Home > Value investment > ผลตอบแทนปี 52

ผลตอบแทนปี 52

เขียนสรุปการลงทุน 1H53 เสร็จก็นึกได้ว่าเคยทำสรุปของปี 52 ไว้ด้วย เลยขอนำมาลงเพื่อความต่อเนื่องกัน

ปีที่ผ่านมาจัดได้ว่าเป็นปีที่ผมตอบแทนของพอร์ตผม เติบโตขึ้นมามากทีเดียว เหตุผลหลักเลยก็คงเป็นเพราะ ตลาดให้ผลตอบแทนที่ดีมากถึง 63%

เท้าความไปถึงปีที่แล้วก่อน… ปีที่แล้วน่าจะเป็นฝันร้ายของนลท.หลายคน เนื่องจากวิกฤติซับไพรม์ได้พังทลายตลาดหุ้นที่เรากำลังฝันหวานว่าจะไปที่พัน จุดอยู่ดีๆ ให้ลงมาที่ระดับ 400 จุดอีกครั้ง

ผมในช่วงนั้น เทรดหุ้นโดยอาศัยวิชาเทคนิคอลอย่างเดียว พอร์ตของผมก็ให้ผลตอบแทนที่ย่ำแย่ไม่แพ้คนอื่นครับ ปีนั้นมูลค่าของพอร์ตผมลดลงไปกว่า 20% จนผมตัดสินใจยอมคัตลอสหนีออกจากตลาดมาตอนเดือนตุลาคม ( ซึ่งก็นับว่าผมตัดสินใจถูก มิฉะนั้นคงจะเสียหายหนักกว่านี้แน่ )

ปี 52 ผมตัดสินใจกลับเข้ามาในตลาดอีกครั้งตอนเดือนมีนาคม ซึ่งก็เป็นการกลับเข้าตลาดมาถูกจังหวะอย่างยิ่ง เพราะหลังจากนั้นตลาดหุ้นก็ทะยานเป็นกระทิงขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 758 ในเวลาเพียงแค่ครึ่งปี

การเข้าตลาดได้ถูกจังหวะ ไม่ใช่ว่าเพราะผมเก่งหรืออ่านกราฟว่ามีสัญญาณกลับตัวได้ถูกต้องหรอกนะครับ ตอนนั้นผมยังมองว่าตลาดจะซึมยาวจนจบปีด้วยซ้ำไป เพียงแต่ผมเข้าตลาดไปในตอนนั้นด้วยเหตุผลสองประการ คือ

1. ราคาหุ้นบลูชิพหลายตัวถูก discount ลงมามาก จนให้ yield สูงเป็นเลขสองหลัก ซึ่งผมมองว่าการเข้าไปเก็บบลูชิพ ช่วงนี้เพื่อรับปันผลอย่างเดียว ก็คุ้มค่ากว่าลงทุนในตราสารหนี้สองถึงสามเท่าตัวแล้ว

2. ผมอยากลองวิชา VI และการอ่านงบการเงินที่ผมพากเพียรศึกษามาในช่วงที่หายหน้าไปจากตลาด ผมอยากจะดูว่าวิชา VI สามารถใช้กับทุกสภาพตลาดอย่างที่ตำราเค้าว่ามาจริงหรือไม่

ตอนนั้นผม เลยแบ่งพอร์ตออกเป็นสองส่วนครับ ครึ่งนึงลงทุนในหุ้นบลูชิพ ( เล่นโดยใช้กราฟ ) โดยเน้นหุ้นที่ปันผลดีให้ yield 7 – 8% ขึ้นไป อีกครึ่งนึงลงทุนโดยใช้แนวคิดแบบแวลูเป็นหลัก

สรุปผลตอบแทนปลายปีที่ ออกมา พอร์ตที่ผมเทรดแบบเทคนิคอล แพ้ตลาดยับเยินครับ ทำผลตอบแทนได้เพียง 46% ( เทียบกับ set ที่ทำได้ 63% ) ซึ่งสาเหตุที่ผมแพ้ตลาดก้เพราะผมยึดกลยุทธ์หุ้น yield สูง ทำให้พลาดโอกาสในการเข้าถือหุ้นน้ำมัน และหุ้นแบงค์ ซึ่งเป็นสองกลุ่มที่ผลัดกันนำตลาดในรอบนี้ไป รวมทั้งการอ่านกราฟผิดทำให้ขายหมูไปหลายรอบ… ถ้ามีเวลาผมจะมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับความผิดพลาดในปีที่ผ่านมาของผมนะครับ คิดว่ามีหลายจุดที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนนักลงทุนพอสมควร

สำหรับ กระทู้นี้ผมขอเล่าประสบการณ์การลงทุนแบบแวลูในปีที่ผ่านมาแล้วกันนะครับ

ถ้า เทียบกับบรรดาเซียนๆ ทั้งหลายที่ทำผลตอบแทนกันได้ 200 -300% ผลตอบแทนของพอร์ต VI ผมก็คงจะกระจ้อยร้อยล่ะคับ แต่ถ้าเทียบกับว่าผมเพิ่งลงทุนแนวนี้ได้เพียงปีเดียว ผมก็พอใจกับผลตอบแทนในระดับนี้แล้ว และอย่างน้อยผลตอบแทนจากพอร์ต VI ของผมก็ช่วยดึงผลงานรวมของพอร์ตให้กลับมาชนะตลาดได้ ( หลังจากที่แพ้หลุดลุ่ยไปในพอร์ตเทคนิคอล )

หุ้นแนวแวลู ที่ผมซื้อเป็นสองตัวแรกในช่วงเดือนมีนาคมคือ STANLY และ KH

STANLY นี่ผมซื้อด้วยแนวคิดที่ว่าซื้อ great company ในราคาที่มีส่วนลดมากๆ
ผม มองว่ายังไงเสียประเทศไทยก้เป็น Detroit แห่งเอเชีย และ cluster ของการผลิตรถยนต์ของเรามาไกลเกินกว่าที่ต่างชาติจะย้ายฐานการลงทุนไปยัง ประเทศอื่นได้ง่ายๆ และเมื่อมองไปที่งบการเงินพบว่าบริษัทมีหนี้อยู่น้อยมาก และมีเงินสดอยู่ท่วมบริษัท ซึ่งผมมองว่าถึงแม้วิกฤติจะทอดยาวออกไปอีกสามปีห้าปี stanly ก็มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งพอจะฝ่าฟันวิกฤติไปได้ โดยไม่ล้มหายตายจากไปเสียก่อน

ราคาที่ผมได้มาตอนนั้นอยู่ที่แถวๆ 50 บาทต้นๆ

หลังจากนั้นนลท. คงตระหนักกันได้ว่าตัวเองตกใจกับตลาดมากเกินจนให้ค่าของ STANLY ต่ำเกินไป ราคาของ stanly ปรับตัวขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงสามหลักในเดือนมิถุนายน

ที่ จริงผมมองเป้าหมายของ STANLY ไว้ที่ 120 – 150 ( ราคาในช่วงก่อนวิกฤติ ) แต่หลังจาก STANLY ขึ้นไปแตะสามหลักได้ไม่นานกราฟก็ปักหัวลงมาที่ 90 กว่าบาทอีกครั้ง ตอนนั้นยอมรับครับว่าใจยังไม่นิ่งพอ ประกอบกับเอากราฟเข้ามาจับ…มันมีสัญญาณขายทุกตัวไม่ว่าจะเป็นอินดี้ ชาร์ตแพทเทอร์น หรือ เวฟ ก็เลยตัดสินใจขายไปที่แถวๆ 95 บาท ( หลังจากนั้นไม่นานมันก็ทะลุสามหลักขึ้นมาอยู่ที่ 120 ให้เจ็บใจเล่น )

บท เรียนส่วนตัวของผมจาก stanly นะครับ

1. บริษัทที่ยิ่งใหญ่ อย่างไรเสียสักวันก็ต้องกลับมา หากไม่ล้มหายตายจากไปเสียก่อน

2. ซื้อด้วยเหตุผลไหน ขายด้วยเหตุผลนั้น ถ้าซื้อเพราะพื้นฐาน อย่าขายเพราะอารมณ์หรือกราฟ

ในช่วงเดือนมีนา นอกจาก STANLY แล้วหุ้นอีกตัวหนึ่งที่ผมเลือกลงทุนคือ KH
ซึ่ง KH เลือกลงทุนด้วยแนวคิดของบริษัทที่ยอดเยี่ยม ที่สามารถสร้างผลกำไรเติบโตได้มากกว่าเงินเฟ้อในทุกๆปี

เหตุผลที่ผม เลือก KH ก็เพราะผมมีแนวคิดว่าหากเราจะเลือกลงทุนในหุ้น”ยอดเยี่ยม”เราควรจะมีความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจนั้นอย่างลึกซึ้ง ซึ่งสำหรับผมเอง โดยวิชาชีพแล้ว ธุรกิจโรงพยาบาลน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี ที่ผมจะเริ่มศึกษา / เข้าไปลงทุนเป็นอันดับแรก

ซึ่งในกลุ่มธุรกิจรพ. ผมชอบโมเดลของ KH มากที่สุด เนื่องจากในขณะนั้นผมยังไม่มั่นใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กอปรกับสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศ ผมจึงตัดรพ.ที่พึ่งพาลูกค้าต่างชาติในสัดส่วนที่มาก ( BGH, BH ) และรพ.ที่รับเคสเงินสดอย่างเดียว ( TNH ) ออกไป และเลือกลงทุนใน KH ที่มีสัดส่วนของรายได้จากทั้งเคสเงินสด และเคสเหมาจ่าย ( ราคาทุนที่ผมได้อยู่ที่ 7 บาทต้น ๆ )

หลังจากที่ผมขาย STANLY ไป ก็กำเงินสดอยู่พักนึงครับ เนื่องจากช่วงนั้นหุ้นแต่ละตัวขึ้นมาพอสมควรแล้ว จนผมไม่รู้จะเลือกลงทุนในบริษัทไหนดี

จนมีกัลยาณมิตรท่านนึง แนะนำ STPI มา บอกว่าเธอกำลังตีแตกตัวนี้อยู่ ( ถือตัวเดียวทั้งพอร์ต ) ผมถึงกับตกใจในความกล้าของเธอ เลยเริ่มไปหาข้อมูลของบริษัทนี้มาศึกษาทั้งจากแบบ 56-1 และห้องร้อยคนร้อยหุ้น จึงได้รับรู้ว่าบริษัทกำลังจะรับรู้รายได้จากอภิมหาโปรเจคต์พลูโต ผมคำนวณจาก backlog คร่าวๆ พบว่า eps มากอย่างน่าตกใจถึง 5 – 6 บาท เทียบกับราคาตอนนั้นที่ 8.5 บาท…. PE ไม่ถึงสอง

ตอนนั้นผมก็เลย ตัดสินใจเลือกลงทุนใน STPI ด้วยแนวคิดแบบก้นบุหรี่ครับ…. เอาเงินที่ได้จากการขาย STANLY ทั้งหมดมาลงทุนในตัวนี้ต่อ

แต่หลัง จากผมถือ ราคาก็นิ่งสนิทจนน่าอึดอัด ผมก็ได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่องบออก ด้วย eps ที่มากและ pe ที่ต่ำเตี้ย น่าจะทำให้ตลาดหันมาสนใจตัวนี้ … ราคาของ STPI ถูกไล่ขึ้นไปจนถึงเกือบสิบบาทก่อนประกาศงบไตรมาสสอง และงบไตรมาสสองก็ออกมาดีตามคาด ด้วย eps ครึ่งปีถึงสี่บาท

แต่หลัง จากประกาศงบไตรมาสสองออกมา กลับเกิดรายการ sell on fact ขึ้นมา ราคาของ STPI ร่วงลงไปที่แปดบาทปลายๆ อีกครั้ง ( มาสืบทราบทีหลังว่ามีเซียน VI ท่านนึง take profit ออกมา เนื่องจากท่านเชื่อว่ากำไรของ STPI พีคเพียงเท่านี้แล้ว )

หลังจากนั้นราคาก็ซึมที่แถวๆ แปดบาทปลายๆ เก้าบาทต้นๆไปอีกเป็นเดือน ตอนนั้นผมก็ยอมรับว่าจิตใจเริ่มหวั่นไหวอีกรอบ เพราะพอราคาไม่ไปไหนก็เริ่มมีข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับหุ้นออกมามากมาย เช่น ผบห จะไม่ปันผลบ้าง, ปีหน้าจะไม่มีงานบ้าง, เซียน VI ทิ้งของกันหมดแล้วบ้าง

สุด ท้ายผมตัดสินใจถือต่อ เพราะคิดว่าหุ้นถูกขนาดนี้ไปหาในตลาดคงไม่มีอีกแล้ว

สุด ท้ายความอดทน ( เล็กๆ ) ของผมก็สัมฤทธิ์ผล บ.ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลออกมาหนึ่งบาท ทำให้ราคาหุ้นพุ่งเป็นจรวด ผมตัดสินใจทะยอยขาย เฉลี่ยที่ราคาแถวๆ 15 บาท

STPI เป็นหุ้นที่ผมดีใจมากที่ได้ถือ เพราะนอกจากสุดท้ายผมจะได้ capital gain จากตัวนี้มากพอสมควรแล้ว ผมยังได้บทเรียนอีกหลายอย่างได้แก่

1. ราคามาก่อนข่าว ถ้าราคาขยับขึ้น หรือลงแรงๆ หรือไม่ไปไหนนานๆ จะมีข่าว ( ลือ ) ออกมารองรับราคาเอง…. นักลงทุนที่ดีไม่ควรหวั่นไหวไปกับข่าว ตราบใดที่พื้นฐานยังไม่เปลี่ยน

2. เชื่อการวิเคราะห์ของตัวเองดีที่สุด อย่ามัวแต่ซื้อขายตามเซียน

สำหรับ KH ผมก็ถือมาเรื่อยๆ โดยที่ตั้งใจว่าจะไม่ขาย ช่วงที่ถูกเก็งกำไรด้วยข่าวไข้หวัดหมู… ปั่นไปถึง 9 บาท ผมก็ยังขายไม่ลง ( มานึกทีหลังก็เสียดายรอบเหมือนกัน )

จนประมาณ เดือนสิงหาคม ผมเพิ่งเริ่มคิดได้ว่า model ธุรกิจแบบ KH อาจจะอุ้ยอ้ายเกินไปสำหรับเศรษฐกิจที่กำลังจะฟื้นตัว ร่วมกับ KH มีแผนจะเริ่มสร้างรพ.ระดับพรีเมี่ยมที่แจ้งวัฒนะ ใน 2Q53 ซึ่งผมยังไม่แน่ใจว่า KH จะทำรพ.ในระดับ A ถึง A+ ได้ดีขนาดไหน ( ที่ผ่านมา KH ก็มีเสียงบ่นเรื่องการบริการเยอะพอสมควร ) ผมเลยตัดสินใจถอยฉากออกมาก่อน ร่วมกับตอนนั้นผมพบหุ้นที่น่าสนใจกว่า เลยต้องการขายเอาเงินไปซื้อด้วย

หุ้นอีกตัวที่ทำผมตอบแทนให้ผมได้เยอะในปีนี้ก็คือ KYE

ตัวนี้ผมเริ่มสนใจตั้งแต่มันประกาศปันผลออกมามากมายถึง 15% แล้วราคาก็วิ่งรับปันผลอย่างพรวดพราด ตอนแรกที่เข้าไปอ่าน 56-1 ผมก็ยังไม่รู้สึกว่ามันน่าสนใจเท่าไร จนได้เห็นงบของ MCP ผมก็ถึงบางอ้อ และเห็นขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้ในบริษัท ( ตัวนี้ไม่ขอลงรายละเอียดมากนะครับ เป็นหุ้นอาถรรพ์ พูดถึงทีไรเกิดดราม่าทุกที )

ผมทะยอยเก็บหลังมันซิลลิ่งรอบแรกไปแล้ว ทุนเฉลี่ยอยุ่แถว 110 กว่าๆ ต่อมาก็เหมือนจะมีคน recognized value ของ MCP ได้ ราคาถูกลากอย่างบ้าเลือดไปที่ 280 แต่ผมเองก็ไม่ทันขายช่วงนั้น มาขายได้แถวๆ 220 -230 ( แต่ก็ไม่ได้ขายหมดครับ ยังมองว่าปันผลปีหน้าจะดีมาก )

ช่วงเดือนพฤศจิกา ผมพยายามปรับพอร์ต โดยทดลองหันมาใช้กลยุทธ์เลือกหุ้น PE ต่ำ โดยมี growth พอประมาณ ( เคยตั้งกระทู้ไว้ในเรื่องลงทุนอย่างจอห์น เนฟฟ์ครับ ) เลยได้หุ้นมาเพิ่มอีกสามตัวคือ SENA,PATO, MOONG, ซึ่งราคาตอนนี้ก็ยังไมได้ขยับไป ณ จากวันที่ผมเริ่มซื้อมากนัก ( ของมุ่งส่วนนึงผมมองว่าเป็นการเข้าไปถือ thai pigeon ซึ่งผมมองว่าเป็น super stock ด้วย เพราะมุ่งถือหุ้นใน thai pigeon อยุ่ 47% )

อย่างที่บอกครับ นักลงทุน pe ต่ำ ไม่เคยกลัวขาดทุน แต่กลัวเจอหุ้นถูกเรื้อรัง ไม่รู้เหมือนกันว่าสามตัวที่ผมเลือกมาจะเจอหุ้นถูกเรื้อรังกี่ตัว

นอกจากนี้ยังเลือกลงทุนในหุ้นก้นบุหรี่อีกสองตัวคือ UPF กับ BCP

Advertisements
  1. Dekfaifah
    January 26, 2011 at 7:21 pm

    ตามมาอ่านบล็อกของหมอแป๊ะครับ

  2. Fon^^
    January 27, 2011 at 1:54 am

    ขอบคุณพี่หมอแป๊ะค่ะ

    ฝนขอแอบมานั่งเรียนด้วยคนนะคะ ^^

  3. nut776
    May 1, 2011 at 6:27 pm

    มานั่งแอบเรียนเหมือนกัน
    ดูเหมือนคนที่ไม่ทิ้งหุ้นเข้าไปซื้อตอนซับไพร์ม จะรุ่งเกือบหมด
    ตอนนั้น
    ผมทำอะไรหว่า จำไม่ได้ แทบไม่ได้สนใจหุ้น ได้แต่บ่นกับเพื่อนว่าไม่ซื้อตอนนี้ จะไปซื้อตอนไหน (แต่สุดท้ายตัวเองเสือกไม่ซื้อ จำไม่ได้ว่าเพราะอะไร)

    พอร์ทก่อนหน้านี้ที่ขาดทุน ก็ไม่้ไดขาดทุนอะไรมากๆขึ้นกว่าเดิมนัก เพราะมันเน่าอยู่แล้ว
    กลับมาตอนปลายปี 52 เห็นหลายท่านที่ปีพศ. สมัคร tvi ใกล้ๆกัน เป็นเศรษฐีกันไปแล้วเลยกลับมาฮึดสู้ใหม่
    เพราะก่อนหน้านี้ คิดมาตลอดว่า โอกาสที่จะรวยจากตลาดหุ้นนั้นยากมาก ไปทำธุรกิจดีกว่า
    สุดท้ายเจ๊งมากกว่าหุ้นเยอะ เสียดายความรู้ก่อนหน้านั้นมาก กลับมารอบนี้ได้ปีกว่า ก็ทำได้แค่เท่าๆตลาด
    แต่รุ้สึก vi เทพ จะเยอะมาก ข้อดี คือ พัฒนาเราได้มาก เพราะมีโอกาสศึกษาหลายๆคน ข้อเสีย ตลาดมีประสิทธิภาพมากเกิน หาหุ้นถูกยาก หุ้นดีต่างถูก vi เทพ จับจองกันไว้แล้ว
    โอกาสเราจะลดลง เลยไม่แปลกใจว่า กำไรแบบมากๆ มันถูกจัดสรร ไว้แล้ว ตามสัดส่วนvi
    “ปราศจาก แมงเม่า แล้วเราจะอยู่อย่างไร ”

    สุดท้าย หุ้นน่าทุกตัวในพอร์ท ได้กำไร เกิน 50% จนถึง 200 % 300% ทั้งนั้น ดังนั้นเห็นด้วยสุดตัวจากประโยคที่บอกว่า

    บ.ที่ดีจะกลับมาได้เสมอ เพราะเจอกับตัวจริงๆ (มันกลับมาได้มากกว่าเดิมด้วย)

  4. simpleBE
    July 23, 2011 at 6:11 am

    อ่านจบแล้วยังไม่ทราบเลยครับว่าสุดท้ายแล้วปี 52 ได้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซนต์ 🙂

    • July 23, 2011 at 8:39 pm

      ขออนุญาตไม่ระบุตัวเลขแล้วกันครับ แหะๆ

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: