Home > Value investment > ถ้าจะเกิดวิกฤติ

ถ้าจะเกิดวิกฤติ

ผมเป็นนักลงทุนที่ไม่ได้บอบช้ำจากวิกฤติ subprime มากนัก เพราะในตอนนั้นผมยังเป็น trader มากกว่า investor ทำให้ผม cut loss ได้ค่อนข้างเร็วกว่าที่ตลาดจะตกลงมามาก

หลังจากผมเปลี่ยนแนวจากการเล่นหุ้นมาเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานเต็มตัว สิ่งหนึ่งที่ผมยังกังวลอยู่ลึกๆก็คือว่า ถ้าหากมีวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาอีกรอบ ผมจะทำอย่างไร?

ผมมีเพื่อนที่เป็น trader หลายคน ซึ่งทุกคนก็มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของนักลงทุนแนวเน้นพื้นฐานก็คือว่ามักจะไม่มี exit strategy ดังนั้นเมื่อตัดสินใจอะไรผิดพลาดก็มักจะเสียหายหนัก

ปกติแนวคิดของผมมักจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับเพื่อนกลุ่มนี้ แต่ข้อนี้ผมกลับเห็นด้วย เพราะโดยมากสำหรับแวลูอินเวสเตอร์ ถ้าหากเราวิเคราะห์พื้นฐานของกิจการ ผิดพลาด หรือมีปัจจัยภายนอกที่เราคาดไม่ถึงมากระทบอย่างรุนแรง เราก็มักจะทนถือจนราคาลงไปมากเสียแล้ว

วิกฤติทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มักจะกระทบต่อพื้นฐานของบริษัทที่เราลงทุน แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจอีกว่า แวลูอินเวสเตอร์ส่วนมาก มักจะมองข้ามปัจจัยข้อนี้ไป

ผมเคยคิดหาวิธีลงทุนในภาวะวิกฤติอยู่หลายต่อหลายครั้ง และนี่คือแนวทางที่ผมจะปรับตัว หากผมคิดว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะเกิด

อันดับแรกเลยก็คือผมจะพยายามแยกให้ออกว่านี่เป็น crisis จริงๆ หรือเป็นแค่ panic อันที่จริงการพยายามแยกสองภาวะนี้ออกจากกันคงทำได้ไม่ง่าย และกว่าเราจะรู้แน่ชัดว่านี่คือ crisis ก็คงจะเป็นจุดที่เราอยู่ใน crisis เต็มตัวไปแล้ว ที่ผมพยายามจะทำก็คือว่า ผมจะพยายามดูตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายๆตัวประกอบกัน เช่น อัตราเงินเฟ้อ GDP ดุลบัญชีเดินสะพัด ยอดขายรถในประเทศ / ต่างประเทศ ยอดการโอนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ถ้าตัวเลขต่างๆเหล่านี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ผมก็มักจะเชื่อว่า macro ของเรายังดีอยู่ ( แน่นอนว่าผมไม่ใช่ economist ย่อมไม่สามารถตีความตัวเลขเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ ผมเพียงแต่เอาตัวเลขหลายๆตัวมาประกอบ พอให้ผมเห็นภาพใหญ่ได้ว่า macro ของเราแนวโน้มออกไปทางดีหรือไม่ดี ) และผมจะให้น้ำหนักกับการบริหาร port ให้มีความระแวดระวังต่อการเกิด crisis ( ด้วยวิธีต่างๆ ที่ผมจะพูดต่อไป ) ไม่มากนัก

อันดับต่อมา ถ้าหากผมพิจารณาแล้วว่า โอกาสเกิดวิกฤติอยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่ผมจะรู้สึกสบายใจ ผมจะกลับมาพิจารณาพื้นฐานของกิจการที่ผมถืออยู่อย่างละเอียด และผมก็มักจะไม่สบายใจที่จะถือกิจการที่อ่อนไหวกับ macro economic มากๆ ต่อ

กิจการที่ว่า ได้แก่ กิจการที่ค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์ ( commodity ), กิจการที่ขึ้นลงตาม economic cycle เช่น อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ยานยนต์ อิเลกโทรนิค นิคมอุตสาหกรรม, กิจการที่ขายสินค้าหรือบริการที่ฟุ่มเฟือย เช่น กลุ่มการบิน และการท่องเที่ยว และสุดท้าย คือกลุ่มกิจการที่ปล่อยสินเชื่อ และมีความเสี่ยงสูงต่อ NPL ในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่

ทั้งนี้หากกิจการที่ผมถืออยู่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่อ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจมากๆ ดังกลุ่มกิจการข้างต้น ผมก็จะมาดูต่อว่าโดยตัวบริษัทเอง มีเหตุการณ์พิเศษอะไรหรือไม่ที่จะทำให้บริษัทมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจขาลงเป็นพิเศษ เช่น บริษัทอาจจะเป็นบริษัทในกลุ่มค้าปลีก ที่ยอดขายได้รับผลกระทบจาก macroeconomic น้อย แต่บังเอิญว่า ในขณะนั้นบริษัทเพิ่งลงทุนเปิดสาขาใหม่ด้วยเงินกู้หลายพันล้าน เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุการเฉพาะตัวที่จะทำให้ผมไม่สบายใจที่จะถือกิจการนั้นต่อ เพราะเมกะโปรเจคต์ของบริษัท มาเปิดดำเนินงานในช่วงที่อาจจะมีวิกฤติพอดี ทำให้เมกกะโปรเจคต์นั้นล้มเหลว และทำให้บริษัทขาดทุนได้มาก

ถ้าผมพิจารณาแล้วว่ากิจการที่ผมถือครองอยู่นั้น ได้รับผลกระทบน้อยมากจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ผมก็มักจะสบายใจที่จะถือหุ้นต่อ เพียงแต่สิ่งต่อมาก็คือ ผมจะเพิ่มความ conservative ในการพิจารณามูลค่าที่เหมาะสมของบริษัท ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมพิจารณาแล้วว่า หุ้นของผมควรจะเทรดที่พีอี 8 -10 หากเป็นในภาวะปกติ ผมอาจจะยังถือหุ้นอยู่ถ้า หุ้นถูกเทรดที่พีอี 8 และผมยังไม่สามารถหาหุ้นที่ undervalue มากกว่าได้ แต่ในภาวะที่ผมไม่แน่ใจกับ macroeconomic ผมก็มักเพิ่ม MOS ด้วยการตัดสินใจว่าราคาหุ้นเต็มมูลค่าไปแล้วตั้งแต่ pe 8 หรือในกรณีที่ผมประเมิน FV ด้วยการทำ DCF ผมก็มักจะเพิ่มอัตราการคิดลด เช่น จาก 8% เป็น 9%, 10%

ประการสุดท้าย ผมมักจะใช้เงินสดที่เหลือในพอร์ตซื้อหุ้นยากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นเพราะว่า ผมมักจะเลือกลงทุนในหุ้นน้อยกลุ่มลง และมีมุมมองต่อ valuation ที่ conservative มากขึ้น ตามที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นแล้ว ผมยังมักจะอยากจะมีเงินสดจำนวนหนึ่งเหลือไว้เสมอ เผื่อที่จะมีสถานการณ์ที่หุ้น”ถูกอย่างเหลือเชื่อ”

ความกังวลต่อวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจจะเกิด หากจะมองในแง่ดีก็เป็นโอกาสที่จะทำให้เราได้กลับมาทบทวนพื้นฐานและความสามารถในการแข่งขันของกิจการที่เราถือครองอยู่ กิจการที่เรามีความมั่นใจมากพอที่จะถือผ่านวิกฤติ ก็มักจะเป็นกิจการที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน นั่นหมายความว่า หลังจากวิกฤติผ่านไปพอร์ตของเราจะมีแต่หุ้นที่มีคุณภาพสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คือ แล้วผมมีความคิดเห็นอย่างไรต่อวิกฤติประเภทอื่นๆ เช่น วิกฤติทางการเมือง วิกฤติทางการทหาร / การต่างประเทศ, วิกฤติเหล่านี้ ส่วนมากจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทในระยะสั้นๆ แต่แทบไม่มีผลอะไรกับพื้นฐานบริษัทในระยะยาว หากราคาหุ้นในกระดานลดลงเพราะเหตุเหล่านี้ ผมเชื่อว่านี่คือโอกาสที่เราจะหวด “ perfect pitch “

Advertisements
  1. Sky Line
    August 16, 2011 at 5:02 am

    ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆครับพี่

  2. Unsign
    August 18, 2011 at 5:04 am

    เป็นบทความที่ดีมากครับ อยากให้นักลงทุนที่คิดว่าตนเองลงทุนแนวพื้นฐานได้อ่านครับ Entry and Exit เป็นหลักที่สำคัญมากอันหนึ่งในการลงทุน

    จุด exit ที่เข้าใจกัน คือ “พื้นฐานเปลี่ยน” แต่อะไรคือพื้นฐานเปลี่ยน ส่วนใหญ่มักตอบไม่ได้หรอกครับ ก็มันยากนี่นา ตอนเลือกหุ้นมีคนสอนพอกล้อมแกล้ม เดี๋ยวรวยก่อนไม่เป็นไร แต่ตอนออกม่ะมีคนสอน ก็เอาใจตรูนี่แหละ คิดว่าตอนนี้มันเปลี่ยนแล้ว ก็ขายละวะ 555

    “พื้นฐานเปลี่ยน” คงต้องนิยามออกมาว่า มีข้อ 1 2 3 4 … แล้วสรุปออกมาเป็นการให้คะแนน หรือ อื่นๆก็ตามแต่ ให้เป็นจุดที่แน่ๆ ว่าตรงนี้ขอลาไปก่อนแล้วนะ แล้วว่ากันใหม่

    ทำไม trader หลายคนจึงคิดว่าเป็นจุดอ่อนน้า อิอิ…

  3. navapon
    August 18, 2011 at 6:08 am

    ขอบคุณครับ

    ตอนนี้ผมมีเงินสดประมาณ 50% ผมว่าหุ้นมันคงไม่ตกมากๆในเร็วๆนี้แล้ว ผมเชื่อประเด็นเรื่องเงินล้นโลกในตอนนี้ ถ้าเมกาแย่ สุดท้ายเงินทั้งโลกจะชิฟมาเอเชียในที่สุด รอบที่แล้วsubprime เมกาแย่ก็ไม่ได้กระทบเศรษฐกิจประเทศไทยอะไรมากมาย แต่หุ้นกลับตกเอาๆ สุดท้ายผมว่ามันก็แบบเดิม คือหุ้นไทยอาจจะตก แต่ก็ตกไม่นาน สุดท้ายมันก็ขึ้นและจะขึ้นไปเรื่อยๆ ผมรอจังหวะซื้อหุ้นเพิ่มอยู่ แต่ช่วงนี้หาหุ้นยากจัง รัฐบาลใหม่ของคุณปูก็ดูสนับสนุนเงินเฟ้อ ทั้งเรื่องค่าแรง 300บาทและเรื่องยอมขยายกรอบให้เงินเฟ้อมากขึ้นโดยจะไม่ขึ้นดอกเบี้ย อ้างช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมว่าเสียงรัฐบาลยังไงก็ชนะแบงค์ชาติครับ เก็บเงินไว้บางทีก็หนักใจเหมือนกัน ปีหน้ารัฐบาลก็รับประกันเงินฝากแค่ล้านเดียวแล้ว จะซื้อทองเพิ่มก็กลัวฟองสบู่แตกอีก (บ่นมากจังเรา) สรุป ผมว่าถ้ามีจังหวะผมจะลงทุนในหุ้นเพิ่มอีกครับ
    ปล หมอแป๊ะว่าทองแท่งยังซื้อได้ไหมครับ ราคามันขึ้นมาน่ากลัวมาก

    • August 19, 2011 at 12:48 am

      ส่วนตัวไม่นิยมลงทุนในทองครับ เพราะมันเป็นเรื่องของ supply demand ซึ่งเป็นเกมส์ที่ผมไม่ถนัด ผมถนัดที่จะประเมินคุณภาพและราคาเหมาะสมของบลจ.มากกว่า

  4. CHOOKY
    August 20, 2011 at 2:24 pm

    ขอบคุณมากครับ สำหรับบทความดีๆ

  5. Awin
    August 20, 2011 at 7:54 pm

    ขอบคุณมากนะค่ะ สำหรับบทความดีๆที่มาแชร์เพื่อนนักลงทุน

  6. naijan
    August 21, 2011 at 2:25 am

    เยี่ยมเลยครับพี่หมอ

  7. stratovarius
    August 21, 2011 at 11:32 am

    ขอถามพี่หมอ reiter อะไรโง่ๆหน่อยนะครับ ถ้าเกิดสมมติข้อมูลที่พี่ดูเช่น GDP ต่างประเทศ ยอดผลิตรถยนต์ มันออกมาสวนทางกัน (เป็นต้น) พี่จะดูอย่างไร อันไหนสำคัญกว่าครับ ปล ผมมองไม่ออกจริงๆว่าตอนนี้มันตื่นตูม หรือ ของจริงกันแน่ T__T

    • August 22, 2011 at 9:16 pm

      ดูหลายๆตัวประกอบกันครับ ถ้าข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน เราก็จะมั่นใจว่าใช่ ถ้าข้อมูลมันขัดแย้ง ความแน่ใจมั่นก็ลดลง

  8. Stratovarius
    August 23, 2011 at 8:15 am

    มันไม่ได้มีอันไหน strong กว่ากันใช่ไหมครับ
    อย่างเมื่อวานจีดีพีไทยก็ออกมาต่ำกว่าฝรั่งคาด แถมจีดีพีเมืองนอกเองก็โดนปรับลดซะติดดิน หรือว่าเวลาออกข่าวแบบนี้มาคือตลาดหุ้นรับข่าวร้ายไปหมดแล้วครับ งงจัง

  9. September 5, 2011 at 9:14 am

    ปกติลงทุนแนวนี้อยู่แล้วค่ะ เหตุการณ์ปัจจุบันทั่วโลก ทำให้อึดอัด เลยลดพอร์ตค่ะ

    เป็นบทความที่อ่านแล้วมีประโยชน์ต่อคนที่จะเข้ามาใหม่

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: