Home > Value investment > ขายหุ้นแบบ fundamentalist ( 1 )

ขายหุ้นแบบ fundamentalist ( 1 )

ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งของนักลงทุนแนวเน้นคุณค่าก็คือการหาจังหวะขาย นักลงทุน VI หน้าใหม่หลายคนพบว่าการหาจังหวะขายนั้นยากกว่าจังหวะซื้อเสียอีก

สำหรับผมเองเหตุผลในการขายของผมมีด้วยกันหลักๆอยู่สองข้อ คือ ขายเมื่อพบตัวที่ดีกว่า หรือขายเมื่อหุ้นตัวเดิมนั้นเต็มมูลค่า

สำหรับเหตุผลข้อแรกในการขายนั้น ผมคิดว่าไม่ยาก หากเราเจอหุ้นที่ upside มากกว่าหรือ เรามั่นใจมากกว่าหุ้นตัวเดิมที่เราถือ นั่นก็คือเหตุผลที่เราจะสวิชหุ้น

แต่ข้อสองน่าจะเริ่มยากและอาจจะเป็นปัญหาสำหรับ นลท.แนวเน้นคุณค่าบางท่าน เพราะการที่จะบอกว่าหุ้นที่เราถือนั้น “เต็มมูลค่า” แล้ว บางครั้งอาจจะเป็นสิ่งที่ทำได้ลำบาก

ผมเองมีหลักสองข้อสำหรับการขายหุ้นเมื่อคิดว่าหุ้นนั้น”เต็มมูลค่า”

หลักการข้อแรกก็คือว่า Fair Value ของแต่ละกิจการนั้น ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ผสมกันระหว่างผลประกอบการณ์ และมุมมองของตลาดต่อหุ้นตัวนั้นๆ ดังนั้น สิ่งที่ประเมินมาจาก”มุมมอง” ย่อมไม่ออกมาเป็นตัวเลขเดียวตายตัว แต่มันจะออกมาเป็น range กว้างๆ

ในเมื่อ FV ไม่ใช่จุด cut point ตายตัว แต่หากเป็น range กว้างๆ ผมว่าสิ่งที่ fundamentalist ควรจะทำคือ เราจะต้องวางแผนการตอบสนองต่อราคาในช่วงต่างๆ ว่าถ้าราคามาถึงจุดนั้นๆ แล้ว เราจะทำอย่างไร

หลักการข้อที่สอง ที่ผมจะใช้ก็คือว่า ราคาในระยะสั้น เป็นเรื่องของการเก็งกำไรมากกว่าการลงทุน ดังนั้นหากเรา rigid มากไปและใช้แต่หลักการของ fundamentalist อย่างเดียว ก็มีโอกาสที่เราจะขายหมู ( เพราะพลาดแรงเก็งกำไรของตลาด ) ได้บ่อยๆ

หลักการทั้งสองข้อ ทำให้ผมคิด system สำหรับการขายหุ้นในแบบฉบับของ fundamentalist แบบผมขึ้นมา

วิธีที่ผมใช้ก็คือว่า ผมจะประเมิน fair value ของหุ้นแต่ละตัวไว้สองแบบ คือแบบ conservative แบบที่ควรจะเป็นมากที่สุด ( base case ) แล้วผมจะตอบสนองต่อราคาสองช่วงนี้ต่างกันออกไป โดยผมยึดหลักการที่ว่า ผมจะไม่ขายหมู ( พลาดแรงเก็งกำไรของตลาด ) ในหลัก”วัน” โดยผมจะขายหุ้นเมื่อวันนั้นหุ้นปิด”แดง”เท่านั้น

พูดเป็นทฤษฎีแบบนี้อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ ผมจะลองยกตัวอย่างหุ้นสักตัวให้ฟังแล้วกัน

สมมติว่าผมไปเจอหุ้นบันเทิงตัวหนึ่ง ผมคาดว่า eps ปี 54 บริษัทจะทำได้ 0.30 บาท
PE เฉลี่ยของอุตสาหกรรมบันเทิงอยู่ที่ประมาณ 13- 14 ผมมองว่าหุ้นบันเทิงตัวนี้ก็เป็นยักษ์ตัวหนึ่ง และมี cash flow ที่ดีมาก ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่หุ้นตัวนี้จะเทรดกันที่พีอีหลักเดียว อย่างน้อยๆ เป้าแบบ conservative หุ้นตัวนี้ควรจะเทรดที่พีอี 10

ถ้าพิจารณาแบบกลางๆ ไม่เผื่อ mos มากไป จริงๆหุ้นตัวนี้ก็ควรจะเทรดที่พีอี 12 เพราะค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมก็อยู่ตรงนั้น และยักษ์เบอร์หนึ่งก็เทรดที่พีอี 15 -16 ยักษ์รองอย่างตัวนี้ยังไงก็ไม่ควรเทรดที่พีอีห่างกันมากๆ

สรุปว่าผมมองหุ้นตัวนี้อย่าง conservative ที่ pe 10 ( 0.3 x10 = 3 บาท ) และ base case ที่ pe 12 ( 0.3 x 12 = 3.6 )

ถามว่าผมได้ range of FV ในใจผมมาแล้วในช่วง 3.0 -3.6 ผมจะยังไงก็ต่อ

Zone ในการตัดสินใจของผมก็จะแบ่งเป็นสามโซนคือ

ถ้าราคายังน้อยกว่าสามบาท ผมก็คงจะไม่ขาย มีแต่หาทางจะซื้อเพิ่มหากราคาตกไปแรงๆ

ถ้าราคาขยับมาเกิน 3 บาท แต่ยังไม่เกิน 3.6 ผมจะถือ จนกว่าวันไหนที่หุ้นปิดแดง ผมจะทยอยรินออก วันละ 15 -20% ผมถือว่า ณ ราคานี้ upside เริ่มจำกัด เพราะผ่านเป้าหมายแบบ conservative ของเรามาแล้ว ดังนั้นการทะยอยลดสัดส่วนการถือครองจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ถ้าราคาขยับมาเกิน 3.6 ผมจะถือจนกว่าวันไหนที่หุ้นปิดแดงเหมือนเดิม แต่จะขายในสัดส่วนที่หนักขึ้น อาจจะเป็น 40 -50% ผมถือว่า ณ ราคานี้ upside น้อยมากแล้ว เพราะแม้แต่มองแบบไม่ได้ conservative ราคานี้ก็ยังไม่เรียกได้ว่าถูก

จะลองยกตัวเลขมาให้ดู เช่น สมมติผมถือหุ้นตัวนี้ 100,000 หุ้น

วันแรก 2.8
วันที่สอง 3.1
วันที่สาม 3.2
วันที่สาม 3.32
วันที่สี่ 3.28 – -> ผมจะขาย 20000 หุ้น วันนี้
วันที่ห้า 3.5
วันที่หก 3.62
วันที่เจ็ด 3.82
วันที่แปด 3.76 – -> ผมจะขายอีก 40000
วันที่เก้า 3.66 — > ผมจะขายจนหมด

อันนี้เป็นไอเดียคร่าวๆของผมเอง ซึ่งผมมองว่าได้ผลดีในการพยายามขายหุ้นให้ได้ที่ FV ที่สุดโดยหลีกเลี่ยงการขายหมูได้มากพอสมควร

Advertisements
  1. greenstic
    March 3, 2011 at 11:51 pm

    ชอบครับ

  2. chada
    March 15, 2011 at 4:11 pm

    ขอบคุณค่ะ

  3. picklife
    April 2, 2011 at 1:42 am

    สุดยอดมากๆครับกับแนวคิดที่ตกผลึกว่า “โดยผมจะขายหุ้นเมื่อวันนั้นหุ้นปิด แดง เท่านั้น” เป็นคำพูดง่ายๆแต่ผมว่าลึ๊กซึ้งมากๆครับเมื่อปี53ผมเคยใช้วิธีมองupsideเป็นหลักในการเลือกขายหุ้นแล้วย้ายไปตัวที่มีupsideมากกว่า(พิจารณาทั้งปริมาณของupside+คุณภาพของupside) และคิดว่าทางทฤษฎีเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด แต่พอในทางปฎิบัติแล้วกลับพบว่ากว่า80%ผมขายหมูตลอดทาง ทำให้ศึกษาเรื่องเทรนและได้อ.สอนเรื่องไม่ขายหมู สุดท้ายปลายทางคำตอบคล้ายกับที่คุณRaiterตกผลึกความคิดแบบviมาOo….สุดยอดมากครับ :bow:

  4. Pun
    April 2, 2011 at 4:51 am

    วันที่สาม 3.32
    วันที่สี่ 3.28 – -> ผมจะขาย 20000 หุ้น วันนี้

    ยังไม่เข้าใจตรงนี่ครับ ราคาปิดวันที่สี่น้อยกว่าราคาปิดวันที่สาม ดังนั้นจะต้องขายในวันที่ ห้าหรือเปล่าครับ

  5. April 2, 2011 at 8:22 am

    มันเป็นแนวทางคร่าวๆในการขายหุ้นของผมครับ ไม่ได้ rigid ขนาดนั้น ผมอาจจะขายเย็นวันที่สี่ หรือเช้าวันที่ห้าก็ได้

  6. Undead
    April 16, 2011 at 5:50 am

    แล้วกรณีหุ้นสภาพคล่องต่ำมากๆละครับ คุณ Reiter มีวิธีขายอย่างไร

    เช่นกรณี MOONG เป็นต้น

    ขอบคุณครับ

  7. April 16, 2011 at 7:03 am

    อาจจะทยอยขายได้ใน % ที่ต่ำกว่าตั้งใจไว้ครับ แต่หลักการก็คล้ายๆเดิม 🙂

  8. hongvalue
    April 18, 2011 at 6:48 am

    แป๊ะไม่เอาโปสเตอร์มาติดที่นี้ด้วยเหรอ
    คนจะได้รู้ว่าแป๊ะเป็นวิทยากรไง

  9. Thaloengsak
    April 24, 2011 at 2:00 pm

    ชอบมากเลยครับหลักการนี้
    ขอบคุณครับ

  10. nut776
    May 2, 2011 at 10:19 am

    ขอบคุณคับ
    แต่ผมชอบขายวันเขียว มากกว่า แม้จะไม่รู้ว่าตลาดจะบ้าคลั่ง ให้ราคาเพิ่มอีกหรือเปล่า แต่มักจะขายทีละน้อย

  11. oyoyo
    May 7, 2011 at 8:02 am

    ผมขายวันที่เกิน FV ในใจผมเหมือนกันครับ
    แต่ผมทยอยขายวันที่เขียว ส่วนปริมาณที่ขายดูจาก volume วันนั้นๆเทียบกับวันฐานเอาครับ
    แต่ช่วงหลังเปลี่ยนมาใช้วิธีพี่แล้วรู้สึกว่าง่ายกว่า + ได้ผลดีกว่าด้วยครับ (ตัด bias ตอนดู volume ไป)

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: