Home > Value investment > การวิ่งกับการลงทุนแบบ VI

การวิ่งกับการลงทุนแบบ VI

ผมเริ่มวิ่งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ประมาณหกเดือนก่อน หลังจากความพยายามจะออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องล้มเหลวติดกันมาหลายรอบ ผมเพิ่งจะสังเกตได้ว่าการอดทนวิ่ง (หรือการออกกำลังกายชนิดอื่นๆ) นั้นคล้ายกับการลงทุนอย่างมุ่งเน้นคุณค่าอยู่หลายประการ

ประการแรกเลยคือการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอนั้นเป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติของมนุษย์ที่รักสบาย และไม่อดทนเพียงพอต่อการกระทำที่จะส่งผลดีในระยะยาว ทุกคนทราบดีว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยป้องกันโรคเรื้อรังและทำให้อายุขัยโดยเฉลี่ยยาวขึ้น แต่คนที่สามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องกลับมีไม่มาก การลงทุนแบบเน้นคุณค่าก็เช่นเดียวกัน ทุกคนทราบดีกว่าการลงทุนในแนวนี้แทบจะการันตีความ”มั่งคั่ง”ในระยะยาว มีตัวอย่างของความสำเร็จให้เห็นมากมายทั้งระดับโลก หรือตัวอย่างในประเทศ เช่น อ.นิเวศน์ของเรา แต่ถึงกระนั้น นักลงทุนในตลาดส่วนมากกลับไม่สามารถจะยึดหลักการการลงทุนแบบนี้ไว้ได้ เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ เราต้องการอะไรที่เห็นผลไว การลงทุนในหุ้นชั้นยอดจึงเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่เหมือนกับการเก็งกำไรที่เห็นผลเร็วในหลักวัน หรือแม้กระทั่งหลัก”นาที”

ประการที่สอง ผมยิ่งเห็นด้วยกับบทความ practice make permanent ของ อ.นิเวศน์ การอดทนวิ่ง หรือการอดทนลงทุนตามหลักการวีไออย่างเคร่งครัดนั้น เป็นเรื่องที่ทำยากในระยะแรก ผมจำได้ว่าช่วงเดือนแรกที่ผมเริ่มวิ่ง ผมมีเหตุผลมากมายที่จะ “excuse” ตัวเองจากการวิ่งในวันนั้นๆ บางทีผมก็โทษว่าอากาศหนาวไป หรือร้อนไป บางทีผมก็อ้างกับตัวเองว่าวันนี้มีงานวิชาการที่คั่งค้างที่ต้องสะสางให้เสร็จ แต่ผมจากที่ผมเริ่มกัดฟันวิ่งไปได้ประมาณสามเดือน ผมก็เริ่มมีข้ออ้างให้ตัวเองน้อยลง และกลายเป็นความรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวหรือออกจะไม่สดชื่นไปแทน ถ้าหากวันไหนไม่ได้ออกไปวิ่ง การลงทุนแบบเน้นคุณค่าของผมก็เช่นเดียวกัน ช่วงปีแรกที่ผมเริ่มยึดถือการลงทุนแนวนี้ ก็มีอยู่หลายวาระและโอกาส ที่ผมแอบละเมิดกฎเกณฑ์ของตัวเองไปเล่นเก็งกำไรระยะสั้น หรือเล่นตามข่าวที่เพื่อนนักลงทุนรอบตัวบอกว่ามาจาก”วงใน” แต่พอเข้าถึงช่วงปีที่สองที่สาม ผลจากการ “practice” อย่างต่อเนื่องก็ทำให้สไตล์การลงทุนของผมเริ่ม “permanent” ผมกลับมีความรุ้สึกไม่มั่นใจที่จะเก็งกำไร ด้วยความรู้สึกที่ว่า “ไม่อยากขาดทุน” แม้จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อยก็ตาม

ประการที่สาม ผมรู้สึกว่าอุปนิสัยที่ดีอย่างหนึ่งมักจะนำไปสู่อุปนิสัยที่ดีอีกอย่างหนึ่ง ตั้งแต่ผมเริ่มวิ่งมาผมรู้สึกว่าอุปนิสัยในการทานอาหารของตัวเองดีขึ้นไปด้วย ผมทานอาหารในปริมาณที่ลดลงเพราะผม”เสียดาย”แคลอรี่ จากการวิ่ง ผมมักจะคิดเสมอๆว่า ถ้าเรากินเฟรนช์ฟรายจานนี้ หรือเค้กชิ้นนี้เข้าไป ที่เราอุตส่าห์วิ่งมาเมื่อตะกี้ ก็จะมีค่าเป็นศูนย์ อุปนิสัยการมองที่คุณค่าในการเลือกซื้อหุ้น ก้นำมาสู่อุปนิสัยการมองที่คุณค่าในการชื้อของในชีวิตจริง และทำให้อุปนิสัยในการจับจ่ายซื้อสิ่งของของผมเปลี่ยนไปในระดับหนึ่ง (จริงๆข้อนี้ ผมไม่ค่อยเปลี่ยนไปเท่าไร เพราะผมติดนิสัยประหยัดมาตั้งแต่เด็กๆ แต่จะกลายเป็นว่าผมกล้าใช้จ่ายมากขึ้นถ้าเห็นว่า intrinsic value ของสิ่งที่ผมจะซื้อนั้นสูงกว่าราคาที่ผมจะจ่าย)

ประการสุดท้ายคือความมหัศจรรย์ของการ”ทบต้น” ในโลกของวีไอเราทราบดีว่า”เวลาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของนักลงทุน” เพราะหากเรามีหลักการลงทุนที่แทบจะไม่มีโอกาส “ขาดทุนแบบถาวร” ถึงแม้เราเราจะกำไรปีละไม่มาก แต่ด้วยพลังของการทบต้น เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีในที่สุดกำไรเล็กน้อยก็จะแปรสภาพเป็นความมั่งคั่งให้เรา ข้อนี้อาจจะไม่เหมือนการวิ่งซะเลยทีเดียว แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าการวิ่งอย่างต่อเนื่องทำให้สมรรถภาพของกล้ามเนื้อ ปอด และหัวใจของผมดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมวิ่งได้เร็วขึ้น นานขึ้น โดยทีรู้สึกเหนื่อย/ทรมานลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

Advertisements
Categories: Value investment
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: