Home > Value investment > ก้าวแรกสู่การลงทุนแบบ VI : ลงทุนอย่างจอห์น เนฟฟ์

ก้าวแรกสู่การลงทุนแบบ VI : ลงทุนอย่างจอห์น เนฟฟ์

โดยปกติเวลามี เพื่อนนลท. หน้าใหม่ มาขอคำปรึกษาเรื่องหลักการลงทุน ผมก็มักจะแนะนำให้ศึกษาจากตำราของทั้งฟากเทคนิค และฟากแวลู จากนั้นให้ลองเทรดดูว่าระบบการเทรดแบบไหนที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุด

แต่ ปัญหาที่ผมได้พบเสมอๆ ก็คือ เพื่อนนลท.หน้าใหม่เหล่านั้น มักจะกลับมาบ่นอยู่เสมอๆ ว่า การลงทุนแบบแวลูนั้นยาก และต้องใช้ความรู้ความเข้าใจในหลายๆ เรื่อง ทั้งการมองธุรกิจ บัญชี เศรษฐกิจมหภาค ทำให้เพื่อนนลท.หน้าใหม่เหล่านั้น มักจะหมดความพยายามในการที่จะศึกษา และทำความเข้าใจ เกี่ยวกับการลงทุนในแนวนี้

ที่จริง”หลักการ”ของการลงทุนแบบแวลูนั้น ง่าย เพียงแค่ท่านซื้อกิจการของบริษัทในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของมัน เท่านี้ก็นับเป็นการลงทุนแบบแวลูแล้ว

แต่จากหลักการข้างต้น ก็ได้มีการพัฒนา”แนวทาง”ในการประยุกต์หลักการข้างต้นมาอีกมากมาย

แนว ทางหนึ่ง ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นกระแสหลักของการลงทุนแบบแวลูในปัจจุบัน คือแนวทางของ วอร์เรน บัฟเฟต์ ที่เน้น ในเรื่องของคุณภาพของกิจการ… เพราะบัฟเฟต์เชื่อว่า กิจการที่มียอดเยี่ยม มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยืน และมีผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถร่วมกับมีธรรมาภิบาลที่ดี ย่อมต่อยอดสะสม”มูลค่า”ของกิจการให้เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้อย่างไม่มีขีดกำจัด

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าแนวทางของบัฟเฟต์นั้น ยอดเยี่ยมเพียงใด แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาของแนวทางการลงทุนอย่างบัฟเฟต์ จำเป็นต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจในหลายเรื่องๆ รวมทั้งการมองธุรกิจในระยะยาวอย่างแม่นยำ ซึ่งก็มักจะเป็นปัญหากับนลท.หน้าใหม่ ดังที่ผมเรียนไว้ข้างต้น

ผมเลย มาลองคิดดูว่า มีแนวทางการลงทุนแบบแวลู ที่ลดความซับซ้อน และไม่ต้องอาศัยความเข้าใจในศาสตร์ทางธุรกิจมากมายอะไรขนาดนั้นไหม เพื่อที่จะเป็นก้าวแรกของนลท. ที่สนใจการลงทุนแบบแวลู

เมื่อนึกถึง แนวทางการลงทุนแบบแวลู ที่ไม่ต้องสนใจความเป็นไปทางธุรกิจ หรือต้องมาสนใจงบการเงินมากมายนัก ผมนึกถึงการลงทุนแบบเบน เกรแฮม ( ซึ่งเป็นอาจารย์ของบัฟเฟต์อีกที ) และ จอห์น เนฟฟ์

แต่อย่างไรก็ดีการ ลงทุนแบบเกรแฮม ออกจะสุดโต่งไปสักหน่อย ( ในทัศนะของผมเอง ) เนื่องจากเกรแฮม แทบจะไม่ให้ ความสำคัญกับตัวธุรกิจเลย ซึ่งเกรแฮมเองก็ยอมรับจุดบอดจุดนี้ในกลยุทธ์ของตัวเอง เกรแฮมจึงพยายามกระจายการถือครองหุ้นในหลายๆ ตัวในพอร์ตโฟลิโอ รวมทั้งกำจัดหุ้น”ถูกเรื้อรัง” ด้วยการขายหุ้นที่ถือครองแล้วราคาไม่ไปไหนเกินสองปี

ผมจึงสนใจการลง ทุนในแบบของเนฟฟ์มากกว่า เพราะแม้เนฟฟ์จะเน้นที่ราคาของหุ้นที่ถูกมากๆ เช่นเดียวกับเกรแฮม แต่เนฟฟ์ก็ยังให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจ ( ดังที่ผมจะได้กล่าวต่อไป )

จอห์น เนฟฟ์เป็นผู้จัดการกองทุน Windsor ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในอเมริกา ซึ่งตลอดเวลา 32 ปีที่เค้าบริหารกองทุนนี้ สินทรัพย์ของกองทุนเพิ่มขึ้นถึง 57 เท่า หรือเปรียบเทียบเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 13.7% ( เทียบกับผลตอบแทนเพียง 22 เท่าของดัชนี S&P 500 )

วิธีการลงทุนของเนฟฟ์ ค่อนข้างจะเข้าใจง่ายกว่า แนวทางแบบบัฟเฟต์ เนื่องจากเนฟฟ์ใช้อัตราส่วนทางการเงินเพียงไม่กี่ตัวในการประเมินหุ้นแต่ละ ตัว และการลงทุนแบบเนฟฟ์ ไม่ได้อาศัยความเข้าใจทางธุรกิจมากมายนัก

หลัก การง่ายๆของเนฟฟ์คือ ให้เลือกลงทุนในหุ้นที่มี PE ต่ำๆ มีการเติบโตพอประมาณ และมี Total return ratio ที่สูงกว่าตลาด สองเท่าขึ้นไป

เหตุผลที่เนฟฟ์เลือกลงทุนในหุ้นที่มี PE ต่ำๆ เนื่องจาก PE ที่ต่ำแสดงถึงการคาดหวังของตลาดต่อการเติบโตของกำไรของบริษัทที่ค่อนข้าง น้อย ดังนั้นหากกำไรในอนาคตของบริษัทเติบโตขึ้นได้มากกว่าที่ตลาดคาดหวัง ก็มีโอกาสที่ราคาหุ้นจะดีดตัวขึ้นมา 50 – 100% ( จากการที่ตลาดปรับ PE ให้ ) เช่น หุ้นของบ. A เคยทำ EPS ได้ 2 บาท และเทรดกันที่ PE 5 ( = 10 บาท ) ต่อมาบริษัทสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง สามารถเพิ่มกำไรได้จนมาอยู่ที่ 2.2 บาทต่อหุ้น วันดีคืนดีตลาดอาจจะเห็นคุณค่าของหุ้นตัวนี้และปรับ PE ให้เป็น 8 ละหุ้นตัวนั้นขึ้นไปเทรดกันที่ 17.6 บาท เป็นต้น

ในทำนอง ตรงข้าม หากบริษัทเติบโตได้น้อยกว่าที่เราคาดการณ์ โอกาสขาดทุนหนักๆ ของเราก็แทบจะไม่มี เนื่องจากตลาดไม่ได้คาดหวังจากหุ้นตัวนี้ และเทรดใน PE ที่ต่ำอยู่แล้ว ( นอกจากนี้ PE ที่ต่ำยังจะส่งผลให้ dividend yield สูงโดยอัตโนมัติ ซึงจะเป็นเครื่องป้องกันการลงของราคาแรงๆ อีกทางหนึ่ง )

PE เท่าไร ที่เนฟฟ์จะเรียกว่าต่ำ ? โดยทั่วไปเนฟฟ์ให้หลักว่า หุ้นที่จะซื้อควรมี PE ต่ำกว่า PE ของตลาดประมาณ 40 – 60%

หลักข้อต่อมาของเนฟฟ์คือ หุ้นที่ซื้อควรจะเป็นกิจการที่เติบโตพอประมาณ โดยที่เนฟฟ์ให้ตัวเลขไว้ว่าควรจะมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในช่วง 6 – 20% ติดต่อกันหลายๆ ปี และควรจะเป็นอุตสาหกรรมที่ดูน่าเบื่อ ( ตัวอย่างของเนฟฟ์คือ ทองแดง และปูนซีเมนต์ )

ถ้าจะพิจารณาหลักการข้อ นี้ของเนฟฟ์ จะพบว่าที่จริงก็เป็นการวิเคราะห์อนาคตของธุรกิจ และกำไรที่ยั่งยืนแบบที่บัฟเฟต์ชอบทำ แต่เนฟฟ์ทำให้เป็นเรื่องง่าย ด้วยการใช้ข้อมูลในอดีตมาเป็นตัวสกรีนธุรกิจอย่างคร่าวๆ ด้วยการใช้ตัวเลขการเติบโตของกำไรสุทธิในหลายๆปีที่ผ่านมา ( หากกำไรเติบโตได้ติดต่อกันหลายๆ ปีได้ ก็น่าเชื่อได้ว่าบริษัทน่าจะมีความได้เปรียบบริษัทคู่แข่งอะไรสักอย่าง และก็เชื่อได้เช่นกันว่า E ในปีต่อๆไป ก็น่าจะรักษาการเติบโตในระดับนี้ไว้ได้ )

นอกจากนี้หากหุ้นที่เรา เลือกอยู่ในอุตสาหกรรมที่ดูน่าเบื่ออย่างเช่นที่เนฟฟ์ชอบ ก็จะยิ่งให้ความมั่นใจได้อีกว่าบริษัทน่าจะรักษาการเติบโตในระดับเดียวกับ อดีตได้ต่อไปอีกในอนาคต เพราะตลาดของสินค้าเหล่านี้มักไม่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง แบบเดียวกับสินค้าเทคโนโลยีที่ร้อนแรง และตัวอุตสาหกรรมเองก็มักจะเข้าใจง่าย พอที่จะทำให้เราคาดเดาถึงผลประกอบการในอนาคต – เนฟฟ์เคยยกตัวอย่างว่าระหว่างให้คาดเดายอดขายของบริษัทผลิตชิพรุ่นใหม่ กับยอดขายของบริษัทผลิตทองแดง เนฟฟ์ขอเลือกอย่างหลัง )

สาเหตุที่ เนฟฟ์ไม่ลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตมากกว่า 20% ต่อปี เนื่องจากเนฟฟ์มองว่าอุตสาหกรรมที่เติบโตมากกว่า 20% ต่อปีมักจะเป็นอุตสาหกรรมร้อนแรง ซึ่งส่วนใหญ่ตลาดก็มักจะเทรดกันบนความคาดหวังสูงๆ ( นั่นก็คือ PE สูงๆ ) และอุตสาหกรรมที่เติบโตในระดับนั้นได้ก็มักจะเป็นอุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่ตลาด ยังไม่อิ่ม ทำให้ทำนายถึงผลประกอบการในอนาคตได้ลำบาก ( ซึ่งตรงข้ามกับอุตสาหกรรมที่ดูน่าเบื่อ )

หลักข้อสุดท้ายของ เนฟฟ์คือการประเมิน Total return ratio

Total return คือ ผลตอบแทนทั้งหมด ที่นลท จะได้จากการลงทุนในหุ้นตัวหนึ่ง = การเติบโตของกำไร + dividend yield
เช่นกำไรของบ. A โตขึ้น 10% และปีนี้บ. จ่ายปันผลออกมา 3% ดังนั้น total return = 13%
หากเราเอา Total return มาหารด้วยความถูกความแพงของหุ้น ( ซึ่งก็คือ PE ) เราจะได้เป็น Total return ratio ออกมา

เช่นหุ้นของ บ. A เทรดกันที่ PE 5 เราก็จะได้ Total return ratio ของหุ้น บ. A = 13 / 5 = 2.6

Total return ratio บอกอะไรกับเรา ? ค่า TRR เป็นตัวบอกถึงผลตอบแทนที่เราคาดว่าจะได้จากการลงทุนในหุ้นตัวนี้ โดยเทียบกับต้นทุนของความถูกความแพงของหุ้นที่เราซื้อ ( จะเห็นได้ว่าถ้าเราซื้อหุ้นที่ PE แพงๆ แม้ผลการดำเนินงานและปันผลจะออกมาดี แต่ return rate ก็จะออกมาต่ำเนื่องจากต้นทุนที่เราจ่ายค่อนข้างแพง ตรงกันข้ามกับหุ้น PE ต่ำ ที่มักจะให้ return rate ที่สูงกว่า ขอเพียงแค่ผลการดำเนินงานและปันผลออกมาในระดับที่ใช้ได้ )

ปกติเนฟฟ์ จะเลือกลงทุนในหุ้นที่ให้ TRR มากกว่า TRR ของตลาด 2 เท่าขึ้นไป

สรุปหลักการของเนฟฟ์

– เลือกลงทุนในหุ้นที่ PE ต่ำๆ ( ต่ำกว่า PE ตลาด 40 – 60% )
– มีกำไรเติบโตพอประมาณ ( โต 6 – 20% ต่อเนื่องกันหลายๆ ปี และควรจะเป็นอุตสาหกรรมที่คาดเดาผลประกอบการได้ง่าย )
– TRR มากกว่า 2 เท่าของตลาด

ลองเอาหลักการของเนฟฟ์มาประยุกต์กับตลาดไทยนะครับ

– PE ตลาดตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 24 ดังนั้นหุ้นที่เราเลือกไม่ควรมี PE เกิน 10 – 13
– ตลาดบ้านเราไม่ค่อยมีธุรกิจที่ร้อนแรงพวกเทคโนโลยี หรือหุ้นดอตคอม อย่างในอเมริกาอยู่แล้ว คิดว่าหุ้นบ้านเราน่าจะเข้าข่ายหุ้นน่าเบื่อได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นหุ้นวัฏจักร และ commodity
– TRR : ข้อมูลล่าสุด yield = 3.8%, Growth ( ไม่รวมกลุ่มทรัพยากร ) = 5.2% ( เทียบกับไตรมาสสอง ) ดังนั้น TRR ของตลาด ณ ขณะนี้คือ 5.2 + 3.8 / 24 = 0.38 ดังนั้น หุ้นที่เราเลือกควรมี TRR > 0.76

หมายเหตุประกอบบทความ

1 ที่จริงสไตล์การลงทุนของเนฟฟ์ยังมีอีกหลายรูปแบบนะครับ เช่น ลงทุนในบริษัทยอดเยี่ยม แต่มีเหตุการณ์ไม่ปกติทำให้ราคาหุ้นถูก discount ลงมามาก หุ้นวัฎจักร หุ้นที่มีกระแสเงินสดเยอะๆ แต่แนวทาง PE ต่ำเป็นแนวทางที่เนฟฟ์ใช้บ่อยที่สุด และมีคนอ้างถึงบ่อยที่สุดเช่นกัน ( สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม อ่านได้ใน “ลงทุนแบบจอห์น เนฟฟ์” ครับ )

2 หุ้นทุกตัวของเนฟฟ์มีไว้เพื่อขาย จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์การเน้นราคามากกว่าคุณภาพของเนฟฟ์ ทำให้เมื่อวันนึงตลาดปรับราคาของหุ้นให้มาอยู่ในจุดที่เหมาะสม คุณก็จำเป็นต้องขายหุ้นตัวนั้น ( เพราะคุณซื้อมันด้วยเหตุผลว่ามันถูก พอมันไม่ถูกก็ไม่มีเหตุผลที่จะถือต่อ )

3 โดยส่วนตัว ผมก็ยังเชื่อในแนวทางของบัฟเฟต์มากกว่า ( บริษัทที่ได้เปรียบอย่างยั่งยืนในราคายุติธรรม ) บทความนี้ผมเพียงจะเรียนให้เพื่อนนลท ทราบถึงแนวทางการลงทุนของ VI ระดับตำนานท่านอื่นๆ และผมเล็งเห็นว่าแนวทางของเนฟฟ์ค่อนข้างง่าย และอาจจะเหมาะสมกับเพื่อนนลท. ที่เพิ่งเริ่มศึกษาการลงทุนแนวนี้

4 อันนี้เป็นทัศนะของผมเอง ผมมองว่าหากเพื่อนนลท จะนำหลักการลงทุนแบบเนฟฟ์ไปใช้ ควรจะมีการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตโฟลิโอพอสมควร ( ด้วยการถือครองหุ้นหลายตัวในหลายอุตสาหกรรม ) เนื่องจากการลงทุนในแนวของเนฟฟ์ ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับข้อมูลในเชิงคุณภาพน้อย ซึ่งบางครั้งปัญหาทางธุรกิจหลายๆอย่างก็อาจจะไม่ได้สะท้อนออกมาในอัตราส่วน ทางการเงิน

Advertisements
  1. January 26, 2011 at 5:33 pm

    บทความนี้เขียนเมื่อประมาณสองปีก่อนนะครับ พอดีเพิ่งมีโอกาสได้เอามาลงบลอก 🙂

  2. newbie_12
    February 18, 2011 at 12:39 am

    ทำไม PE ตลาดไทยสูงจัง 24 เท่าเลยเหรอ

  3. February 18, 2011 at 5:35 am

    ไม่รวมกลุ่มทรัพยากรครับ เลย 24

    • Pathfinder
      November 7, 2011 at 2:20 pm

      สงสัยว่าทำใช้ P/E ที่ไม่รวมกลุ่มทรัพยากรมาคำนวณครับ ?

      • November 14, 2011 at 3:30 am

        กลุ่มทรัพยากร เช่น น้ำมันเป็นลักษณะของ commodity ครับ ผลกำไรขึ้นกับราคาขาย ซึ่งขึ้นลงตามราคา commo มากกว่าการเติบโตจริงๆของบริษัท

  4. maifuen
    April 5, 2011 at 7:41 pm

    พี่หมอแป๊ะคับ

    PEของหุ้น และ PEของตลาดที่นำมาใช้คำนวนนี่คือ…
    PEที่คิดepsของ4ไตรมาสย้อนหลัง หรือ Forward PE ของปีนั้นๆครับ

    ขอบคุณครับ^^

  5. April 6, 2011 at 5:16 am

    ใช้ eps 4 q ย้อนหลังครับ ^ ^

  6. maifuen
    April 17, 2011 at 5:16 pm

    ขอบคุณมากครับพี่หมอแป๊ะ

    อยากบอกว่าชอบบล๊อคนี้มาก โดนใจเลย

    เพราะ ไม่ใช่แค่บอกแนวคิด หรือ ทฤษฎี

    แต่เป็นการนำประสบการณ์มาสอน เพื่อนำความรู้มาประยุกต์ใช้

    เยี่ยมเลยครับ ดีใจที่ได้เจอบล๊อคนี้ จะไล่อ่านให้หมดเลยครับ โย่ว^^

    • April 17, 2011 at 5:39 pm

      เทรดจริง เจ็บจริง ครับ ไม่ใช้สตันท์แมน ไม่ใช่ลวด / สลิง ^ ^

  7. nut776
    May 1, 2011 at 5:50 pm

    ปัญหาหลัก คือ จะไปหาศึกษาแนวทางของ จอห์น เนฟ ภาษาไทยได้จากไหน เคยลองถามใน tvi รู้สึกคำตอบจะ blank เช่นกัน

    เท่าที่ลองดู จุดบอดของการลงทุนตามแนวข้างบนคือ ต้องเข้าซื้อตอนที่ เราพอจะรู้ว่าจะมีอะไรมาปลดล๊อค ราคาหุ้นด้วยใช่ไหมคับ
    ซึ่ง timing จะมีทั้งการปลดล๊อค และ ราคายังgap ให้พอทำกำไร ทั้งสองกรณีต้องสอดคล้องกัน ก็ยากตรงนี้แหละ
    สรุปก็คือยังคงต้องมี market timing skill อยู่ดี ไม่อย่างนั้น อาจจะต้องมีค่าสูญโอกาสที่ถือหุ้นถูกนานเกินไป

    รบกวนน้องแป๊ะ แนะนำเพิ่มเติมด้วยคับ

    • May 1, 2011 at 5:56 pm

      1 อ่านจากหนังสือแปลชื่อ ลงทุนอย่างจอห์น เนฟฟ์ ได้ครับ

      2 เรื่อง timing และการปลดล็อค รบกวนพี่นัท อ่านในบลอคตอน How to create more perfect Neff’s portfolio ครับ ^ ^

  8. nkowen
    October 2, 2011 at 6:24 am

    จะหา growth ของ set ได้จากไหนหรอคะ

    • October 3, 2011 at 10:36 pm

      ปกติทุกๆสิ้นปีจะมีการสรุปตัวเลขต่างๆของ set ใน set news ครับ

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: