอารมณ์ตลาดผ่านทางกราฟแท่งเทียน มักจะทำให้เราเดาผิด มากกว่าเดาถูก และในระยะยาวแล้วความมั่งคั่งของเราจะลดลงเรื่อยๆ ตามจำนวนการเดาที่ผิดและค่าคอมมิชชั่นที่เสียไปทีละน้อย

ในฐานะแวลูอินเวสเตอร์ ผมย่อมเห็นด้วยกับข้อความในย่อหน้าที่ผ่านมา ถึงแม้การเทรดแบบเทคนิคอลจะมีจะ stop loss ที่แน่นอน ทำให้โอกาสขาดทุนหนักๆ ในครั้งเดียวนั้นน้อย ( บนเงื่อนไขที่ว่าเราทำตามสัญญาณซื้อขายอย่างเคร่งครัด ) แต่ผมก็ยังมองว่าสัญญาณเทคนิคอลเป็นสัญญาณที่ไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนนั่นก็คือความเสี่ยงที่เราจะขาดทุน แม้เราจะไม่ขาดหนักๆในครั้งเดียว แต่การขาดทุนบ่อยๆ และค่าคอมมิชชั่นจากการซื้อๆขายๆ ย่อมจะทำให้พอร์ตโฟลิโอของเราหดเล็กลงไปเรื่อยๆ ( อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้จะสื่อว่าการซื้อขายตามสัญญาณเทคนิคจะทำให้เกิดการขาดทุนอย่างแน่นอน ผมเพียงแต่มองว่า โดยธรรมชาติของสัญญาณเทคนิคใดๆ ย่อมมี false signal ที่จะทำให้เราขาดทุน และผม feel uncomfortable ที่จะรับความเสี่ยงนั้น )

แต่เช่นเดียวกัน ผมก็เห็นด้วยกับความเห็นของนักเทคนิคที่มองว่า ในระยะสั้นถึงกลาง ตลาดเป็น voting machine มากกว่า weighting machine และกลยุทธ์ Buy and Hold ของแวลู อินเวสเตอร์ย่อมเป็นเรื่องที่เสี่ยงกับการขาดทุน

เนื่องจากผมไม่ใช่นักเทคนิค และความรู้ในทางเทคนิคของผมมีอยู่อย่างจำกัด ผมคงไม่วิพากษ์ว่า เราควรจะออกแบบระบบการเทรดอย่างไร หรือใช้ indicator ตัวไหนเพื่อจะลดความเสี่ยงจากการ false signal แต่ผมจะพูดถึงว่า เราควรจะทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงจากกลยุทธ์ Buy and Hold ในแบบ VI

การลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดคือการที่เรามั่นใจว่ากิจการที่เราถือนั้นมีราคาต่ำกว่ามูลค่าจริงๆ เพราะในระยะยาวแล้วอย่างไรเสียกิจการที่แข็งแกร่ง และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ราคาและมูลค่าย่อมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆตามผลประกอบการ ไม่ว่าหุ้นจะผ่านวิกฤติในตลาดหลักทรัพย์มากี่รอบ ( ดูอย่างหุ้นปูนใหญ่ หรือ แบงค์ใหญ่บางแบงค์ ที่แม้จะผ่านวิกฤติหนักๆ อย่าง ต้มยำกุ้ง หรือ subprime มา ราคาในกระดานวันนี้ก็มากกว่าราคาเมื่อ IPO หลายเท่าตัว )

การลดความเสี่ยงที่ดีอย่างที่สองคือการกระจายการถือครองหุ้นหลายๆตัวในพอร์ตโฟลิโอ, แน่นอนว่าถึงแม้เราจะพยายามวิเคราะห์พื้นฐานกิจการมาอย่างยอดเยี่ยมแค่ไหน เราก็อาจจะพลาดไป buy กิจการที่ไม่แข็งแรงจริง / ไม่เติบโตจริง และก็ไป hold มันไว้จนมูลค่าและราคาของมันลดน้อยลงเรื่อยๆ

นี่คือความเจ็บปวดและบทเรียนที่แวลูอินเวสเตอร์เกือบทุกคนจะต้องได้เจอ และมันอาจจะหมายถึงความมั่งคั่งจำนวนมากของเราที่หายไป แต่หากเรากระจายการถือครองในหลายกิจการ และนี่เป็นเพียง 1-2 กิจการที่เราวิเคราะห์ผิด ผลตอบแทนโดยรวมของเราก็ยังจะเป็นบวกในปริมาณที่มากพอสมควรอยู่

ประการสุดท้ายคือเราอาจจะต้องถือเงินสดไว้บ้าง เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม จริงอยู่ที่การถือหุ้น 100% เป็นสูตร”เร่งความรวย”ในแบบฉบับของ VI แต่มันก็เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ความเสี่ยงแบบ VI เพิ่มขึ้นอย่างมากในยามที่ตลาดไม่ดี ในทางตรงข้ามแวลู อินเวสเตอร์ที่มีเงินสดไว้หวด “perfect pitch” ในยามที่ตลาดปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง หลังจากวิกฤตินั้นผ่านไป ผลตอบแทนของเขาจะกลับมา outperform ตลาด โดยที่เราไม่จำเป็นต้องคาดเดาตลาดได้อย่างแม่นยำว่าตลาดจะลงตอนไหน และจะลงไปถึง bottom ที่ตรงไหน

กับดักของ financial ratio : บทเรียนจากหุ้นโรงไฟฟ้า

June 21, 2011 12 comments

VI มือใหม่จำนวนมากมักจะคัดเลือกและตัดสินใจลงทุนกับกิจการใดกิจการหนึ่ง โดยอาศัยการดูอัตราส่วนทางการเงินเป็นหลัก โดยพวกเขาอาจจะคิดว่าหุ้นที่มี PE ต่ำๆ PB ไม่ถึงหนึ่ง Dividend yield มากกว่า 5% เป็นหุ้นที่มี”ราคา”ต่ำกว่า”มูลค่า” และนี่คือหุ้น”แวลู”ที่สมควรลงทุน

การพิจารณาสกรีนหากิจการที่น่าสนใจโดยการอาศัย financial ratio เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีวิธีหนึ่ง, แต่อย่างไรก็ดี การใช้ financial ratio นั้น เหมาะสมเพียงเพื่อจะเป็นการสกรีนหาหุ้นให้เราสนใจเอาไปศึกษาในเชิงคุณภาพต่อ การใช้ financial ratio เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจที่จะซื้อหุ้น เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก เพราะอัตราส่วนทางการเงินเหล่านี้ เป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงเหตุการณ์ในอดีต แต่ไม่ได้บอกว่าเราเลยว่า หลังจากที่เราเข้าซื้อกิจการไปแล้ว บริษัทจะกำไรมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร เราอาจจะซื้อหุ้นที่มี PE, PB ต่ำๆ แต่เราไม่ทันศึกษาว่าหลังจากนั้นผลประกอบการณ์ของบริษัทจะตกต่ำลงเรื่อยๆ และทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงตาม จนเราขาดทุนได้มาก

ผมจะลองยกตัวอย่างหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ามาเปรียบเทียบให้เป็นกรณีศึกษา

ถ้าเราลองมาดูอัตราส่วนทางการเงินของหุ้นโรงไฟฟ้าสามโรงในตลาด ( ใช้ข้อมูล ณ 20 / 6 / 54 )

EGCO PE 7.88 PB 0.84 Div 5.9%
GLOW PE 14.56 PB 2.1 Div 3.9%
RATCH PE 12.35 PB 1.31 Div 5.3%

ถ้าเราใช้แต่อัตราส่วนทางการเงินเหล่านี้ในการพิจารณาซื้อขายหุ้น เราก็จะบอกว่า EGCO เป็นหุ้นที่น่าลงทุนที่สุด เพราะ PE ต่ำ Div สูงเกือบ 6% และราคายังอยู่ต่ำกว่า book value ในขณะที่ GLOW นั้นเป็นหุ้นที่ไม่น่าลงทุนเอาเสียเลย

แต่ก็อย่างที่ผมบอกไว้ตั้งแต่แรกว่า อัตราส่วนทางการเงินเป็นเรื่องของความสามารถในการทำกำไรในอดีต แต่ผลประกอบการในอนาคตต่างหากที่จะเป็นตัวกำหนดราคาของหุ้น

ถ้าเราดูแต่ Financial ratio แล้วตัดสินใจซื้อ EGCO, สิ่งที่จะตามมาก็คือเรากำลังจะเผชิญกับการลดลงของผลกำไรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเนื่องจากโรงไฟฟ้าที่เป็นรายได้หลักเกินกว่าครึ่งของบริษัทอันได้แก่ โรงไฟฟ้าระยอง ( 1,232 MW ) จะหมดสัญญาในปี 2558 และโรงไฟฟ้าขนอม ( 800 MW ) จะหมดสัญญาในปี 2559

ซึ่งถ้าทาง EGAT ( การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ) ไม่ต่อสัญญาให้กับทาง EGCO ก็เป็นที่แน่นอนว่า ผลกำไรของ EGCO จะหายไปเกินกว่าครึ่ง และราคาที่เราเห็นจากอัตราส่วนทางการเงินว่า”ถูก”ในวันนี้ หลังจากปี 58 เป็นต้นไปอาจจะกลายเป็น”แพงมาก” และทำให้ราคาปรับลดลงอย่างรุนแรง

หรือแม้แต่ถ้า EGAT ต่อสัญญาให้ แน่นอนว่า ค่าไฟที่ EGAT จะจ่ายให้กับ EGCO ก็ต้องต่ำลงกว่าในปัจจุบัน ทำให้ผลกำไรของ EGCO ต้องลดต่ำลงอยู่ดี ( ร่วมกับ EGCO จะยังไม่มีกำลังการผลิตใหม่เข้ามานอกจาก SPP ขนาดเล็ก ( 375 MW ) ในปี 58 )

ตรงกันข้ามกับ GLOW ที่ในช่วงอีกปีสองปีต่อจากนี้จะมีกำลังการผลิตเข้ามาใหม่ถึง 1176 MW ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มถึง 63% ของกำลังการผลิตเดิม ซึ่งถ้าคิดแบบง่ายๆเลยว่า กำลังการผลิตเพิ่ม 63% ผลกำไรก็น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยๆ 63% แต่ถ้าคำนวณแบบละเอียดจริงๆ จะพบว่า ผลกำไรของ GLOW จะเพิ่มมากกว่านั้น เนื่องจากโรงไฟฟ้าใหม่ที่เข้ามา สามารถผลิตไฟได้มีประสิทธิภาพมากกว่าและใช้ต้นทุนเชื้อเพลิงน้อยกว่าโรงเก่า รวมทั้งลักษณะสัญญาขายไฟที่ช่วงแรกจะขายได้ราคาต่อหน่วยมากกว่าช่วงท้ายของสัญญา

ในปี 2013 -2014 เมื่อโรงไฟฟ้าใหม่เดินเครื่องเต็มที่แล้ว, GLOW น่าจะมีกำไรแตะถึงหลักหมื่นล้าน ( คิด EPS ประมาณ 7 บาท ) ซึ่งทำให้ PE ในตอนนั้นลดลงเหลือไม่ถึง 7 เปรียบเทียบกับ PE 14.5 ที่ดูเหมือนว่าจะ”แพง”จนไม่น่า”ลงทุน”ในเวลานี้

สำหรับ RATCH นั้น ถูกเทรดที่อัตราส่วนทางการเงินที่อยู่ระหว่าง GLOW กับ EGCO ซึ่งก็สมเหตุสมผล ที่ RATCH จะถูกเทรดอยู่ตรงกลางระหว่างอีกสองเจ้า เพราะ RATCH ไม่ได้มีโปรเจคในมือที่จะเพิ่มผลกำไรในอนาคตชนิดที่ชัดเจนแบบ GLOW ( RATCH มีการลงทุนใหม่ๆ แต่ก็ยังเป็นที่น่าสงสัยว่าผลตอบแทนจะคุ้มค่ากับต้นทุนทางการเงินหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นของ EDL GEN หรือการซื้อกองทุนสาธารณูปโภคที่ออสเตรเลีย ) แต่โรงไฟฟ้าหลักของ RATCH ก็ไม่ได้ใกล้จะหมดอายุสัมปทานแบบ EGCO ( อย่างน้อยผถห.ก็สบายใจได้ว่า แม้การลงทุนใหม่ๆจะได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า อย่างน้อยผลกำไรจากโรงเก่า ก็จะไม่น้อยลงไปกว่าเดิม )

Money Talk : หมอไรเตอร์

June 6, 2011 1 comment

รายการมันนี่ทอล์คที่สัมภาษณ์ผมครับ

ตามลิงค์ข้างล่างนี่เลย

http://blip.tv/sorawut/money-talk-%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99-5228943

บรรยากาศค่อนข้างฮาเฮครับ เพราะผมสนิทกับอ.ไพบูลย์ 🙂

หาหุ้นแบบ fundamentalist

June 4, 2011 13 comments

ผมเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานคนหนึ่งที่นิยมลงทุนกับ good stock ในราคาที่ undervalue มากๆ มากกว่า great stock ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไปนัก

ข้อดีของการลงทุนในวิธีนี้ คืออาจจะเหมาะกับตลาดทุนที่คุณภาพของกิจการในตลาดไม่ได้”ดีเลิศ”แบบประเทศไทย และ”ความถูก”ของหุ้นก็เป็นตัวป้องกัน downside ในระยะสั้นถึงกลางได้ดีในระดับหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ดี การลงทุนใน good stock ที่มีส่วนลดมากๆ ก็มีข้อเสียประการสำคัญก็คือ บริษัทที่มีคุณสมบัติแบบที่ว่านี้ มักจะเป็นบริษัทที่เราไม่สามารถือหุ้นไว้ได้ตลอดกาล เพราะโดยตัวคุณภาพก็เป็นเพียงกิจการที่”ดี” ไม่ใช่”ดีเลิศ” ที่จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน หรือจะมีการเติบโตเยอะๆ ไปอีกเป็นสิบปี

ดังนั้นเมื่อเราถือหุ้นมาได้ระยะหนึ่ง และราคาในกระดาน”สะท้อนมูลค่า”ไปเรียบร้อยแล้ว เราก็มักที่จะจำเป็นต้องขายหุ้นตัวนั้นออกมาเสีย

ผมย้อนไปดู portfolio ของตัวเองในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพอร์ตของผม มักจะมี “big move” โดยเฉลี่ยทุกๆ ประมาณ 3 -6 เดือน นั่นก็คงเป็นเพราะ good stock ที่ผมถือ”สะท้อนมูลค่า” จนไม่มีส่วนลดเหลือแล้วนั่นเอง

หลายคนมักจะถามผมว่า แล้วผมหา good stock ตัวใหม่ๆ มาลงทุนเป็นระยะๆ ได้อย่างไร ผมก็มักจะตอบว่าโดยวิถีชีวิตของการเป็น fundamentalist ของผมนั้นเอื้ออำนวยต่อการทำความรู้จักกิจการใหม่ๆอยู่แล้ว

ประการแรกเลยก็คือผมมีสังคมเพื่อนนักลงทุนค่อนข้างเยอะ ซึ่งผมก็มักจะมีกิจกรรมการพบปะ กินข้าวกับเพื่อนนักลงทุนอยู่บ่อยๆ เฉลี่ยประมาณเดือนละ 2 -3 ครั้ง ซึ่งการพบปะกันแต่ละครั้ง นอกจากเราจะคุยกันเรื่องสารทุกข์สุขดิบ เหตุการณ์บ้านเมืองทั่วไปแล้ว เราก็มักจะคุยกันเรื่องการลงทุน กิจการที่เราถืออยู่ กิจการใหม่ๆที่น่าสนใจ หรือข่าวคราวบางอย่างที่จะทำให้บริษัทที่อยู่ในความสนใจของเรามีผลการดำเนินงานที่เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งการพบปะกันแต่ละครั้ง ผมก็มักจะได้ไอเดียเกี่ยวกับกิจการที่ผมไม่เคยรู้จัก ทำให้ผมได้ไอเดียใหม่ๆ มาศึกษาเองต่อ

นอกจากผมก็ยังมี online social network กับเพื่อนนักลงทุนอีกหลายๆ กลุ่ม ที่บางครั้งเราอาจได้พบปะกันแค่ปีละครั้งสองครั้ง แต่เทคโนโลยีก็ทำให้เราใกล้กัน จนบางครั้งผมก็รู้สึกว่า ผมใกล้ชิดกับเพื่อนนักลงทุนกลุ่มนี้ ไม่ต่างอะไรไปจากกลุ่มที่ผมพบปะเป็นประจำ

ประการที่สอง ผมมักที่จะใช้เวลาว่างไปกับการดู opportunity day, เวลาผมไม่มีอะไรทำ ผมมักจะเปิดไฟล์ opp day ของกิจการที่ผมไม่รู้จักมาดู ผมมีความเห็นว่าการฟัง opp day เป็นทางลัดที่ง่ายที่สุด ที่เราจะเข้าใจความเป็นไปของกิจการต่างๆ เพราะใน opp day คนที่มาพูดเกี่ยวกับกิจการนั้นๆ ให้เราฟัง ก็คือคนที่ดูแลบริหารกิจการนั้น”มากับมือ”

หลายคนอาจจะบอกว่า การฟัง opp day ต้องใช้เวลามาก และหลายกิจการเวลาฟังแล้วก็ไม่รู้สึกว่าน่าสนใจ ทำให้เสียเวลาฟังไปฟรีๆ แต่ผมมองว่า ถ้าเราคิดว่าการลงทุนก็เป็นอีกอาชีพของเรา ทำไมเราที่ยอมเสียเวลาวันละ 8 ชม. ให้กับงานอาชีพประจำ จะเจียดเวลาวันละ 1 -2 ชม.ให้กับ”อาชีพ”นักลงทุนไม่ได้ และการฟัง opp day ของบริษัทที่สุดท้ายเราไม่ได้ลงทุนด้วย ก็ไม่ใช่การ ”เสียเวลาเปล่า” แต่หากเป็นการที่เราได้มีโอกาสศึกษาธุรกิจที่เราไม่เคยรู้ อุตสาหกรรมที่เราอาจจะไม่เคยรู้จัก และที่สำคัญแม้เราจะไม่ได้ลงทุนกับกิจการนั้น ในวันนี้ แต่หากวันหน้า พื้นฐานของกิจการเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เราก็คงจะไม่ต้องเสียเวลาศึกษากิจการตั้งแต่ศูนย์ใหม่

ประการต่อมา ผมชอบอ่านเวบไทยวีไอ, ใครจะโจมตีจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ผมเชื่อว่าฐานข้อมูลของเวบนี้ เป็นฐานข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการลงทุนแนวพื้นฐานมากที่สุดในประเทศไทยแล้ว เมื่อผมมีเวลาว่าง ผมชอบเปิดห้องร้อยคนร้อยหุ้นมาไล่ดูห้องต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ ผมจะไล่อ่านย้อนหลังไปจากหน้าสุดท้ายประมาณ 7 -8 หน้า บ่อยครั้งที่ผมพบ”ไอเดียหลัก”ของการลงทุนในกิจการนั้นๆ จากการอ่านห้องร้อยคนร้อยหุ้นกลับไปไม่กี่หน้า ทำให้ผมไปศึกษากิจการนั้นต่อในเชิงลึกโดยสะดวกและง่ายขึ้นมาก

ประการสุดท้าย เมื่อผมหาหุ้นมาลงทุนไม่ได้จริงๆ และผมพบว่าเงินสดในพอร์ตมีปริมาณมากในระดับที่ผมไม่สบายใจ ผมจะไปเปิดเวบ settrade เพื่อสกรีนหุ้นเป็นรายอุตสาหกรรม โดยผมจะเปิดเวบทีละ sector แล้วให้เวบเรียงหุ้นจาก pe ต่ำสุดไปยัง pe สูงสุด แล้วผมก็จะเลือกหุ้นที่ pe ต่ำสุด 4- 5 อันดับแรก มาศึกษาโดยละเอียดต่อ ว่าทำไมหุ้นมันถุงเทรดกันที่พีอีเพียงเท่านี้ มีรายการพิเศษอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ และมีแนวโน้มที่ตลาดจะปลดล็อคความถูกหรือเปล่า