Home > Value investment > อคติในการลงทุน

อคติในการลงทุน

โดยธรรมชาติของปุถุชนย่อมมีความลำเอียงในการตัดสินใจในการทำสิ่งต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ท่านทรงแบ่งอคติไว้สี่ประเภท คือ ฉันทาคติ, โทสาคติ, ภยาคติ และ โมหาคติ ซึ่งก็คือความลำเอียงเพราะ รัก, เพราะโกรธ / เกลียด, เพราะกลัว และเพราะไม่รู้ตามลำดับ

ยิ่งในเรื่องการลงทุนแล้ว ดูเหมือนว่าอคติของนักลงทุนจะยิ่งมากกว่าคนทั่วไปเสียด้วยซ้ำ เพราะโดยธรรมชาติแล้วเรื่องเงินๆทองๆ เป็นสิ่งที่”เร้า”อารมณ์”โลภ” และอารมณ์”กลัว” ได้มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าสิ่งใดๆ

อคติตัวแรกที่พบได้บ่อยๆ คือ “ฉันทาคติ”, นักลงทุนส่วนมาก จะใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพของกิจการ ตลอดจนข้อมูลจากงบการเงินอย่างละเอียดในการพิจารณาว่ากิจการที่ตัวเองกำลังสนใจ มีราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมหรือไม่

แวลู อินเวสเตอร์มักจะทำกิจกรรมการวิเคราะห์นี้ ได้ดีพอสมควร เมื่อเขากำลังจะตัดสินใจว่าจะเลือกลงทุน หรือไม่ลงทุน แต่สิ่งหนึ่งที่มักจะเกิดก็คือ ภายหลังที่เราเลือกลงทุนกับกิจการใดกิจการหนึ่งแล้วก็คือ เราก็มักจะ”รัก” ในตัวกิจการ จนกระทั่งแม้บางครั้งพื้นฐานกิจการแย่ลง หรือมีข้อมูลใหม่ๆ ที่ทำให้เราทราบว่าการดำเนินงานของบริษัทไม่ได้ดีมากขนาดที่เราคิดไว้ตอนแรก เราก็มักจะเลือกที่จะลำเอียงไม่รับฟังข้อมูลเหล่านั้น

อคติข้อนี้ มักจะเป็นปัญหาข้อที่พบได้บ่อยๆ กับแวลู อินเวสเตอร์มือใหม่ เพราะเขาเหล่านั้น ยังมีประสบการณ์วิเคราะห์กิจการมาไม่มาก และมีกิจการที่ตัวเองเข้าใจอย่างถ่องแท้ในอยู่ในหัวเพียงจำนวนเดียว ทำให้แนวโน้มที่เขาจะมีฉันทาคติ กับกิจการใดกิจการหนึ่ง มากกว่าแวลู อินเวสเตอร์หน้าเก่าที่มีบริษัทอยู่ในหัวให้เลือกลงทุนมากกว่า

อคติตัวที่สองที่เจอได้บ่อยเช่นกัน ก็คือ ปัญหาจากการที่”รสนิยม”ของเราไม่ต้องตรงกับสินค้าของบริษัท ทำให้เราพาลคิดไปว่าคนอื่น ก็น่าจะไม่ชอบ และสินค้าของบริษัทก็ไม่น่าจะขายดี และทำให้เรามองต่อไปอีกว่า ผลประกอบการของบริษัทก็น่าจะไม่ดีตามไปด้วย

อันที่จริงการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทว่ามีคุณภาพหรือไม่ เป็นสิ่งที่แวลู อินเวสเตอร์สมควรทำอย่างยิ่ง เพื่อใช้เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพตัวหนึ่ง ในการวิเคราะห์พื้นฐานของบริษัท แต่เราต้องนึกในใจไว้เสมอว่า เราอาจจะลำเอียงได้มากจาก”รสนิยมส่วนตัว” และเราควรพิจารณาว่าสินค้าของบริษัทนั้น ต้องกับ”รสนิยมของมวลชน”หรือไม่ จากยอดขาย หรือยอดรายได้ของบริษัทมากกว่า

เช่นเดียวกับเรื่องการบริการ เราอาจจะมีอคติกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง จากการที่เราได้รับการบริการ / บริการหลังการขายที่ไม่ดีจากบริษัท แต่เราอย่าลืมว่างานบริการเป็นเรื่องที่คงจะทำให้สมบูรณ์แบบ และลูกค้าทุกคนพอใจไม่ได้ กรณีของเราอาจเป็นเรื่องเพียงหนึ่งในร้อย หนึ่งในพันของบริษัท

อคติตัวต่อมาที่พบได้บ่อยๆ ก็ความลำเอียงเพราะความไม่รู้ เวลาที่เราเห็นราคาหุ้น ตัวใดตัวหนึ่งขึ้นมาแรงๆ เรามักจะทึกทักไปเองว่าขึ้นมาเพราะ”จ้าวเข้า” เวลาหุ้นลงแรงๆ เราก็มักจะทึกทักไปว่า”จ้าวทุบ”

อันที่จริงลักษณะการขึ้นลงของราคาหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่มี market cap ไม่มาก ก็อาจจะเกิดได้จาก”จ้าวมือ” อยู่บ่อยๆ แต่การที่เรา”อคติ” ไปเสียแต่แรกว่าการขึ้นลงของราคาเป็นเรื่องของ”จ้าวมือ” อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสที่ดีในการลงทุน เพราะบ่อยครั้งการขึ้นลงของราคาที่รุนแรง ก็เกิดจากการที่พื้นฐานของกิจการเปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ ที่เราเองยังไม่ได้ศึกษาจึง”ไม่รู้”

อคติตัวสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง เป็นอคติที่ผมไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น แต่มันก็เกิดขึ้นบ่อยในช่วงหลังๆ ซึ่งก็คือ อคติจากการที่มีกลุ่มหรือคนที่เราชอบ / ไม่ชอบ ถือหุ้นตัวนั้นๆอยู่ ซึ่งก็คงเป็นเพราะสังคมนักลงทุนบ้านเราในระยะหลัง มีความซับซ้อน มีกลุ่มก้อน มีการแบ่งเขา แบ่งเรามากขึ้นนั่นเอง

อคติเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการที่จะทำให้เราก้าวไม่พ้น No Man’s Land ( ดูบทความเรื่อง No Man’s Land ประกอบ ) การตัดสินใจด้วยใจที่”เป็นกลาง” อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่แวลู อินเวสเตอร์จะฝึกฝน

Advertisements
  1. Sky line
    April 28, 2011 at 1:52 pm

    ได้ข้อคิดมากครับพี่

  2. April 28, 2011 at 3:01 pm

    เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยครับ ในการคิดอย่างไร้อคติ
    เหมือนสุภาษิตจีนที่ว่า…จงยอมรับความจริง แม้ความจริงนั้นจะทำให้เราเจ็บปวดมากๆ
    อคติไม่ว่าบวกหรือลบล้วนเป็นผลลบกับตัวเราเองทั้งนั้น ส่วนตัวผมเองก็พยายามเกาะ fact ให้มากๆเข้าไว้ และเตือนตัวเองเสมอ
    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

  3. oyoyo
    April 29, 2011 at 1:52 am

    อคติเกิดขึ้นกับตัวผมโดยที่ผมไม่รู้ตัวบ่อยๆ โดยเฉพาะฉันทาคติครับ
    อย่างที่พี่เขียนไว้เลย ผมมักจะทำเป็นมองข้ามข้อมูลที่มากระทบกับบริษัทที่ผมถืออยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในด้านลบ
    กว่าจะรู้ตัว ผลของข้อมูลที่มองข้ามไปก็มักจะส่งผลให้เห็นแล้วครับ

  4. happymom
    April 29, 2011 at 9:07 am

    ขอย้อนถามเรื่องวันสัมมนาค่ะ
    อยากทราบว่าวันที่เรียน คุณหมอจะยก case จริงของบริษัทใดหรือไม่คะ หากมี จะเป็นไปได้หรือไม่คะที่จะขอก่อนสัก 1 ชื่อ เพื่อที่จะเห็นงบ+ข้อมูลอื่นก่อนเรียน กลัวตามไม่ทันเพราะเป็นมือใหม่ค่ะ
    ขอบคุณค่ะ

  5. April 29, 2011 at 2:46 pm

    มีเคส study เยอะเลบครับ เช่น PS BGH SENA BROCK KTC CPALL BAFS DCC TTA RCL

  6. hongvalue
    April 30, 2011 at 4:20 am

    ไม่ต้องห่วงครับคุณ happymom
    reiter เป็นคนพูดเรื่องยากๆให้ฟังง่ายๆอยู่แล้วครับ

  7. happymom
    April 30, 2011 at 8:52 am

    ขอบคุณมากค่ะ

  8. เม่าเตียวหุย
    June 21, 2013 at 5:12 am

    จริงครับผม

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: