Home > Value investment > ทำใจแบบ fundamentalist

ทำใจแบบ fundamentalist

ช่วงปีสองปีมานี้ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขและนิ่งกับการลงทุนกว่าสมัยแรกๆ มากพอสมควร ทั้งที่จริงๆแล้วแนวคิดและวิธีการลงทุนของผมแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสักเท่าไร

สาเหตุหลักน่าจะเกิดจากประสบการณ์ที่มากขึ้นทำให้ผมเข้าใจถึงความเป็นไปของตลาด และ”ทำใจ”กับความความเป็นไปบางประการของตลาดได้มากขึ้น

ประการแรกเลยก็คือว่า ผมทำใจได้ว่าราคาหุ้นในระยะสั้นถึงกลางเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล ดังนั้นหากผมซื้อหุ้นที่เราพิจารณาอย่างดีแล้วว่ามีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม แต่แล้วราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน อาจจะเป็นเดือน หรือเป็นปี ผมก็มักจะทำใจอดทนรอได้ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมก็มักจะพบว่าหลังจากที่ผมอดทนรอไปสักพัก ในที่สุดแล้วราคาหุ้นก็จะวิ่งเข้าไปหามูลค่าที่เหมาะสมตามที่มันควรจะเป็น

และในทำนองตรงข้ามหากผมพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าหุ้นตัวนี้ราคาแพงเกินกว่าที่ควรจะเป็น หรือมี MOS ต่ำเกินกว่าที่ผมจะสบายใจที่จะลงทุน แต่หุ้นก็วิ่งขึ้นไปต่อ อาจจะด้วยแรงเก็งกำไรหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็มักจะทำใจได้ว่าการลงทุนกับหุ้นตัวนี้เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ผมขาดทุนได้มาก และนี่เป็นเกมที่ผมไม่ถนัด

นอกจากนั้น ผมก็มักจะมีความสุขและรู้สึกยินดีที่ได้เห็นเพื่อนๆของผม และนักลงทุนท่านอื่นๆ ทำกำไรกับหุ้นตัวนี้ไปได้อย่างงดงาม

ประการที่สอง ผมทำใจได้ว่าการคาดเดาตลาดเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราจะทำได้คือการซื้อและถือจนกว่าราคาจะสะท้อนมูลค่าออกมา, ผมเคยคิดว่ากลยุทธ์ที่น่าจะดีกว่ากลยุทธ์ Buy and Hold ของ VI นั่นก็คือกลยุทธ์การ Buy and Hold ตราบเท่าที่ตลาดยังเป็นขาขึ้น และ Sell เมื่อตลาดเป็นขาลง ( และอาจจะไป Buy ใหม่ เมื่อตลาดเป็นขาขึ้นอีกครั้ง ) ซึ่งถ้าเราทำได้ตามนั้น ย่อมดีกว่าซื้อแล้วถือไปเฉยๆ อย่างแน่นอน

แต่ปัญหาก็คือว่าผมมักจะทำนายทิศทางของตลาดผิดอยู่เสมอๆ ผมเคยลองพยายามทำนายทิศทางตลาด”ในใจ”เล่นๆ ไม่ว่าจะด้วยการใช้ข่าวสารต่างๆมาประกอบ สถานการณ์การเมือง ตัวเลขทางเศรษฐกิจ สถานการณ์เศรษฐกิจของโลก รวมทั้งเครื่องมือทางเทคนิคที่นักเทคนิคอลมักจะใช้กัน เช่น เส้นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก, MACD

ซึ่งจากประสบการณ์การทำนายในใจของผม ผมพบว่าผมมักจะทำนายผิดมากกว่าทำนายถูก และหากผมซื้อขายตามการทำนายทิศทางตลาดของตัวเอง ผมก็มักจะขายหุ้นในราคาที่ถูก และซื้อคืนในราคาที่แพงกว่าเดิมอยู่เสมอ และยังไม่นับรวมถึงค่าคอมมิชชั่นที่ผมจะต้องเสียเป็นจำนวนมากจากการซื้อๆขายๆ

ประการต่อมาผมทำใจได้ว่าการคิดการวิเคราะห์ของเราย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้เสมอ ผมมักจะเผื่อใจไว้เสมอๆ ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ว่า ข้อมูลของบริษัทที่เรามีไม่ละเอียดมากเพียงพอ ( ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติสำหรับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ) มีปัญหาบางอย่างที่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทเกิดขึ้น ปัญหาจากธรรมาภิบาลของผบห. หรือที่พบได้บ่อยที่สุดจากอคติของเราเองในการวิเคราะห์

ผมมักจะทำใจได้ว่านี่คือความเจ็บปวดที่แวลู อินเวสเตอร์จะได้เจอในช่วงชีวิตของการลงทุน และผมจะเก็บความผิดพลาดเหล่านี้มาเป็นบทเรียนให้การวิเคราะห์ครั้งต่อๆไปของผมมีความแม่นยำมากขึ้น

นอกจากนั้นผมก็พยายามจะเผื่อเหลือเผื่อขาดต่อโอกาสที่ผมจะวิเคราะห์บริษัทผิดพลาด ด้วยการกระจายการถือหุ้นในหลายๆบริษัท และเหลือเงินสดจำนวนหนึ่งไว้ในพอร์ตเสมอๆ ( อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความก่อนเรื่อง เสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย )

ประการสุดท้าย ผมทำใจได้ว่าไม่มีวิธีการลงทุนใดที่จะสมบูรณ์แบบตลอดเวลา และตลอดทุกภาวะตลาด ผมลงทุนในแบบเน้นคุณค่า เนื่องจากผมค่อนข้างสบายใจกับการใช้ตรรกะแบบวิทยาศาสตร์ของการลงทุนด้วยวิธีนี้ และผมได้รับผลตอบแทนที่ดีมากเทียบกับวิธีการลงทุนแบบอื่นๆที่ผมเคยใช้ แต่ผมก็ทำใจได้ว่าในบางช่วงเวลาบางโอกาส การลงทุนในแนวอื่นอาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและรวดเร็วกว่า แต่นั่นก็ไม่ใช่วิธีที่ผมถนัด และอยู่นอกกรอบความสามารถของผม ดังนั้นสิ่งที่ผมมักจะทำก็คือทำใจและลงทุนในกรอบที่ผมถนัดต่อไป

Advertisements
  1. nie
    July 31, 2011 at 5:56 am

    สวัสดีค่ะ คุณหมอ reiter หนูติดตามผลงานการลงทุนของคุณหมอมาตั้งแต่ tvi และได้ร่วมฟัง
    งานสัมนาหุ้นสิบเด้งด้วยชื่นชมคุณหมอมากค่ะ ยังไงฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค่ะ

    วันนี้หนูมีคำถามขอถามคุณหมอ reiter หน่อยได้ไหมค่ะเกี่ยวกับหุ้น glow โรงไฟฟ้า
    เวลาจะทำประมาณการหุ้นไฟฟ้าหนูทำแบบนี้ถูกไหมค่ะ

    1.กรณีของ gheco-one หนูนำ mw 660 มา* กับ 24 ชั่วโมงคือกำลังผลิตที่เป็นชั่วโมงแล้ว * 2.3
    จะได้รายได้ออกมาประมาณ 36462 ล้าน

    2.eaf หรือการผลิตไฟฟ้าต่อกำลังผลิตจริงของถูกโรงไฟฟ้าจะลดครั้งละ 5% ในทุกๆ 3 ปีถูกไหมค่ะ

    3.ถ้าเราได้รายได้ gheco-one มาแล้ว 36462 ล้านเราจะประมาณต้นทุนขายอย่างไรเหรอค่ะ

    ขอบคุณมากค่ะ

    • July 31, 2011 at 6:28 am

      1-3 ปกติเวลาพิจารณากำไรของธุรกิจโรงไฟฟ้า ผมมักจะไม่มองที่รายได้, ต้นทุนขายอะไรแบบธุรกิจปกติครับ แต่ผมจะมองที่ IRR ไปเลย เนื่องจากก่อนที่บริษัทจะตัดสินใจประมูลโรงไฟฟ้าใดๆมา ย่อมต้องคำนวณผลตอบแทนของการลงทุนออกมาแล้ว การที่เรา jump ไปที่ IRR เลยจะง่ายกว่าและแม่นยำกว่ามาก

      สำหรับเกคโควัน IRR ทั้งโครงการอยู่ที่ 20% ครับ แต่ถ้าคิดเฉพาะ 4 ปีแรก จะสูงถึง 30% ตามลักษณะรายได้ที่สูงมากในสี่ปีแรกแล้วจะลดลงในปีหลังๆ ( แถมด้วยการที่โกลวไปล็อคถ่านหินราคาถูกไว้ในช่วง subprime ทำให้สี่ปีแรก ได้ต้นทุนถ่านหินที่ถูกมากมาใช้ )

      งบลงทุนของเกคโคอยู่ที่ 15750 ล้าน กำไรของเกคโคในปี 2013 น่าจะทำกับ 15750 x 30% = 4725 ล้านบาท

      แต่โกลวถือเกคโค 65% ดังนั้น โกลวจะได้ส่วนแบางกำไรมา 4725 x 65% = 3000 ล้านนิดๆคับ

      2 จำได้เลาๆว่าใช่ครับ

  2. July 31, 2011 at 6:25 am

    ขอบคุณครับ สำหรับบทความ
    อืมม..การลงทุนแต่ละสาย มันมีบางอย่างที่เราต้องยอมสละไปบ้าง ไม่มีอะไร perfect จริงๆแฮะ
    อย่าง VI ก็ต้องยอมสละกำไรเล็กจากราคาหุ้นที่สวิงไปมา เพื่อรอกินกำไรโตครั้งเดียว

  3. sai
    July 31, 2011 at 6:50 am

    ยอดเยียมเลยครับ หมอแป๊ะ เป็นคนที่มีการประเมิณการลงทุนตัวเองสม่ำเสมอ ทำให้พัฒนาได้ไม่รู้จบจริงจริงครับ ชื่นชมครับ

  4. otakung
    July 31, 2011 at 10:56 am

    อยากถามประสบการณ์ครับผม เป็นไปได้มั้ยครับว่าอีกสาเหตุนึงที่ทำให้เรา “นิ่ง” อยู่ได้ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาเพราะว่ามันเป็นตลาดขาขึ้น คือถึงมันจะขึ้น ๆ ลง ๆ แต่พอร์ตเรา “บวก” อยู่เสมอสำหรับหุ้นแต่ละตัวที่เราซื้อ ในขณะที่ประสบการณ์ทำให้เราเชื่อว่าตอนนี้เรานิ่งขึ้นแล้ว ถ้าในอนาคตซึ่งเป็นตลาดขาลงและพอร์ตเรามีแนวโน้มที่จะ “แดง” ในหุ้นแต่ละตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เนี่ย (อาจจะเป็นหุ้นที่เราเพิ่งเข้าไปใหม่ในช่วงนั้นซึ่งพอซื้อซักพักก็ค่อย ๆ ลงไปเรื่อย ๆ) คิดว่าเราจะยังสามารถนิ่งได้แบบนี้รึเปล่าครับ ขอบคุณครับ

    • July 31, 2011 at 4:29 pm

      คำถามนี้ คงต้องรอให้ตลาดเป็นขาลงจริงๆเสียก่อนครับ ถึงจะตอบได้ ถ้าจะเอาเหตุการณ์ช่วง subprime มาจับ ตอนนั้นผมก็ยังผสมๆระหว่าง VI กับ Technical อยู่

      แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือว่า แม้เราจะมองว่าสองปีเป็นขาขึ้นตลอด แต่ก็มีช่วงที่ตลาดตกอย่างรุนแรง และ ณ สถานการณ์ตอนนั้น ผู้คนก็พูดกันอย่างมากมายว่าตลาดจะเป็นขาลงแล้วๆ เช่น ช่วงต้นปีที่ผ่านที่ดัชนีลงไปจากพันกว่าจุดไปเหลือ 900 จุดค้นๆ

      ณ สถานการณ์ตอนนั้น ที่คนเกือบทั้งตลาดคิดว่าขาลงมาแล้ว, ผมก็ยัง stay invest แบบมีความสุขอยู่คับ

  5. wheel
    July 31, 2011 at 6:06 pm

    หมอแป๊ะเยี่ยมครับ เนื้อหาโดนมาก แม้ว่าตลาดตอนนี้จะเป็นขาขึ้นแต่หุ้นบางตัวก็ไม่ได้ดีตามตลาดครับ อย่างมีหุ้นตัวหนึ่ง(อยู่ในหมวดอิเล็ก) ผมขายหมูไปตอนเกือบๆ 20 บาท แต่ว่าหุ้นก็ยังขึ้้นทะลุ 20 บาทไ้ปได้ แต่ไม่กล้าเข้าแล้วครับเพราะดูเสียงเกินไปเนื่่องจากธุรกิจที่ควรจะเป็นที่มาของรายได้ยังไม่แน่นอน(บริษัทมีโปรเจ็คเยอะมาก กะทำหลายอย่าง) ก็เลยไม่กล้าเข้าไปซื้้อแล้ว แต่เพื่อนที่เข้าซื้อหลัง 20 บาท ก็ยังได้กำไร เห็นตอนนั้นน้ำลายไหลกองเลยทีเดียวแต่ก็ดีใจกับเพื่อนด้้วย ที่ราคายังไปต่อได้กำำไร แต่แล้วหุ้นก็วิ่งไปสูงสุดประมาณ 25 บาท แ้ล้วตอนนี้ราคาก็ไหลกลับรูดเรยทีเดียว แต่เพื่อนกลับไม่กล้าปล่อย เพราะตอนนั้นก็ลุ้นให้ราคาดีดกลับที่กำไรเดิมก่อน จากนั้นก็เริ่มต่ำกว่า 20 บาทไปเรื่่อยๆ จนตอนนี้ขาดทุนหนักเลยทีเดียว
    กลับมาดีใจที่ตอนนั้นไม่ได้เข้าไปซื้อตามด้วยความโลภครับ

  6. oyoyo
    August 1, 2011 at 2:07 am

    ติดตามอ่านผลงานครับ 🙂

  7. picatos
    August 1, 2011 at 5:10 am

    ยอดเยี่ยมเลยครับ อ่านแล้วรู้สึกชื่นชมหมอแป๊ะมากๆ เลยครับ…

    ผมก็พยายามฝึกตัวเองที่จะทำใจให้นิ่งได้อย่างหมอแป๊ะอยู่เหมือนกันครับ แต่ยังวางไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ ใจยังเป็นทุกข์อยู่ ยังไม่สามารถลงทุนได้อย่างมีความสุขเลยครับ… พอได้มาอ่านบทความนี้ของหมอแป๊ะคิดว่าน่าจะช่วยให้ผมสามารถลงทุนได้อย่างมีความสุขมากขึ้นครับ…

    ขอบคุณนะครับสำหรับบทความดีๆ

  8. romee
    August 3, 2011 at 6:12 am

    หมอแป๊ะคงเห็นสนามหญ้าข้างบ้าน กับบ้านตัวเอง สวยพอๆกันแล้วสินะครับ

    สุดยอดเลยครับ

  9. ake3004
    August 8, 2011 at 4:17 am

    thanks kab.

  10. mod
    August 13, 2011 at 4:33 am

    “ผมทำใจได้ว่าการคาดเดาตลาดเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

    “แต่ปัญหาก็คือว่าผมมักจะทำนายทิศทางของตลาดผิดอยู่เสมอๆ”

    “ซึ่งจากประสบการณ์การทำนายในใจของผม ผมพบว่าผมมักจะทำนายผิดมากกว่าทำนายถูก”

    ไม่แปลกเลยครับหมอแป๊ะ ผมเองขนาดเคยวิจัยเรื่องกราฟเพื่อพยายามจับจังหวะ ผลที่ออกมาก็ยังคงเป็นแบบนี้เช่นกัน (บางคนอาจเถียงว่าเขาทำได้ แต่ถ้าให้ทำแล้วเก็บผลเกิน 30 – 50 ครั้งก็ไม่รอดกันแล้ว) เพราะผมคิดว่าเราคงจะเอาสมการที่มัน “static” ไปจับสิ่งที่ “dynamic” แบบตลาดหุ้นได้ยากมากๆ อาจเป็นไปได้ถ้าเรามีตัวแปรครบถ้วน แต่เราก็ไม่มีทางมีตัวแปรครบถ้วนอยู่ดี 55 (และถึงทำได้ดีกว่าโยนเหรียญก็ไม่จำเป็นว่าต้องมีกำไรดีอีกด้วย)

    ผมมองว่ากลยุทธ์การลงทุนส่วนใหญ่ที่สามารถจะทำกำไรได้ในระยะยาว ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพา Pay-off ของการได้กำไรต่อความเสี่ยงที่สูงๆมาช่วยแทบทั้งนั้น และการลงทุนพื้นฐานก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เป็นแบบนั้นด้วย สุดท้ายแล้วใน long run ผลมันเลยออกมาอย่างที่มันควรเป็น ดังนั้นเห็นด้วยเรื่องการทำใจให้เหมาะสมกับแนวทางการลงทุนของแต่ละคน เพราะเป็นเรื่องสำคัญจริงๆครับ 😀

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: