Home > Value investment > Cash is sin Vs Cash is king

Cash is sin Vs Cash is king


ผมเป็นแวลูอินเวสเตอร์มา ปีนี้ก็เข้าปีที่ห้า แนวคิดหลักในการลงทุนของผมตั้งแต่วันแรกจนวันนี้แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยกเว้นความคิดเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก นั่นก็คือเรื่องของการถือครองเงินสด

การลงทุนของผมในช่วงแรกค่อนข้างจะออกแนว”บู๊”มากพอสมควร คือผมมักจะมองไปที่หุ้นคุณภาพกลางๆที่ราคาถูกมากๆ แต่กำลังจะมีเหตุการณ์พิเศษมาเป็นตัวปลดล็อคให้ราคาของหุ้นวิ่งไปถึงราคาที่ผมคิดว่าควรจะเป็น

และที่สำคัญผมมักจะถือหุ้น 100% ตลอดเวลา เพราะผมเชื่อว่าเงินสดคือการเสียโอกาส ( cash is sin ) และการถือหุ้น 100% จะเป็น”สูตรลัด”ในการเร่งความรวยให้ผมไปถึงอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้น

ต่อเมื่อผมผ่านประสบการณ์การลงทุนมานานขึ้น ผมกลับเริ่มตระหนักว่า ความคิดในการลงทุนของผมยุคแรกๆ นั้นค่อนข้างจะ”เสี่ยง”และ”กล้าได้กล้าเสีย”มากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดเรื่องการพยายามจะถือหุ้น 100% ตลอดเวลา

ประการแรก การถือหุ้น 100% ทำให้พอร์ตของผมไม่ค่อย flexible ในการปรับตัว โดยเฉพาะในเวลาที่ตลาดปรับตัวลงมาอย่างไม่คาดฝัน การไม่มีเงินสดในมือ ทำให้ผมขยับตัวลำบาก บางจังหวะผมอาจจะเห็นหุ้นคุณค่าที่น่าสนใจเพราะตลาดปรับตัวลงมามาก แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าผมไม่มีเงินสดพอที่จะซื้อ ครั้นพอผมจะขายตัวที่ผมถือมีอยู่ในพอร์ตอยู่มาซื้อ ก็เป็นที่น่าเสียดายอีกว่า หุ้นตัวที่ผมถือก็ปรับตัวลงมามากเช่นกัน จนราคาต่ำกว่ามูลค่าเกินเสียกว่าที่ผมจะขายลง

ประการที่สอง การพยายามจะถือหุ้น 100% ตลอดเวลา ทำให้ผมต้องขวนขวายหาหุ้นใหม่ๆ มาเข้าพอร์ตอยู่เสมอ โดยเฉพาะหลังจากที่ผมขายหุ้นตัวเก่าที่ผมเห็นว่าเต็มมูลค่าออกไป ซึ่งการพยายามจะมีหุ้นในพอร์ตตลอดเวลานี้ ทำให้บางครั้ง”เกณฑ์”ในการคัดเลือกหุ้นของผมหย่อนยานลงไป บางครั้งผมก็ซื้อหุ้นที่ผมยังมีข้อสงสัยหรือยังไม่เข้าใจในตัวกิจการอย่างถ่องแท้ หรือบางครั้งผมกัดฟันซื้อหุ้นที่มี upside / margin of safety ไม่มาก เพียงเพราะผมไม่สบายใจที่จะมีเงินสดในพอร์ตเท่านั้นเอง

ประการที่สามคือการถือหุ้น 100% จะทำให้เรา”บาดเจ็บ”อย่างหนักได้ หากมีภาวะวิกฤติเกิดขึ้นมา ผมเคยเขียนถึงแนวทางที่ผมจะทำหากผมคิดว่าจะเกิด economic crisis ขึ้นมา ( บทความเรื่อง “ถ้าจะเกิดวิกฤติ” ) จำนวนเงินสดในพอร์ตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะทำให้เรารับมือกับวิกฤตินั้นๆ ได้ดีขนาดไหน

ผมกล่าวไว้ในบทความก่อนว่า ถ้าผมพิจารณาแล้วว่ากิจการที่ผมถือครองอยู่นั้น ได้รับผลกระทบน้อยมากจากภาวะเศรษฐกิจ และราคาหุ้นยังต่ำกว่าที่ผมประเมินอยู่ ผมก็จะถือครองกิจการนั้นๆต่อ แต่ความจริงอย่างหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือว่า ราคาของหุ้นในระยะสั้นถึงกลาง เป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล บางครั้งนายตลาดอาจจะมีเหตุผลมากพอที่จะรับรู้ว่ากิจการของเราไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ แต่บ่อยครั้งนายตลาดก็มักจะตื่นตกใจทำให้ราคาของหุ้นเราตกลงไปตามภาวะตลาดโดยรวม

ซึ่งถ้าเป็นในกรณีหลัง การที่เรามีเงินสดในมือจะทำให้ทางเลือกมากขึ้นมาก โดยที่เราอาจจะพิจารณาซื้อหุ้นของกิจการนั้นๆเพิ่มขึ้น เมื่อราคาในกระดานตกลงไปมากๆ หรือแม้แต่ที่เราจะพิจารณาลงทุนในบริษัทอื่นๆ ที่อาจจะ”ถูกอย่างเหลือเชื่อ” ในสภาวะที่ตลาดเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

คำถามที่สำคัญก็คือว่าช่วงไหนเราควรจะมีเงินสดกี่ %, เมื่อดัชนีขึ้นไปเท่านี้จุด เราควรจะถือเงินสดมากน้อยเท่าไร ผมว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบยาก และไม่ได้ขึ้นกับดัชนีของตลาดสักเท่าไร แต่ขึ้นอยู่กับว่า ณ จุดนั้นๆ เราหาบริษัทที่ยัง undervalue ได้หรือไม่ ด้วยความมั่นใจและ mos มากน้อยขนาดไหน ถ้าหาได้ด้วยความมั่นใจอย่างมาก ผมก็อาจจะถือครองหุ้นตัวนั้นมากเกินกว่าครึ่งนึงของพอร์ตโดยที่ไม่สนใจกับความถูก/แพงของดัชนี แต่ถ้าหาไม่ได้เลย ผมว่านี่ก็เป็นสัญญาณนึงที่บอกเราว่า ตลาดอาจจะแพงมากเกินไปแล้ว และพร้อมจะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ

วอเรน บัฟเฟตเคยกล่าวไว้ว่า เค้าจะต้องมีกระสุนอยู่ในมือตลอดเวลา เพราะเค้าไม่รู้ว่าจะมีช้างเดินผ่านมาเมื่อไร…….

Advertisements
  1. m.w.
    January 30, 2012 at 2:55 pm

    เห็นด้วยอย่างยิ่ง และขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆ

  2. January 31, 2012 at 12:56 pm

    ผมก็ถือหุ้น 100% ตลอดเวลาเหมือนกันครับ
    ถ้ามีเงินสดเหลือก็อดไม่ได้ที่จะซื้อหุ้นเข้าพอร์ตทุกครั้ง
    มีวิกฤติหุ้นตกแรงๆทีไร นั่งหาวทุกทีเลยครับ 555

    • February 1, 2012 at 3:10 am

      มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียอย่างที่ผมว่ามาครับ

      แต่หลังๆ ผมลดความบู๊ในการลงทุนลงมา เลยเริ่มจะเห็นข้อเสียซะมากกว่าข้อดี 🙂

  3. February 3, 2012 at 9:06 am

    เป็นเหมือนกันครับ 100%ตลอดเวลา
    แต่หลังจากได้ฟังสัมมนาคุณchinn ทำให้ผมเห็นประโยชน์ของ margin ครับ
    ถ้าเราใส่ margin เฉพาะตอนที่ตลาด panic แล้วค่อยๆทยอยออกตอนที่กลับสู่สภาวะปกติให้เป็นเงินสดปกติเหมืิอนเดิม

    สิ่งที่ทำให้ปอดคุณ chinn บวมไวมาก นอกจากเก่งเรื่องการวิเคราะห์แล้ว คือ
    Money Management ครับ มีแผนทั้งขึ้น ทั้งลง ลองหาอ่านใน thaivi ดูนะครับ

    • February 3, 2012 at 9:16 am

      คุณชนเป็นคนเก่ง(มาก)ครับ และเป็นคนที่มีแนวคิดเรื่อง money management ที่เยี่ยมมากๆคนหนึ่งครับ

      แต่ประเด็นหนึ่งที่เราต้องพิจารณาก็คือสไตล์การลงทุนของเราตรงกับแนวทางของเค้าหรือไม่ รวมทั้งการยอมรับความเสี่ยงของเราต่างหรือเหมือนกับเขาอย่างไร

      กระทู้ของคุณชินเป็นกระทู้ที่ดีมาก และสมควรที่เราจะไปศึกษาเพื่อนำหลักคิดของคุณชินมาปรับใช้ กับแนวทางการลงทุนของเราครับ

  4. February 3, 2012 at 9:32 am

    มันไม่เพียงเป็นคำถามที่ตอบยาก แต่ผมว่ามันเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบเลยครับ
    เพราะบางเวลา Cash is sin แต่บางเวลา Cash is king
    และมันจะสลับหมุนเวียนตลอดเวลา ไม่นิ่ง
    …ผมมีความเห็นคล้ายๆกับพี่ ส่วนตัวผมซื้อตามระดับความมั่นใจ
    อย่างเช่นหุ้นเกรด A ผมอาจซื้อ 50% ถ้าเกรด B ก็สัก 20% ของพอร์ต
    สมมุติผมเจอหุ้นแค่ A 1 ตัว + B 1 ตัว
    มันก็เท่ากับว่าผมมีเงินสดเหลือ 30% โดยอัตโนมัติ

  5. ake3004
    February 7, 2012 at 6:17 am

    welcome back kab mor pae.cant wait to meet u in this sat kab^^

  6. February 28, 2012 at 3:59 am

    เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์ครับ

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: