Home > Value investment > ขายหุ้นแบบ fundamentalist ( 2 ) : ราคามา ผลประกอบการยังไม่มา?

ขายหุ้นแบบ fundamentalist ( 2 ) : ราคามา ผลประกอบการยังไม่มา?

ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างในการขายหุ้นคือ หุ้นบางตัว เรามองเห็นอนาคตที่ดีมาก และเรามอง FV ในอนาคตสูงมาก เราจึงได้เริ่มลงทุนไป และหลังจากเราลงทุน ตลาดก็เริ่มเหมือนจะเห็นคุณค่าเดียวกับที่เราเห็นและปรับราคาในกระดานขึ้นมาให้

ปัญหาของหุ้นทำนองนี้คือราคาในกระดานมักดีดขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่มักจะไม่ขึ้นมาถึงระดับ Fair value ที่เราประเมินไว้ ( ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผลประกอบการณ์ที่”ดีมาก” นั้น ยังไม่ได้มาถึงในวันนี้ หรือไตรมาสนี้ )

อันที่จริง ถ้าเราจะถือหุ้นเหล่านี้ไปจนกว่าจะถึงเป้าหมาย FV ที่เราคิด ก็ไม่ผิดหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าแต่อย่างไร เพราะเรายังคงยึดมั่นกับการซื้อเมื่อ under ขายเมื่อ fair อยู่ แต่ถ้าหากเราใช้กลยุทธ์ hold จนกว่าจะเต็มมูลค่าแบบนี้ เรามักจะต้องเสียเวลารอนาน กว่าผลประกอบการที่ดีจะออกมา ( และราคาจะสะท้อนมูลค่าตามงบ ) ซึ่งบางครั้งจะทำให้เราเสียโอกาสการลงทุนกับกิจการที่น่าสนใจกว่าไป

แล้วถามว่ามีกลยุทธ์ที่ดีกว่านี้หรือไม่ ผมมองว่าถ้าเราขายหุ้นในราคาที่”แฟร์”แล้วสำหรับปีนี้ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ผมจะลองยกตัวอย่างให้ดู

ผมสมมติว่า ณ ปี 2553 ผมเริ่มลงทุนกับ SF โดยคาดหวังว่ากำไรของ SF จะก้าวกระโดดมากๆ หลังบริษัทเปิด IKEA ในปี 2555

สมมติอีกว่าผมประเมิน FV ของปี 55 แบบ conservative ได้ที่ 8.5 บาท และ Base case ที่ 10 บาท จากกำไรที่โตมากๆ ของ IKEA ซึ่งโดยปกติหลังจากหา FV แบบ conservative และ Base case แล้ว ผมจะใช้ตัวเลขสองตัวนี้เป็น landmark ในการตัดสินใจขายหุ้น กล่าวคือ ผมจะเริ่มทะยอยขายหุ้น เมื่อหุ้นเกิน 8.5 และเริ่มแดงในหลักวัน และจะขายหนักๆ เมื่อแดงหลังราคาเกิน 10 บาท ( อ่านรายละเอียดใน ขายหุ้นแบบ fundamentalist 1 )

ที่นี้ถามว่าแล้ว ณ ปี 53 ถ้าราคาหุ้นวิ่งมาขนาดหนึ่ง ผมจะทำอย่างไร ถ้าโชคดี ราคาวิ่งมาที่เกิน 8.5 ผมจะก็ตัดสินใจง่าย ผมก็ขายตามระบบ ขายหุ้นแบบ fundamentalist ของผม

แต่ก็อย่างที่ผมบอกแต่แรก หุ้นมักไม่วิ่งมาถึงระดับ Fair value ในอนาคต เพราะผลประกอบการยังไม่มา ( eps 53 ของ sf แค่ 0.5 โอกาสราคาจะไปถึง 8.5 นั้นยาก ) ดังนั้นการที่เราเปลี่ยน landmark มาใช้ FV ของปี 53 น่าจะทำให้เราตัดสินใจได้แม่นยำกว่า และไม่พลาดโอกาสการลงทุนในหุ้นที่มี upside มากกว่า

คำถามต่อมาก็คือ FV ในปี 53 ควรจะเป็นเท่าไร? ผมมองว่า concept เรื่องการคิดลด น่าจะตอบคำถามตรงนี้ได้ดีที่สุด ( ใครยังไม่เข้าใจเรื่องการคิดลดขอให้อ่านเรื่อง DCF made easy ก่อน )

ถ้าเราคิดว่า FV 8.5 บาทในอีกสองปีข้างหน้า ก็คือเงินสด 8.5 บาท ที่เราจะได้มาในอีกสองปีข้างหน้า การคิดว่าเงินสด 8.5 บาท จะมีค่ากี่บาทในวันนี้ ก็คือ concept เดียวกับการคิดลดกระแสเงินสด ( DCF ) นั่นเอง

แล้วถามว่าจะคิดลดด้วยอัตราเท่าไร คำตอบก็เหมือนกับ DCF คือ ต้องคำนวณจาก WACC แต่ถ้าจะเอาแบบคร่าวๆ ผมมองว่าการประเมินที่คุณภาพของกิจการเอา ( เสี่ยงมาก กำไรไม่แน่นอนลดมาก เสี่ยงน้อย ก็ลดน้อย ) ก็เป็นทางเลือกที่ดี ( อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน DCF made easy )

สมมติผมมองว่า SF นั้นกำไรแน่นอนมาก ผมจะคิดลดแค่ 8% พอ ( เพราะ IKEA ยังไงคนเช่าเต็มแน่ๆ ) ผมจะได้ว่า FV ในปี 53ของ SF แบบ conservative และ base case อยู่ที่ 8.5/1.08/1.08 = 7.3 และ 10 /1.08/1.08 = 8.6 ตามลำดับ

ดังนั้นตัวเลขในการตัดสินใจขายหุ้นของผมในปี 53 จะอยู่ที่ 7.3 กับ 8.6 แทน

แต่เอาเข้าจริง ถึงแม้ผมจะคิด WACC แล้วได้น้อยกว่า 8% ( หรือแม้ผมจะมั่นใจกับคุณภาพของกิจการมากๆ ) ผมก็มักจะคิดลดที่ 10% เป็นอย่างน้อย เพราะในอีกนัยหนึ่ง การคิดลดที่กี่ % มันจะแปลว่า เราคาดหวัง upside กี่ % จากหุ้นตัวนั้น เช่น สมมติเราประเมิน FV ปี 55 ได้ 10 บาท และเราคิดลด 8% เพื่อหา FV ในปี 54 เราจะได้ว่า FV 54 = 10 /1.08 = 9.25 นั่นแปลว่าเรายังยินดีถือหุ้น ณ ปี 54 ถึงที่ราคา 9.25 เพื่อหวัง upside กลายเป็น 10 บาทในปี 55 ซึ่งแปลได้อีกทีว่าเรายินดีกับผลตอบแทนที่ 8% ต่อปี ซึ่งสำหรับ value investor ที่มุ่งมั่นแล้ว ผมมองว่าเราควรจะมองผลตอบแทนจากหุ้นรายตัวที่ 10% ต่อปีขึ้นไป

Advertisements
  1. ด ญ ดอย
    March 30, 2011 at 6:32 pm

    ลงชื่อไว้ ไม่อยากให้คนเขียนเหงา ^^

  2. ซุนเซ็ก
    March 31, 2011 at 1:22 am

    เกทไอเดียเลยครับ ขอบคุณมาก
    ทีรายได้บริษัทเรายัง dcf คิดลด
    ราคาหุ้นเราจะเอาเต็มได้ยังไง …สมควรคิดลดเช่นกัน จะได้ไม่พลาดโอกาสไป ^^”

  3. Iceberg_s
    March 31, 2011 at 1:59 am

    Good idea. Thank you krub.

  4. Donkey
    March 31, 2011 at 1:24 pm

    น่าสนใจดี ขอบคุณครับ

  5. Sky line
    March 31, 2011 at 5:07 pm

    ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆครับพี่

  6. picklife
    April 2, 2011 at 1:31 am

    ขอบคุณมากครับ ที่แบ่งปันความรู้ดีๆ

  7. ixicado
    April 2, 2011 at 4:23 am

    ขอบคุณครับ

  8. Team
    April 3, 2011 at 7:43 pm

    ขอบคุณคุณ reiter สำหรับบทความดีๆครับ ติดตามอยู่เสมอครับ

  9. march
    April 4, 2011 at 6:58 am

    ขอบคุณครับ

  10. Thaloengsak
    April 24, 2011 at 2:04 pm

    ดีมากครับ

  11. nut776
    May 2, 2011 at 2:05 pm

    ไอเดียดีคับ

  12. oyoyo
    May 7, 2011 at 7:49 am

    ช่วยแก้ปัญหาที่ผมเจอตอนนี้ได้ดีเลยครับพี่

  13. anthrasis
    May 29, 2011 at 11:43 am

    คิดไม่ถึงเลยครับ ขอบคุณสำหรับไอเดียครับ

  14. June 13, 2011 at 8:48 pm

    ขอบคุณมาก ครับ ^^

  15. เม่าเตียวหุย
    June 21, 2013 at 5:07 am

    21/6/2556 – เพิ่งได้อ่าน บทความนี้ ขาย SF ไปยังครับ

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: