Home > Value investment > ผลตอบแทน 1H53

ผลตอบแทน 1H53

จะว่าไปครึ่งปีแรกนี้ set แทบไม่ขยับไปไหนเลย สภาพตลาดแบบนี้นักเก็งกำไรคงจะรู้สึกอึดอัด แต่ช่วงครึ่งปีแรกนี้หุ้นที่เป็นนิยมของบรรดา value investor กลับวิ่งเอาๆ บางตัววิ่งไปเกิน 100% เสียด้วยซ้ำ ( จะด้วยผลประกอบการณ์ หรือด้วย VI effect ก็ตาม )

 

พอร์ตของผมก็ทำได้เฉลี่ยพอๆ กับบรรดา value investor ทั่วไป อันที่จริงถ้าวัดผลตอบแทนที่ครึ่งปีเป๊ะๆ ( 30 มิย ) ผลตอบแทนของผมจะอยู่ที่ 88.47% แต่เนื่องจากภารกิจที่รัดตัว กว่าจะมีเวลามาสรุปผลตอบแทนอย่างจริงจังก็ล่ามาถึงวันที่ 9 มิย ซึ่งก็ทำให้ผลตอบแทนของพอร์ตขยับขึ้นมาอีกนิดหน่อยที่ 101.33% ( ซึ่งนับเป็นผลตอบแทนที่เกิน 100% เป็นปีแรก )

 

อันจริงเป้า หมายหลักในการสรุปผลการลงทุน คือเป็นโอกาสที่ผมจะได้ทบทวนกลยุทธ์การลงทุน ตลอดจนข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นประสบการณ์และพัฒนากระบวนการคิดในการลงทุนต่อไป หาได้เป็นการโอ้อวด ( ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรกับตัวผู้เขียนเลย ) แต่ประการใด

 

ผมเริ่มต้นปีด้วย SENA, MOONG, BCP, UPF, PATO , ADVANC, KYE …. ใครที่พอจะรู้จักผมอยู่บ้าง จะทราบดีว่าผมเป็นนักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์ Low PE ( แบบ John Neff ) เป็นหลัก ( ใครสนใจการลงทุนแบบจอห์น เนฟฟ์ อ่านในบทความก่อนหน้านี้ได้ )

 

หุ้น ที่ผมถือมาข้ามปีจะเป็นหุ้นสไตล์แบบเนฟฟ์เป็นส่วนใหญ่คือ SENA, MOONG, PATO และมีหุ้นที่ผมถือด้วยแนวคิดแบบก้นบุหรี่ ( ของเกรแฮม ) สองตัวคือ UPF และ BCP ส่วน ADVANC และ KYE นั้น ผมตั้งใจถือไว้เอาปันผล

 

ขอ กล่าวถึงหุ้นแบบก้นบุหรี่ก่อนคือ UPF และ BCP

 

UPF ผมเข้าถือในช่วงเดือนธค 52 ด้วยต้นทุนที่ 60 บาท สถานการณ์ ณ ขณะนั้นคือบริษัทมีกำไรสามไตรมาสที่ 10 บาท ซึ่งกำไรที่เยอะขึ้นเป็นผลจากการที่ราคายาง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักตกต่ำลง ผมคำนวณ eps ทั้งปีไว้ที่ประมาณ 12 บาท และคาดว่าบริษัทจะจ่ายปันผลที่ 11 บาท ซึ่งถ้าคิดมูลค่าเหมาะสมจาก yield model ที่ 10% ตัว upf ควรจะได้เทรดที่ประมาณ 100 – 110 บาท

 

ปรากฏว่าบริษัททำผลงาน ดีกว่าที่คาด จากการที่ขยายลูกค้าไปยังประเทศในกลุ่มยุโรป ทำให้ eps รวมทั้งปีได้ 15 บาท และบริษัทก้จ่ายปันผลออกมาที่ 14 บาท…. ราคาพุ่งขึ้นตามปันผลไปถึง 130 บาท ผมตัดสินใจขายออกไปที่ช่วง 120 บาทต้นๆ เป็นหุ้นหนึ่งเด้งตัวที่ 3 ในชีวิตการลงทุนของผม

 

BCP ผมเข้าถือที่ต้นทุนประมาณ 14.5 บาท ตอนนั้นกำไรของบริษัทสามไตรมาสอยู่ที่ 5.6 บาท และค่าการกลั่นก็ยังทรงตัวดีอยู่ ผมประมาณกำไรทั้งปีไว้ที่ 6-7 บาท และคาดว่าน่าจะได้ปันผลอีก 2 บาทสำหรับงวด 2H52 ซึ่งถ้าคิดมูลค่าเหมาะสมจาก yield model ที่ 10% ตัว BCP ควรจะได้เทรดที่ประมาณ 19 -20 บาท

 

ผมประมาณการกำไรถูก งบออกมาทั้งปีที่ 6.57 บาท แต่บริษัทปันผลออกมาแค่ 80 สต โดยผบห อ้างว่าจะเอาไปลงทุนในพลังงานสะอาด…. ราคาหุ้นตกลงด้วยความผิดหวังปันผล ผมเองก็ยอมขายออกในราคาเท่าทุน ( ถือมาสี่เดือนไม่ได้ผลตอบแทนเลย )

 

บท เรียนที่ผมได้จากหุ้นก้นบุหรี่สองตัวนี้

 

1. นายตลาดไม่สนใจคุณภาพของกำไร…. ปันผลที่มากจะช่วย boost ราคาโดยอัตโนมัติ ( yield model สามารถใช้ได้ผลดีกับหุ้นแนวนี้ ) แม้ว่าหุ้นก้นบุหรี่ของเราจะมีผลการดำเนินการที่ดีเพียงชั่วคราว ( upf ดีจากราคาวัตถุดิบตกต่ำ bcp ดีจากการ hedge ค่าการกลั่น )

 

2. อย่างไรก็ดีต้องเผื่อใจไว้ว่าเราจะมีโอกาสโดน”หุ้นถูกเรื้อรัง”เล่นงาน ในกรณีที่ปันผลไม่ดีตามที่เราคาดการณ์

 

หุ้นในกลุ่มที่สองที่ ผมจะพูดถึงคือหุ้นแบบเนฟฟ์

 

ตัวแรกคือ PATO ผมไล่เก็บที่ช่วง 6.3 – 6.5 บาท ตัวนี้ผมชอบมากเนื่องจากเจ้ากับเกณฑ์ของเนฟฟ์ทุกข้อ อุตสาหกรรมน่าเบื่อ โตเกิน 7% ทุกปี pe ต่ำ ( ตอนที่ผมเก็บ forward pe ~ 6 ) และปันผลมาก ( เกือบ 90% ทุกปี ) ตอนนี้ผมค่อนข้างโชคดีที่เก็บไม่กี่วันนายตลาดก็มาเห็นคุณค่า และปรับพีอีให้ทันที สุดท้ายผมขายไปที่ 9 บาท เนื่องจากมองว่าพีอีในระดับ 8 กว่าๆ ถือว่า fair แล้ว และตอนนั้นผมก็มีหุ้นที่มี upside มากกว่าให้เก็บ

 

ตัว ที่สองคือ moong ตัวนี้ผมก้ชอบใจในคุณภาพของแบรนด์พีเจียน ( moong ถือ TP อยู่ 47% ) ประกอบกับดูข้อมูลย้อนหลังไป งบของ TP ก็โตต่อเนื่องทุกปี ผมเก็บที่ต้นทุน 2.4 -2.5 ซึ่งพีอีที่ทุนผมแค่ประมาณ 5 กว่าๆ

 

ผม เก็บได้สักพักก็เหมือนจะมีคนมา recognized hidden value ของมุ่ง ( ซึ่งก้คือ TP ) ได้ ราคาหุ้นถูกไล่มาถึง 2.8 แต่ทันทีที่งบไตรมาสสุดท้ายถูกประกาศออกมา กำไรของ TP ลดลงมาก Value investor หลายท่านพากันถอดใจ ( ทั้งที่ความจริงกำไรปี 51 เป็นกำไรพิเศษ และกำไรของปี 52 เทียบแล้วก็โตกว่า 50 ) ราคาค่อยๆรูดลงมาจนเหลือ 2.4 เท่าเดิม ผมเองก้ไม่เดือดร้อนใจอะไร เพราะถ้าไม่นับกำไรผิดปกติของปี 51, กำไรของ TP ก็โตได้มาเรื่อยๆ ที่พีอี 5 ผมก้ยังยืนยันเช่นเดิมว่าไม่สมศักดิ์ศรีกับแบรนด์ระดับพีเจียน และถึงแม้ตลาดจะไม่ปรับพีอีให้ปันผลที่ผมจะได้ก็เกือบ 10% ต่อปีอยู่ดี

 

สุด ท้ายนายตลาดก้มาปรับพีอีให้มุ่งจริงๆ ผมขายออกไปที่ราคาประมาณ 3.2 -3.3 เนื่องจากมองว่าพีอีประมาณ 8 นั้น fair แล้วสำหรับพีเจียน

 

สำหรับ เสนาก้เช่นเดียวกัน ตัวนี้หลายคนอาจจะมองว่าหุ้นอสังหาไม่น่าจะเข้าข่ายหุ้นแบบเนฟฟ์ ที่เน้นการเติบโตในระดับต่ำๆ แต่ต่อเนื่องได้ แต่ผมกลับมองว่าอสังหา ( โดยเฉพาะอสังหาระดับกลางล่างซึ่งเป็นตลาดของเสนา ) เป็น real demand ซึ่งบริษัทก็สามารถปรับราคาขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามเงินเฟ้อได้ ( ยกเว้นเศรษฐกิจมหภาคจะเลวร้ายจริงๆ ) ซึ่งถ้าผบห เปิดโครงการใหม่ด้วยความระมัดระวัง และ balance งบดุลให้ดี การจะทำการเติบโตปีละ 7 -10% ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ( ซึ่งเสนาเองดูงบย้อนกลับไปห้าปี บริษัทก็เติบโตในระดับประมาณนี้มาได้ทุกปี ) ซึ่ง forward pe ที่ต้นทุนของผม ( 1.9 ) ก็อยู่แค่ประมาณ 3 กว่าๆ

 

เสนา เป็นหุ้นแบบเนฟฟ์ตัวสุดท้ายในพอร์ตที่นายตลาดยังไม่ปรับพีอีให้ ซึ่งผมก็ยังยืนยันแนวคิดเดิมว่าผมไม่เดือดร้อนอะไรเพราะถึงแม้ตลาดจะไม่ปรับ พีอีให้ปันผลที่ผมจะได้ก็ 10% กว่าๆต่อปีอยู่ดี

 

บทเรียนจาก หุ้นแบบเนฟฟ์

 

1. ผมคิดว่าการลงทุนแบบเนฟฟ์ใช้ได้จริงกับตลาดบ้านเรา

 

2. กรอบระยะเวลาของการลงทุนแบบเนฟฟ์ค่อนข้างจะกำหนดยาก เราคงไม่สามารถไปกะเกณฑ์ได้ว่านายตลาดจะมาปรับพีอีให้หุ้นของเราเมื่อไร ( หนี่งเดือนสำหรับพาโต้ หกเดือนสำหรับมุ่ง และยังไม่ได้ปรับพีอีสำหรับเสนา )

 

3. การตั้งเป้าผลตอบแทนเป็นประเด็นที่สำคัญสำหรับการลงทุนสไตล์นี้ ผมเองจะตั้งเป้าผลตอบแทนต่อปีแค่ประมาณ 10 – 15% ซึ่งเป้านี้เราจะถึงได้ไม่ยาก ( แค่จากปันผลก็มักจะ achieve แล้ว ) ส่วนการที่ตลาดจะปรับพีอีให้ ให้ถือเป็นโบนัสนอกเหนือจากเป้าหมายแรก

 

4. ไม่ควรลงทุนในหุ้นแบบเนฟฟ์เพียงตัวเดียวในสัดส่วนที่มากของพอร์ต เนื่องจากเรากำหนด timing ไม่ได้ดังที่กล่าวในข้อสอง ( การกระจายการถือครองสามถึงสี่ตัวจะช่วยลด risk ตรงนี้ได้ เพราะถ้ามีตัวใดตัวหนี่งถูกนายตลาดปรับพีอี ผลตอบแทนของเราก็จะดีกว่าเป้าหมาย 10 -15% อย่างมากมาย )

 

 

สำหรับ ADVANC และ KYE ตั้งใจจะเอาปันผล และเอาเครดิตภาษีไปช่วยลดภาษีตอนต้นปีหน้า ก็ไม่ได้ทำอะไรกับสองตัวนี้เท่าไรครับ ADVANC ตอนโดนไล่ราคาไป 90 ปลายๆเพราะปันผลพิเศษ ผมก็ไม่ได้ขาย ( มีมารินออกเมื่อสักอาทิตย์ก่อนเพื่อเอาทุนไปซื้อ SF ) เจ้า KYE เคยมีเยอะกว่านี้ แต่ขายออกไปช่วงจ้าวลากบ้าเลือดเกือบหมด ที่ถือมาข้ามปีนี่คือตั้งใจจะเอาปันผล และโตไปพร้อมๆกับ mcp

 

 

ช่วง ประมาณเดือนมีนา ผมเริ่มลงทุนในหุ้นวัฎจักรตัวแรกคือ SMT อันที่จริงหุ้นวัฎจักรเป็นหุ้นที่ผมไม่ถนัดและพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด แต่ SMT มีรุ่นพี่ที่เคารพรักท่านนึงแนะนำมา ผมลองคำนวณแบบงูๆปลาๆ ใช้ net margin คำนวณง่ายๆ ตามข่าวที่ผบห ให้มา ก็พบว่ากำไรโตมากจริงๆ ผมเลยไล่ซื้อที่ราคาแถว 6.1 -6.3 บาท

 

ถือได้สักพัก ก็มีรุ่นพี่อีกท่านหนึ่งเข้ามาแนะนำการทำ valuation อย่างละเอียด ผมเลยได้อาศัยใบบุญศึกษาการประมาณผลกำไรโดยใช้ value -added ซึ่งพอคำนวณด้วยวิธีนี้ ผลประกอบการณ์ดีกว่าที่ผมประเมินตอนแรกมาก หลังจากนั้นราคาก็ถูกไล่ไปด้วยความคาดหวังจนถึง 8 บาทกว่า แต่พองบ q1 ออกมาปรากฏว่ากำไรโตไม่เท่าที่คาดหวัง และราคาร่วงลงมาถึง 7 บาท ผมเองก็ยอมรับว่าผิดหวังในผลประกอบการณ์เช่นเดียวกัน และเทขายออกมาในช่วง 7.8 -8 บาท แต่อย่างไรก็ดี เมื่อราคาร่วงลงมาถึง 7 บาท ผมตัดสินใจกลับเค้าไปรับอีกครั้ง ( เพราะหลังจากประมาณการณ์ผลกำไรใหม่ ผมคิด fair value ได้ที่ 8 – 8.5 บาท, ที่ราคา 7 บาทถือว่ามี mos พอสมควร ) หลังจากนายตลาดหายตกใจ ราคาของ smt ก็กลับมายืนที่ 8 บาทอีกครั้ง และผมก็ทยอยขายหมูหมดไปตั้งแต่ 8.6 – 8.8 บาท ( เนื่องจากผมมองว่าราคาเกิน 8.5 ถือว่าไม่มี discount แล้ว… จาก valuation ของผมเอง )

 

 

ช่วง ประมาณต้นเดือนพค. ผมเริ่มลงทุนในหุ้นวัฎจักรตัวที่สองคือ IHL, ผมเริ่มสนใจกลุ่มออโต้หลังจากที่เห็น SAT และ STANLY วิ่ง พอเริ่มศึกษาก็เห็นเทรนด์ของยอดขายรถทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ดีขึ้น อย่างชัดเจน หลังจากนั้นผมก็ลองมาไล่แกะงบของออโต้ตัวที่เหลือทีละตัว แล้วก็มาปิ๊งกับ IHL เนื่องจาก forward pe ต่ำมาก ( แค่ห้ากว่าๆ ) และกระแสเงินสดดีผิดวิสัยออโต้ตัวอื่น ร่วมกับผบห มีแนวโน้มจะจ่ายปันผลมากกว่านโยบาย จากการที่ผบห ต้องควักกระเป๋าตัวเองซื้อหุ้นคืนจากกลุ่มทุนญี่ปุ่น

 

อย่างไร ก็ดีคงปฎิเสธไม่ได้ว่าหุ้นตัวนี้มีคนคอยทำราคาอยู่ ซึ่งผมเองก็ยังคงหนักแน่นกับหลักการที่ว่าสุดท้ายแล้วผลประกอบการณ์จะเป็น จ้าวมือที่แท้จริง

 

บทเรียนจากหุ้นวัฎจักรทั้งสองตัว : ตอนนี้ผมคงยังไม่ได้บทเรียนอะไรมาก คงได้แค่ว่า อย่ารีบปฎิเสธการลงทุนในหุ้นตัวใดว่ามัน too hard จนกว่าเราจะได้ศึกษามันอย่างจริงๆจังๆเสียก่อน

 

 

ช่วง ประมาณเดือนมีนา ผมไล่เก็บหุ้นก้นบุหรี่อีกสองตัวคือ TIW กับ SYNTEC

 

สำหรับ TIW จะมองเป็น cash cow ก็ได้ มองเป็นก้นบุหรี่แบบเกรแฮมก็ได้ หรือจะมองแบบ asset play ก็ยังได้ สำหรับผมเอง เลือกมองแบบก้นบุหรี่ของเกรแฮม โดยที่สามไตรมาสบริษัททำกำไรไปแล้ว 11 บาท ผมมองว่าทั้งปีน่าจะได้ 16 -17 บาท เนื่องจากปกติไตรมาสสี่จะเป็นไตรมาสที่พีคสุด ผลออกมาดีกว่าที่คิด ได้ 17 บาทกว่าๆ และปันผลที่เกือบ 9 บาท

 

ตัวนี้ผมยังมอง fair value ด้วย yield model เหมือนหุ้นก้นบุหรี่ตัวอื่น แต่อย่างไรก็ดี ผมใช้ yield ที่ 8% เนื่องจากปันผลของบริษัทมีสเถียรภาพกว่าบริษัทก้นบุหรี่สองตัวแรกที่ผมเคยลง ทุน ผมมอง fair value ที่ 110 บาท จึงทะยอยขายไปที่ 110 -115 บาท ( แต่ว่าหลังจากนั้นราคาหุ้นก้ไปต่อถึง 130 บาท )

 

ส่วน syntec นี่ผมสะดุดตาจากพีอีที่ต่ำเพียง 4 กว่าๆ พอศึกษา ไปก็ยิ่งชอบ เพราะผลกำไรโตอย่างสม่ำเสมอ ผิดวิสัยหุ้นรับเหมาทั่วไป แต่ติดปัญหาที่ cash flow ไม่ดีมาตลอด บริษัทเลยไม่ยอมปันผล เพิ่งจะมาปลดล้อคปันผลในปี 52 ที่ cash flow กลับมาเป็นบวก ตัวนี้ผมประมาณกำไรจากที่ผบห ให้ข่าว ทั้งแบคลอค ทั้งมาร์จิน แล้วฝันหวานเลยครับ eps น่าจะได้ประมาณ 30 สต ถ้าปีนี้ cash flow ยังบวกต่อเนื่องและปันผลได้สัก 40% ของกำไร forward pe แค่ 3 ผมเลยไล่เก็บตั้งแต่ 0.9 – 1บาท

 

แต่ตัวนี้พองบออกมานี่พลิ คล้อคคับ ทั้งรายได้ทั้งมาร์จินคนละเรื่องกับที่ผบห และ IR เคยให้ข่าวเลย ราคาก็ร่วงไปพร้อมกับปลประกอบการณ์ที่แย่ ตัวนี้ผมคัตลอสไปอย่างเจ็บปวด โดนไปเกือบ 10%

 

บทเรียนจากหุ้นตัวนี้ ก็คือธรรมาภิบาลต้องมาก่อน แม้ดูจะเป็นเรื่องที่รู้ๆกันอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่เคยเจอกับตัว บางครั้งเราก็หลงลืมกฏการลงทุนพื้นฐานง่ายๆไป

 

 

ตัว ที่ผมมาไล่เก็บท้ายสุดเมื่อปลายเดือนมิย นี้เองก็คือ SF หุ้นตัวนี้ผมได้มาจากรุ่นพี่ที่เคารพรักท่านเดิม หลังจากมีนัดกินข้าวด้วยกัน SF เป็นสไตล์หุ้น growth ซึ่งปกติผมจะไม่ค่อยชอบ เพราะหุ้นแนวนี้จะไม่มีปันผลหนุนหลัง และผมกังวลว่าผมอาจประเมิน growth ผิด ซึ่งอาจจะทำให้ผมขาดทุนได้มาก

 

แต่ กับตัวนี้ด้วย base ของรายได้จากโครงการเดิมก็มากอยู่แล้ว และโครงการใหม่ก็จะเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญ และความแน่นอนของรายได้ก็ค่อนข้างมาก เนื่องจากผู้ค้ามาจองพื้นที่ในโครงการใหม่จนเต็มแล้ว ทำให้ผมมีความมั่นใจที่ลงทุนค่อนข้างมาก ผมไล่เก็บช่วง 3.6 -3.7

Advertisements
  1. nut776
    May 1, 2011 at 6:05 pm

    ขนาดประเมินผิดหลายตัว แต่ก็ยังได้ผลตอบแทนมหาศาลนะคับ
    ที่สำคัญ พอเจ็บจากตัวไหน รู้สึกจะตามมาเขียนบทความย้อนหลังได้ลึกซึ้งจริงๆ

    utf เคยถือไว้ รู้สึก ตั้งแต่ 40กว่า บ.มันก็ลุ่มๆดอนๆ แต่ตอนนั้น แทบไม่ได้ศึกษาอะไรเลย
    สุดท้ายถือค้างไว้นานมาก ปล่อยไปตอน 60 บาท โคตรดีใจ แต่กลายเป็นว่า โง่เองที่ไม่ได้ประเมินอะไรเลย
    เสียค่าเสียโอกาสถือไว้ตั้งหลายปี (อยากขายก็ขายไม่ได้ สภาพคล่องใกล้เคียง 0 นับเป็นอีกหุ้นที่ไม่อยากเข้าไปยุ่งเลย เห็นน้องแป๊ะัได้กำไร ก็พลอยอนุโมทนาดีใจไปด้วยละกันคับ)

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: