Home > Value investment > หลับตาหนึ่งข้าง

หลับตาหนึ่งข้าง

ในฐานะ แวลู อินเวสเตอร์ บริษัทในฝันที่ผมอยากลงทุนด้วยก็คือบริษัทที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน มีการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีผบห.ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีธรรมาภิบาลในระดับสูง และจะต้องมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไปนัก

แนวทางการเลือกหุ้นที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นเป็นแนวทางที่สุดยอดนักลงทุนของโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟต์ใช้มาตลอดชีวิตการลงทุนของเขา จนทำให้เขากลายเป็นบุรุษที่ร่ำรวยที่สุดอันดับสองของโลก ซึ่งคงไม่มีใครปฎิเสธถึงแนวทางที่บัฟเฟต์ใช้ แต่เมื่อเราย้อนกลับมามองที่ตลาดบ้านเราเอง เราอาจจะเกิดคำถามขึ้นมาว่าบ้านเราซึ่งมีคุณภาพของกิจการในตลาดหลักทรัพย์ที่ด้อยกว่า จะสามารถยึดหลักการแบบบัฟเฟต์อย่าง”เคร่งครัด”ได้หรือไม่

ความเห็นของผมก็คือ เราอาจจะจำเป็นที่จะต้อง”หลับตาข้างหนึ่ง”เพื่อที่จะมองข้ามจุดบกพร่องบางอย่างของบริษัท เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เราอาจจะหา”กิจการแบบบัฟเฟต์”ไม่เจอเลยแม้แต่บริษัทเดียว ( ผมเชื่อว่าตอนที่ดร.นิเวศน์ท่านลงทุนกับ cpall ท่านก็”แกล้ง”ทำเป็นมองไม่เห็น ข้อน่าสงสัยบางอย่างของบริษัทไปเช่นกัน ) และยิ่งโดยเฉพาะ ถ้าแนวทางการลงทุนของเราเป็นการลงทุนใน good company ในราคาที่มีส่วนลดมากๆ มากกว่าการลงทุนใน great company ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป เราก็อาจจะจำเป็นที่ต้องแกล้งหลับตาข้างเดียวบ่อยครั้งขึ้น

ข้อชวนสงสัยที่ผมอาจจะต้องแกล้งทำเป็นหลับตาอยู่บ่อยๆ มีดังต่อไปนี้

1.ธรรมาภิบาล สำหรับนักลงทุนหลายท่าน ( รวมทั้งผมเอง ) มักจะให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลเป็นลำดับต้นๆ ในการที่จะเลือกลงทุน หรือไม่ลงทุนกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เอาเข้าจริงการหาข้อมูลเรื่องธรรมาภิบาล มักเป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างลำบากและพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ยาก ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมาภิบาลที่เราหาได้ ก็มักจะเป็นเพียงข่าวลือ หรือข่าวซุบซิบนินทา ซึ่งก็มักจะเป็นข้อคิดเห็นมากกว่าข้อเท็จจริง ดังนั้นสำหรับผม ถ้าหากผบห.ไม่ได้มีประวัติการ”เอาเปรียบ”นักลงทุนรายย่อยอย่างชัดเจน ผมก็มักจะแกล้งหลับตามองไม่เห็นคำซุบซิบนินทาเหล่านั้นเสีย

2.การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมในระยะยาว บัฟเฟต์เคยบอกไว้ว่า เขาจะไม่ลงทุนกับหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี เพราะเขาคาดเดาไม่ได้ว่าในอีก 10 ปี 20 ปี ข้างหน้า เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และบริษัทที่เขาครอบครองจะสูญสิ้นความสามารถในการแข่งขันไปโดยสิ้นเชิงหรือไม่ ข้อนี้ผมเห็นด้วยกับบัฟเฟต์ โดยเฉพาะอย่ายิ่งในสถานการณ์ที่ตลาดมีกิจการที่ดีกว่าให้เลือกลงทุนอย่างที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ว่ากันตามจริง เมื่อประมาณสักปลายปีที่แล้ว ผมก็เลือกลงทุนกับบริษัทเทคโนโลยีบริษัทหนึ่ง ทั้งๆที่ผมเองแทบจะไม่มีความรู้เชิงเทคนิคเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนั้นเลย และผมก็มองไม่ออกว่าอีก 5 ปี 10 ปี จะมีเทคโนโลยีอะไรมาทดแทนเทคโนโลยีของบริษัทที่ผมลงทุนหรือไม่ แต่ผมก็หลับตาเสียข้างหนึ่ง เพื่อที่จะมองไม่เห็นข้อจำกัดเหล่านั้น เพราะผมเชื่อว่าอย่างน้อยภาพในระยะกลางนั้น ผมสามารถมองออกได้ค่อนข้างชัด และถึงแม้ว่าในระยะยาวจะมีเทคโนโลยีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมก็น่าจะสามารถขายหุ้นได้แบบไม่เจ็บตัวนัก เนื่องจาก ณ ราคาวันที่ผมเริ่มลงทุนมี margin of safety มากพอสมควรเมื่อเทียบกับผลประกอบการ และปันผลที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้นถึงกลาง

3.บริษัทอาจจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่การแข่งขันสูง และอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ เช่น บริษัทในกลุ่มยานยนต์ อสังหาริมทรัพย์ โภคภัณฑ์ ปัญหาข้อนี้ผมก็อาจจะมองเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง และผมมักจะมองไม่เห็นเมื่อเศรษฐกิจอยู่ในภาวะเฟื่องฟู อุตสาหกรรมนั้นๆขยายตัวตาม และผู้เล่นทุกรายต่าง enjoy กับยอดขายและผลกำไร

แต่อย่างไรก็ดี หากเมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณถดถอย เราคงจะต้องเปิดตาสองข้างกว้างๆ เพื่อประเมินข้อดีข้อเสียให้ออก

4.อัตราส่วนทางการเงินบางตัว บางครั้งบางคราว เราอาจจะพบบริษัทที่มีคุณสมบัติตามที่ผมกล่าวข้างต้น แต่เราอาจจะพบความไม่สบายใจบางอย่างจากงบดุล หรืองบกำไรขาดทุน เช่น บริษัทอาจจะมีสัดส่วนของหนี้สินต่อทุนในระดับสูง หรืออาจจะมีอัตราส่วน ROE, ROA สูงไม่มากเท่าที่เราอยากจะให้เป็น หรืออาจจะดูแล้วว่าแพงจากการมี price per book ที่สูง ปัญหาข้อนี้สำหรับแวลู อินเวสเตอร์ที่มีประสบการณ์ อาจจะมองข้ามไปโดยไม่ต้องหลับตาเสียด้วยซ้ำ เพราะเขาเหล่านั้นมักจะเข้าใจเป็นอย่างดีว่าอัตราส่วนทางการเงินเป็นเรื่องของอดีต และราคาของหุ้นจะถูกกำหนดด้วยผลการดำเนินงานในอนาคตต่างหาก แต่อย่างไรก็ดีปัญหาข้อนี้มักจะพบได้เสมอๆ กับแวลู อินเวสเตอร์ที่ยังไม่มีประสบการณ์มากพอ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือว่า แม้การ”หลับตาข้างหนึ่ง” จะเพิ่มโอกาสในการลงทุน แต่นั่นก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับเราด้วย เราต้องแน่ใจให้ได้ว่าปัญหาที่เราแกล้งมองไม่เห็น ไม่ได้กระทบกับคุณภาพของกิจการ และ valuation อย่างมีนัยยะสำคัญ และที่สำคัญเราต้องแน่ใจด้วยว่า เรากำลังหลับเพียงข้างเดียว ไม่ได้หลับตาทั้งสองข้างจนมองไม่เห็นสิ่งที่”คนทั้งตลาด”เห็นกัน

Advertisements
  1. densin
    April 24, 2011 at 4:38 am

    ผมกลัวพวกหลับตาสองข้าง กับพวกใส่แว่นสี

  2. Pro_BaBy
    April 24, 2011 at 3:28 pm

    ขอบคุณบทความดีๆครับ

  3. หนึ่ง
    April 25, 2011 at 4:41 pm

    ชอบบทความนี้ครับ กด Like! 🙂

  4. picatos
    April 26, 2011 at 2:07 am

    ผมตาบอดอ่ะครับ… ทำไงดีอ่ะ…

    ใช้ฟังเสียงเอาได้เปล่า?

    • hongvalue
      April 30, 2011 at 4:19 am

      ก๊ากกก ตาบอด ของผมหูหนวกด้วยตาบอดด้วยครับพี่โต๊ส
      ใช้สัมผัสเอา เรียกสัมผัสที่หกครับ six sense

      ิอิอิอิ

  5. April 26, 2011 at 5:49 am

    ถ้าระดับพี่ตี่ตาบอด ก็คงหาคนตาดีไม่ได้แล้วล่ะคับ ^ ^

  6. Thaloengsak
    April 26, 2011 at 6:59 am

    ^_^ คงต้องยอมหลับตาให้หนึ่งข้าง

  7. jan_babypex
    April 26, 2011 at 7:31 am

    ตอนแรกว่าจะหลับตาหนึ่งข้าง ดันหลับสองข้างเลย ^^

  8. jan_babypex
    April 26, 2011 at 7:31 am

    ตอนแรกว่าจะหลับตาหนึ่งข้าง ดันหลับสองข้างเลย ^^

    ขอบคุณนะครับที่เขียนบทความดีๆให้อ่านกัน

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: