Home > Value investment > How to create a more perfect Neff’s portfolio

How to create a more perfect Neff’s portfolio

ผมลงทุนในหุ้นปีนี่เป็นปีที่ 4 ถ้านับเฉพาะการลงทุนในแนวเน้นคุณค่าก็เป็นปีที่ 3 ใครที่รู้จักผม หรือเคยติดตามงานเขียนของผมมาบ้าง จะพอทราบว่าผมลงทุนในแนวเน้นคุณค่าโดยใช้สไตล์การเลือกหุ้นแบบจอห์น เนฟฟ์ ( Low PE stock ) เป็นหลักมาตั้งแต่แรกเริ่ม แม้ว่าช่วงหลังสไตล์การลงทุนของผมจะมีความหลากหลายไปกว่าการลงทุนในยุคแรกๆ อยู่มาก อันเนื่องมาจากผมมีประสบการณ์และความชำนาญในการวิเคราะห์ธุรกิจมากขึ้นทำให้ผมกล้าที่จะลงทุนในหุ้นเติบโต และหุ้นวัฎจักร

วันนี้บังเอิญผมได้มีโอกาสอ่านทวนบทความเดิมของตัวเอง  (“ การแรกสู่การลงทุนแบบ VI : ลงทุนแบบจอห์น เนฟฟ์ “)  ทำให้นึกถึงแนวคิดของตัวเองในขณะนั้น ( ซึ่งเป็นช่วงที่ผมเริ่มนำแนวทางของเนฟฟ์มาใช้แรกๆ )  เปรียบเทียบกับความคิด ณ ตอนนี้ หลังจากผ่านประสบการณ์ลงทุนจริงในหุ้นแบบเนฟฟ์มา

ประสบการณ์ในการลงทุนแบบเนฟฟ์ในช่วงสองปีที่ผ่านมาทำให้ผมเห็นถึงทั้งจุดแข็งและข้อด้อยบางประการของการลงทุนสไตล์นี้ และทำให้ผมตกผลึกความคิดบางอย่าง ซึ่งทำให้ผมลงทุนแบบจอห์น เนฟฟ์ได้ดียิ่งขึ้น

จุดแข็งของการลงทุนสไตล์นี้ก็เป็นอย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ในบทความก่อน ว่าเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องอาศัยความชำนาญในการวิเคราะห์ธุรกิจมากมายนัก และเป็นการลงทุนที่โอกาสขาดทุนหนักๆน้อยมาก ซึ่งจากประสบการณ์ของผมที่ถือหุ้นแบบเนฟฟ์ผ่าน panic sell สองครั้งคือ วิกฤติราชประสงค์ 98 ศพ และข่าวลืออัปมงคล ผมพบว่าหุ้นแบบเนฟฟ์ลงไปน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมของตลาด และถึงผมจะแพนิค ขายหุ้นแบบเนฟฟ์ไปในวันนั้น ผมก็ยังกำไรอยู่  3-5% ( โดยยังไม่รวมปันผล )

ประเด็นที่ผมอยากจะพูดให้ฟังในวันนี้มากกว่าก็คือข้อด้อยของการลงทุนในสไตล์ของเนฟฟ์ จริงอยู่ที่ว่าหุ้นแบบเนฟฟ์มีความปลอดภัยสูงมาก และมีโอกาสจะได้ผลตอบแทนเป็นเด้งๆ หากตลาดมองกลับมาเห็นคุณค่าและปรับพีอีให้ แต่ปัญหาที่พบได้บ่อยๆ กับการลงทุนในหุ้นสไตล์นี้ก็คือ หุ้นในพอร์ตของผมจำนวนหนึ่งจะเจอปัญหา ”ถูกเรื้อรัง” เข้าเล่นงาน ซึ่งหุ้นเหล่านี้ถึงแม้ว่าเราจะเห็นว่ามันถูก มี PE ที่ต่ำ และมีปันผลในระดับที่น่าพึงพอใจ แต่ว่าหุ้นเหล่านี้เมื่อเราถือไปนานๆ ( อาจจะเป็นหลักปี ) ราคาก็มักจะไม่ไปไหน, PE ต่ำอย่างไรก็ยังต่ำอยู่วันยังค่ำ ผลตอบแทนที่เราได้มักจะเป็นแค่ปันผลปีละ 7 -8% เท่านั้น

อันที่จริง ถ้าเราตั้ง mindset ไว้ว่าเราอยากได้ผลตอบแทนในระดับที่สมเหตุสมผล ประมาณปีละ 10 -15% การลงทุนแบบนี้ก็เป็นคำตอบที่ดี เนื่องจากเฉพาะจากปันผล ผลตอบแทนของเราก็ยืนพื้นที่  7-8% ต่อปีไปแล้ว ยังไม่นับว่าหุ้น low PE ของเราอาจจะได้รับการปรับพีอีอีกด้วยก็ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ผมตั้งใจที่จะพยายามทำให้การลงทุนแบบเนฟฟ์นั้น “ perfect ยิ่งไปกว่าเดิม “ กล่าวคือ นอกจากจะรักษาจุดแข็งของการ”ขาดทุนยาก” ในแบบเนฟฟ์ดั้งเดิมแล้ว ผมควรจะต้องหาวิธีที่จะกำจัดข้อด้อยของการที่จะถูกหุ้นถูกเรื้อรังเล่นงาน ออกไปด้วย

ผมลอง track ข้อมูล ของหุ้นแบบเนฟฟ์ที่ผมลงทุน ทั้งตัวที่ผมได้ผลตอบแทนอย่างงาม และตัวที่ผมถูกหุ้นถูกเรื้อรังเล่นงาน มาเปรียบเทียบกัน

ความแตกต่างที่ผมพบก็คือหุ้นที่ผมได้ผลตอบแทนมากๆ มักจะเป็นหุ้นที่มีจุดเปลี่ยนที่ทำให้มุมมองของตลาดต่อหุ้นนั้นเปลี่ยนไป ( ต่อไปผมจะเรียกว่าจุดปลดล็อค ) เทียบกับหุ้นที่ถูกเรื้อรัง ซึ่งมักจะไม่มีจุดปลดล็อคเช่นนี้

เพื่อจะอธิบายเรื่องจุดปลดล็อค ผมจะลองยกตัวอย่างหุ้นที่ผมประสบความสำเร็จและที่ไม่ประสบความสำเร็จมาให้เพื่อนนลท.ได้ฟังสักสองสามตัว

หุ้นตัวนึงที่ผมได้ผลตอบแทนมาเกิน 100% คือ MOONG ( ผมซื้อต้นทุน 2.4 และถืออยู่ประมาณปีครึ่ง จนได้ไปขายที่ 4.8 -5 บาท )

หุ้นตัวนี้แรกเริ่มเดิมที ตลาดเข้าใจผิดว่าเป็นหุ้นที่ไม่โต เพราะคิดว่าตลาดแม่และเด็กอิ่มตัวไปเรียบร้อยแล้ว จากการที่อัตราการเกิดในประเทศไทยลดลงทุกปี ตลาดจึงให้พีอีกับมุ่งต่ำมาก ( ราคาที่ผมซื้อแค่ประมาณ 5 ) แต่สิ่งที่ตลาดไม่ได้ recognize ก็คือว่ามุ่งถือหุ้นใน Thai Pigeon (  ซึ่งเป็นโรงงานหลักของ Pigeon corp ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งไปขายทั่วโลก ) ถึง 47% และที่สำคัญ pigeon corp กำลังจะบุกตลาดอินเดีย ดั้งนั้นโอกาสในการโตของ Thai Pigeon ยังมีอีกมาก

ผมถือหุ้นตัวนี้ประมาณปีครึ่ง และมุ่งก็เติบโตอย่างแข็งแกร่งให้ตลาดได้เห็นติดต่อกันสามสี่ไตรมาส อันเป็นจุดปลดล็อคให้ตลาดรู้ว่าตัวเองเข้าใจมุ่งผิดมาตลอดและทำให้ตลาดยอมปรับพีอีให้มุ่งจน ทำให้ผมได้กำไรมากว่า 100%

หุ้นตัวที่สองที่ผมได้กำไรมามากคือ RS ( ผมซื้อต้นทุน 2.2  และไปขายหนักๆจนเกือบหมดที่ 3.5 -3.6 บาท )

RS ณ ขณะที่ผมซื้อมี forward PE ( ซึ่ง E ผมคิดจากกำไรที่ไม่มีบอลโลก ) อยู่แค่ที่ 7  ซึ่งห่างจากหุ้นบันเทิงอันดับหนึ่งคือ GRAMMY ที่เทรดที่ PE 15 -16 อยู่กว่าเท่าตัว

ซึ่งเหตุผลที่ตลาดให้พีอี RS ต่ำกว่าแกรมมี่ขนาดนั้น เป็นเพราะตลาดไปเข้าใจว่า RS จะดีแค่ปีนี้ปีเดียว ที่ได้ one time gain จากบอลโลก ทั้งๆที่ความจริงแล้วตัว core biz ของ RS เอง กลับมาดีตั้งแต่ปลายปีที่แล้วแล้ว ซึ่งเป็นผลพวงจากการที่ผบห.ปรับเปลี่ยน biz model หันมาขายเพลงแบบ totally digital และการทำโปรโมชั่น supermao ทำให้บริษัทมี recurring income และมีมาร์จินที่ดีกว่าเดิมมาก ( เพราะไม่ต้องลงทุนกับ physical media อย่างเทป ซีดี )

การลงทุนใน RS ของผม ที่จริงผมมองกรอบการลงทุนที่ 1 ปี โดยผมเชื่อว่า เมื่อตลาดเห็นผลประกอบการณ์ของ RS ในปี 54 ที่กำไรอย่างแข็งแกร่งติดต่อกันสัก 3 -4 ไตรมาส ตลาดน่าจะปรับพีอีให้ หรือมองช่วงสั้นปันผลที่ประมาณ 20 สต ก็น่าจะเป็นอีกจุดปลดล็อค เพราะ yield ณ จุดที่ผมซื้อสูงถึง 9%

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่า ตลาดจะรับรู้ถึงความดีความงามของ RS อย่างรวดเร็ว เพราะผบห.ขยันให้ข่าว และซื้อหุ้นของตัวเองมาตลอดทาง ทำให้ตลาดปลดล็อคและปรับพีอีให้ RS ในที่สุด

หุ้นตัวที่ผมถูกอาการถูกเรื้อรังเล่นงานคือ SENA

SENA เป็นหุ้นที่ผมเคยมองว่า undervalue มากๆ ด้วย pe แค่สี่กว่าๆ แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมลืมมองไปคือว่า หุ้นอสังหาขนาดเล็กถูกเทรดที่พีอี 4 -5 มีมากมาย และตลาดก็ไม่เคยมองว่าบริษัทอสังหาจะทำกำไรได้สม่ำเสมอ แม้ว่าสถิติใน”อดีต”ของบริษัทที่เราถือ จะดีเยี่ยมขนาดไหนก็ตาม

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา concept เรื่องตัวปลดล็อคของผมตกผลึกมากขึ้น ทำให้ผมย้อนกลับมามอง SENA และยังมองไม่เห็นตัวปลดล็อคที่ว่า ผมจึงยอมขายไปในราคาแถวๆ  2.10 ( อันที่จริงต้นทุนผมอยู่ที่ 1.8 และรับปันผลไปสองรอบ… หุ้นที่ผมล้มเหลวกับแนวทางของเนฟฟ์ ก็ยังได้ผลตอบแทนประมาณ 15% จากระยะเวลา 1.5 ปี )

หุ้นอีกตัวที่อยู่ใน watch list ของผมมานานแต่ผมไม่ตัดสินใจลงทุนสักที เพราะผมยังไม่เห็นจุดปลดล็อค ก็คือ PM

ครั้งแรกที่ผมสนใจ PM นั้น PE อยู่แค่ที่ 4 กว่าๆ แต่ผมก็ยังมองว่าตลาดน่าจะยังมีมุมมองต่อ PM อย่างเดิม เพราะ PM มีปัญหาเรื่องผลประกอบการณ์ที่ค่อนข้างแกว่ง ( ผลประกอบการณ์จากธุรกิจทูน่าค่อนข้างจะ unpredictable ) หวังปันผลมาปลดล็อคก็ยังติดปัญหา ขาดทุนสะสม รวมทั้งเรื่องความเทาของผบห. ที่มีรายการระหว่างกันเยอะแยะไปหมด

สุดท้ายหุ้นตัวนี้ก็ถูกเรื้อรังอย่างที่ผมคิด ราคาปัจจุบันปรับตัวมาแค่ประมาณ 25% ซึ่งก็ถือว่า underperform มากเมื่อเทียบกับ SET

สำหรับเพื่อนนลท.ที่ใช้ไสตล์การเลือกหุ้นแบบเนฟฟ์ ผมอยากให้ฝากคำถามสักสองคำถามให้ท่านกลับไปคิด ก่อนตัดสินใจลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง คำถามแรกก็คือ หุ้นถูกเทรดที่พีอี ต่ำเพราะอะไร และคำถามที่สองคือ อะไรที่จะทำให้ตลาดมองหุ้นต่างไปจากเดิม

หากท่านตอบคำถามสองข้อนี้ได้ ผมเชื่อว่า Neff’s porfolio ของท่านจะมีผลตอบแทนที่ perfect ยิ่งกว่าเดิม

Advertisements
  1. piggy
    January 27, 2011 at 10:22 am

    ขอบคุณค่ะพี่

  2. Voldtrest
    January 28, 2011 at 5:20 pm

    พูดถึง SENA ที่ตลาดไม่ปลดล็อคให้ ผมคิดว่าเหตุผลที่อยุ่เบื้องหลัง คือ บริษัท
    ไม่สามารถสร้างความแตกต่างจากอสังหาตัวเล็กตัวอื่นๆได้ โดยเฉพาะขาด product ตัวนำ และขาดความชัดเจนในการขยายธุรกิจ เหนือสิ่งอื่นใด บริษัทเลือกที่จะดำเนินงานอย่างอนุรักษ์นิยม มีผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ และปันผลให้ผู้ถือหุ้นทุกปี ซึ่งน่าจะสบายใจกับผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นที่ประสงค์จะให้เป็นแหล่งปันผลชั้นดี ที่ให้อัตราผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อสบายๆ อย่างไรก็ตามคงไม่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการการเติบโตของเงินลงทุน ในระยะเวลาที่จำกัด

  3. Prapon
    February 1, 2011 at 2:29 am

    ขอบคุณครับ มีประโยขน์มาก ๆ จริง ๆ
    พี่ reiter เป็นคนหนึ่งที่ผมเจอโพสใน Thaivi ทีไร ต้องอ่านทุกโพส
    ขอบคุณที่เอามาแชร์ครับ

  4. nut776
    May 1, 2011 at 6:45 pm

    ทุกหัวข้อธรรมของพุทธองค์ ถ้าเข้าใจลึกซึ้งก็สามารถ นิพพานได้หมด
    คำกล่าวนี้ พระอาจารย์ สอนตอนบวช ทำให้เข้าใจว่ามันจริง เช่น ต่อให้เป็น อิทธิบาท 4 พรมหณ์วิหาร 4 ก็ถึงนิพพานได้ไม่จำเป็นต้องเป็น อริยสัจ 4

    ซึ่งการเล่นหุ้นคงไม่ต่างกัน ถ้าเราฝึกฝน และเรียนรุ้และปรับจุดอ่อนของสไตล์ลงทุนของเราให้เข้าใจถ่องแท้
    ขนาดใครนะ ที่เล่นหุ้นปันผล ซื้อตอนปันผลเยอะ ขายตอนได้ปันผลน้อยยัง รวยได้เลย

    ส่วนตัวแม้จะถูกครอบงำ ด้วยหุ้น growth ไปแล้ว(จากการศึกษางานคุณสุมาอี้รู้สึกจะชอบแนวนั้นมากกว่า) แต่ก็อยากศึกษาแนวทางน้องแป๊ะคับเพราะมันเป็นการฝึก skill
    ไปอีกแบบ แต่คงไม่เอามาเปรียบเทียบหลักคิดกันนะคับ เพราะดูจะสุดโต่งกันเหลือเกิน

    • May 2, 2011 at 9:07 am

      หลังๆ ผมก็หลากหลายขึ้นนะครับ ไม่ได้เป็น Pure Neff แล้ว

      แต่นลท.หน้าใหม่ ที่สนใจวิธีการลงทุนแบบ VI ที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนมาก ผมว่าเนฟฟ์เป็นตัวเลิอกที่ดีคับ

  5. wheel
    July 20, 2011 at 5:13 am

    ผมเคยอ่านหนังสือ The little Book that beats the market วิธีนี้น่าจะใช้ได้ผลกับตลาดหุ้นไทยไหมครับ?

    • July 20, 2011 at 1:18 pm

      ส่วนตัวคิดว่าน่าจะได้คับ

  6. Pathfinder
    November 7, 2011 at 3:53 pm

    จากหนังสือการลงทุนแบบ จอห์น เนฟฟ์ การเลือกหุ้นจะพิจารณา “อัตราเติบโตพิ้นฐานมากกว่า 7%” และ “ปันผลคงที่ และเพิ่มขึ้น” ด้วย อยากทราบความคิดเห็นคุณ Reiter ว่าควรพิจารณาประวัติการเติบโต และการจ่ายปันผลย้อนหลังกี่ปีครับ
    ขอบคุณมากครับ

    • November 14, 2011 at 3:31 am

      ส่วนตัวมองว่าอย่างน้อยห้าปีครับ

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: